ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
dot
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
bulletเที่ยวเนปาล


web bord
เรื่องราว หน้าบ้าน
เพลง เพลินๆ
สารคดื เรื่องสั้น
hspace=0

เที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เที่ยวเมืองไทย

Angkor variety...เที่ยวนครวัด

โปรแจ๊ค...เชียงใหม่กอล์ฟเซอร์วิส

hotel deals in christchurch hotel deals in christchurch Submit Commission Structure Reminder (Monthly Basis) Number of Departures Booking Commission Percentage (BCP) + Cost Per Click (CPC) 1-15 4% $0.10 16-49 4.5% (after the first 15 checkouts) $0.10 50-99 5% (after the first 49 checkouts) $0.10 100-199 6% (after the first 99 checkouts) $0.10 200-999 7% (after the first 199 checkouts) $0.10 1000+ 8% (after the first 999 checkouts) $0.10


หิมาลัยไกลสุดตา

บทหนึ่งในเนปาล......โดย JarnJoy   

Day 3 Kathmandu – Nargakot Tue. 24/2/2009

รู้สึกตัวประมาณตีห้าครึ่งเพราะเสียงรถ เสียงแตรจากถนนข้างนอก ผู้คนคงเริ่มตื่นกันแล้ว ตื่นแล้วแต่ขอนอนบิดไปบิดมาอีกนิด ตื่นอีกทีเกือบเจ็ดโมงได้ ได้กาแฟสัญชาติเวียดนามปลุกให้ตื่นอีกแรง โดยใช้ลวดต้มน้ำแบบพกพาที่พี่จ๊อดติดเอามา โดยหย่อนลวดต้มน้ำนี้ใส่ลงไปในแก้วทนไฟที่มาด้วยกัน ใช้ต้มน้ำชงกาแฟได้สองแก้วสบาย ๆ เห็นประสิทธิภาพและการใช้งานแล้วต้องให้รางวัลแก่ผู้คิดค้นและผู้ที่ถือติดมาเป็นอย่างยิ่ง
ได้น้ำร้อนต้มกาแฟแล้ว ยังได้อาบน้ำอุ่นรอบเช้าอีกรอบ ต้องอาบให้คุ้ม ซึ่งบรรยากาศห้องน้ำในเช้าวันนี้ดูเผินๆแล้วไม่ต่างจากเช้าเมื่อวาน เพราะมีกลุ่มไอลอยฟุ้งเต็มห้อง แต่ที่ต่างคือห้องน้ำวันนี้เต็มไปด้วยไออุ่น ส่วนเมื่อเช้าวันวานมันเป็นไอเย็นแบบน้ำแข็งอย่างไงอย่างงั้นเลยทีเดียว
จัดการกับตัวเอง พร้อมกับจัดการแบ่งกระเป๋าใส่ของไปนอนนอกกาฐมาณฑุสองคืน คือ ที่นาการ์กอต (Nargakot) และบักตาปูร์ (Buktapur) ที่เหลือจะฝากไว้ที่ Sun Rise Cottage เกสต์เฮาส์ข้าง ๆ ที่จะกลับมานอนต่อสองคืนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน เตรียมของไว้ ก่อนจะไปหาข้าวเช้ากินที่ร้านเดิมเมื่อวานเย็น เพราะศึกษาเมนูอาหารอาหารเช้าไว้ตั้งแต่อาหารมื้อเย็นยังไม่ย่อยเลย
แต่ก็ยังไม่ลืมภาระกิจไปตามเงินคืนแม้จะมีความหวังแบบหริบหรี่ก็ตามที เช้านี้ได้ไข่เจียวกับขนมปังปิ้งพร้อมกับกาแฟอีกตามเคย ใช้เวลากินกะรอให้ร้านแลกเงินเปิด และแล้วก็ได้มาที่ร้านเกิดเหตุจนได้ เดินไปคิดไปว่าถ้าหากเจอแขกคนละคนกับเมื่อวานเย็นคงจบกัน ใครจะเชื่อแต่คำบอกเล่า ใบเสร็จหลักฐานอะไรก็ไม่มี ที่สำคัญไม่ได้จำ สังเกตหน้าแขกเมื่อคืนแต่ประการใด เพราะสีผิวกับสีคืนมืดช่างกลืนกันเป็นหนึ่งเดียวกันอีกต่างหาก ทันทีที่มาถึงจุดเกิดเหตุ สาวไทยเห็นหน้าแขกในเคาน์เตอร์
“Namaste” สาวไทยส่งยิ้มน้อย ๆ แบบขอความเห็นใจ
“Last night … bla bla bla bla” สาวไทยเกริ่นที่มาที่ไปรวดเดียวจบ
และแล้วเหมือนดวงตาธรรมจะช่วยสาวไทย เพราะแค่เกริ่นจบ พี่แขกไม่มีท่าทีงอแงแต่ประการใด ซ้ำยังเป็นธุระโทรหาเพื่อนคนที่เฝ้าอยู่โยงเมื่อคืน และช่างบังเอิญดีเหลือเกินพี่แขกคนเมื่อคืนก็ยืนแกร่วอยู่แถวนั้นพอดี และทันทีที่เห็นหน้าพี่แขกคนเมื่อคืน สาวไทยรีบใส่คำถาม
“Do you remember me?” แต่คิดในใจว่าหน้าตาอย่างเรานี้ไม่น่าจะลืมกันง่าย ๆ
พี่แขกรอบเมื่อคืนมองหน้านิดนึงแล้วหันไปส่งภาษาเนปาลีกับเพื่อนรอบเช้า คงจะเป็นภาษา เนปาลีที่พอจะได้ใจความว่า
“แม่หล่อนนี่พอได้เงินปุ๊บ ก็วิ่งแน๊บไปเลย อีฉันยังไม่ทันได้ทอน $40 ให้เลย ไม่รู้อีหล่อนจะรีบไปไหน”
พอจบบทพูดนี้เท่านั้น พี่รอบเช้าก็จัดการนับเงินคืนให้ทันที เราเลยบอกขอที่ค้างไว้แลกเป็นรูปีเลยแล้วกัน อย่างน้อยก็ยังได้ใช้บริการพี่แกอีกรอบหนึ่ง และด้วยอารามดีใจ ไม่ได้นับเงินรูปีที่แลกคืนแต่อย่างใด และก่อนจะวิ่งแน่บเหมือนในฉากเมื่อคืนอีกรอบ รีบขอบอกขอบใจพี่แขกบวกกับสายตา “รักเธอเนปาล” จริง ๆ เม็ดพันธ์แห่งมิตรภาพที่ค่อย ๆ เริ่มแตกหน่อกับดวงตาธรรมกระมังที่ช่วยกู้ $ 40 ไว้ได้
อย่างที่ปวารณาไว้เมื่อคืนว่าหากลูกได้เงินคืนมาจริง ๆ จะไม่โวยวาย จะไม่ตั้งแง่แต่อย่างใด แต่หากไม่ได้ก็จะไม่โทษใครทั้งสิ้น ขอตำหนิในความไม่รอบคอบของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ความรู้สึกที่ได้เงินคืนเหมือนกับเด็กที่ได้ของเล่นใหม่อย่างไงอย่างงั้นเลย แม้จะไม่มากมายแต่หากคิดเป็นเงินรูปีแล้วยังใช้จ่ายได้อีกหลายรายการทีเดียว
จากร้านแลกเงิน พี่จ๊อดชวนเดินไปร้านที่หน้าตาคล้ายห้างเล็ก ๆ ที่ดูจะมีข้าวของมากกว่าซุปเปอร์ มาเก็ตร้านเดิมที่เห็นในคืนแรก เธอเพิ่งนึกได้ว่าต้องการลองจอหน์ เพราะเกรงว่าเครื่องเคราที่เอามานั้นจะอุ่นไม่พอบนดอยคืนนี้ เห็นหน้าตาของห้างร้านนี้แล้ว ไม่ได้มีความมั่นใจแต่อย่างใดว่าจะมีสินค้าประเภทนี้ขาย แต่คติ “Don’t judge book by its cover” ยังใช้ได้อยู่ เพราะแค่ลองถามดู พนักงานก็เดินนำไปยังซอกหลืบหนึ่ง พร้อมเปิดไฟให้ดู
ภาพที่ปรากฎคือ สินค้าประเภทชั้นในทั้งของชาย หญิง ถุงมือ ถุงเท้า หมวกไหมพรม และรวมถึงลองจอหน์ที่หมายตาเอาไว้ด้วย แต่ความดีใจที่จะได้พบของรักหรือของที่ตามหามานาน มักจะมากับเงื่อนไขบางอย่างเสมอ เนื่องจากลองจอหน์ที่เหลืออยู่นั้นมีแต่ของผู้ชาย พี่จ๊อดเธอจึงต้องจำใจซื้อลองจอหน์ที่มีเป้า ไซด์เล็กสุดให้กับตัวเองอย่างไม่มีตัวช่วยอื่นแต่อย่างใด เสร็จจากภารกิจที่เป็นไปได้ (mission possible) ทั้งได้เงินคืนและได้ลองจอหน์มีเป้าในกาฐมาณฑุ ได้เวลาเดินทางไปอีกเมืองด้วยความเบิกบาน
กลับไป check-out ที่ Tibet Guest House โดยเสียค่าห้องของเมื่อคืนรวมกับค่าห้องที่จะนอนคืนนี้ที่ Hotel View Point ด้วยราคา $33 เราก็กดเครื่องคิดแลขย้ำอีกที่ว่าที่จริงแล้วต้องเป็น 34 (Tibet Guest House+ Hotel View Point = 18+16) แต่ทำไมเป็น $33 ไปได้ แถมที่ Hotel View Point ยังมีอาหารเช้าให้เป็น complementary อีกต่างหาก แต่น้องสาวที่ เคาน์เตอร์ก็ยังยืนยันด้วยราคา $ 33 ตามเดิม ซึ่งเราก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด พอจัดการกับค่าห้องเรียบร้อย เดินไปเอากระเป๋าอีกส่วนมาฝากที่ Sun Rise Cottage และเรียกแท็กซี่ที่จอดหน้าเกสต์เฮาส์ให้ไปส่งที่สถานีขนส่งตามรอยที่แนะไว้ในไกด์บุ๊ค
แท็กซี่กำลังจะออกตัวโผล่พ้นหน้าปากซอย พ่อหนุ่มที่ Tibet Guest House วิ่งมาดักรถและรีบยื่น voucher ที่จองไว้ที่ Hotel View Point ช่างบริการ เป็นธุระให้ดีจริง ๆ ไม่เห็นเหมือนน้องผู้หญิงคนที่ check-out เลย เพราะได้ถามเอกสารการจองแล้ว แต่หล่อนก็ไม่ได้ว่าอะไร สงสัยดวงชะตาไม่ค่อยถูกกับชะนีเห็นจะเป็นจริง อย่างไรก็ตามมิตรจิตและบริการที่จริงใจของแขกที่ได้เช้านี้ถือเป็นสัญญานเริ่มต้นที่ดีของการเดินทาง
นั่งรถผ่านซอกซอยโน้นนี้ได้สักพัก เราก็มาโผล่ที่ถนนหลักที่เพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก เพราะวันแรกที่มา อีตาแท็กซี่ขับเข้าซอยโน่น ออกซอยนี้ คาดว่าคงใช้เส้นทางลัดมาโดยตลอด ถนนหลักที่เห็นนี้ราวกับเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง ต่างจากย่านทาเมลซึ่งเป็นโลกของนักท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิง เราก็นึกสงสัยอยู่ก่อนหน้านี้แล้วว่าหน้าตาเมืองหลวงของประเทศเนปาลนั้นจะเป็นอย่างไร คงไม่ใช่โลกที่มีแต่ป้ายภาษาอังกฤษให้เห็นไปทั่วอย่างที่ทาเมลแน่นอน
และแล้วความจริงก็ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า ภาพตึกอาคาร ร้านค้า บริษัทต่าง ๆ ธนาคาร โรงพยาบาล โรงเรียน สถานที่ราชการ แบบในเมืองใหญ่ทั่วไป และถนนสายหลักเต็มไปด้วยรถทุก ๆ ประเภท และทุกสภาพ ผู้คนมากมาย อีกทั้งฝุ่น ควันรถ เต็มฟุ้งไปหมด ส่วนเรื่องแตรนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกคันบีบสนั่น ไม่มีใครยอมใครเช่นกัน
ตื่นตาตื่นใจกับภาพถนนหลักได้ไม่นาน แท็กซี่พามาถึงท่ารถที่จะไปบักตาปูร์ เพราะเส้นทางที่จะไปนาการ์กอต ต้องไปขึ้นที่บักตาปูร์ก่อน แล้วค่อยนั่งรถท้องถิ่นขึ้นเขาไปอีกที สัมผัสแรกที่ท่ารถคือกลิ่น เป็นกลิ่นเปรี้ยวเน่าคล้ายโยเกริต์บูดยังไงบอกไม่ถูก ถัดจากกลิ่นคือ ภาพแห่งความอลม่าน ไม่รู้รถคันไหนไปไหน และที่ต้องทำให้งุนงงอย่างหนักคือ ป้ายที่บอกจุดหมายปลายทางมีแต่ภาษาเนปาลี เพราะในเมมโมรีเรามีแต่ “Bhaktapur Express” ตามลายแทงในไกด์บุ๊ค
ซ้ำเรายังต้องปรับประสาทหูอีกเพราะไม่มีเด็กรถคันไหนร้อง “บัก- ตา- ปู” ไม่รู้สำเนียงภาษาเนปาลีร้องเรียกว่าอะไร แถมรถทุกคันที่เห็นสภาพเหมือนกันหมด บอกไม่ได้ว่าคันไหนด่วนหรือหวานเย็น ในนาทีนี้ วิธีที่จะขึ้นรถถูกหรือไม่คือ การเชื่อใจเด็กรถนั่นเอง เพราะป้ายหรือตารางบอกว่าคันไหน ไปไหน เวลาใด ไม่มีให้เห็น งุนงงตรงท่ารถได้สักพักก็ได้ขึ้นรถที่หมายไว้เพราะถามเด็กรถแบบต้องเน้นเสียงสูงที่ท้ายคำอีกตามเคย “บัก- ตา- ปู้?” ต่อด้วย “เอ็กซ- เพล้ส ?” แถมยังย้ำถามผู้โดยสารในรถอีกทีเพื่อความแน่ใจ
ได้ที่นั่งแล้วก็ต้องเตรียมใจให้พร้อม อากาศในรถอ้าวพอดู สิ่งที่มองออกไปนอกรถคือ จราจรแบบจราจล แดดเปรี้ยงฟ้าใส บวกฝุ่นควัน เห็นระบบขนส่งแบบนี้แล้วก็อดคิดแทนชาวบ้านไม่ได้ว่า เมื่อไหร่จะได้สัมผัสระบบขนส่งที่พอจะเอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตบ้างหนอ ถามราคาค่ารถกับหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เผอิญพี่แกก็จะไปลงป้ายเดียวกัน ไม่ได้เปิดบทสนทนาอะไรมากมาย เพราะห่วงฝุ่นที่ปลิวเข้าหน้า เข้าตามากกว่า พาลล้วงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก และปิดการสนทนาไปโดยปริยาย
ผจญสภาพถนนนอกเมืองที่คลุ้งไปด้วยฝุ่นที่มาจากสิ่งก่อสร้างข้างถนนที่ดูเหมือนจะตัดถนนใหม่หรืออะไรก็ยากจะเดา กับฝุ่นที่มาจากดินแดงบนไหล่ทางที่ขบาบอยู่สองข้างทาง ทำให้สภาพชีวิตตอนนี้เป็นชีวิตเปื้อนฝุ่นอย่างแท้จริง โดยไม่อิงละคร นิยายแบบชีวิตเปื้อนฝุ่นแต่อย่างใด อาจจะมีดราม่าเล็กน้อยว่าทำไมต้องพาชีวิตมาทุลักทุเลเช่นนี้ แต่ถ้าคิดจะเที่ยวแบบต้นทุนต่ำ ก็ต้องทำใจกันหน่อย
ทิวทัศน์สองข้างทางไปบักตาปูร์ ไม่ใช่ภาพทุ่งนาป่าเขาแต่อย่างใด แต่เป็นเหมือนชานเมืองรอบนอกมากกว่า และแม้ระยะทางจากกาฐมาณฑุไปบักตาปูร์ จริง ๆ ไม่ได้ไกลกันสักเท่าไหร่ แต่รถก็ทำความเร็วไม่ได้เพราะต้องค่อย ๆ กระเถิบกระเถิบไป อีกทั้งสภาพถนนที่ขลุกขละไปตลอดทาง โดยใช้เวลาเดินทางในระยะทางสิบสามกิโลเมตรไปประมาณชั่วโมง และนี่คงเป็นเวลาของ “ด่วนบักตาปูร์” เพราะรถไม่ได้จอดทุกป้าย และหากเป็นหวานเย็นบักตาปูร์ คงต้องเอาหน้ารับแดด กินฝุ่นไปอีกนาน
พอผู้โดยสารทุกคนขยับทำท่าจะลงรถเราก็มั่นใจได้แล้วว่ามาถึงบักตาปูร์แล้ว โดยเสียค่าโดยสารไป 34 รูปีสำหรับสองคน แต่เรายังต้องต่อรถไปอีกต่อหนึ่งซึ่งเป็นต่อเล็ก ๆ เพื่อที่จะไปท่ารถที่จะขึ้นไปนาการ์กอต ถึงตอนนี้รายละเอียดที่บอกไว้ในไกด์บุ๊คก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไม่มีป้ายหรือ landmark ที่จะช่วยจับทิศทางได้เลย และอีกครั้งที่เครื่องช่วยนำทางที่ดีที่สุดคือ ปาก นี่คือบทเรียนอีกบทหนึ่งว่าแผนที่มีไว้ให้งง ตัวช่วยที่ดีที่สุด คือ ชาวบ้านแถว ๆ นั้นนั่นเอง
นั่งรถช่วงสั้น ๆ ไปต่อที่ท่ารถที่จะขึ้นเขาไปนาการ์กอต และจากท่ารถนี้นั่งรอรถออกไม่นาน เพราะผู้โดยสารนั่งกันเต็มคันแล้ว รอโชเฟอร์อย่างเดียว พลางสังเกตหน้าตาผู้โดยสารที่หน้าตาออกจะเป็นคนท้องถิ่นซะมากกว่า เห็นฝรั่งนักท่องเที่ยวร่วมเดินทางมาด้วยสามคน ชายคนหนึ่งมาเดี่ยว แต่หญิงอีกคู่หนึ่งมากับหนุ่มไกด์แขก เพราะแอบฟังบทบรรยายหอมปากหอมคอ และก็มีสาวไทยหลุดมาอีกสองหน่วย
ฉันเลือกนั่งตรงกลางเบาะยาวแถวหลังสุด ที่พอมีพื้นที่ตรงทางเดินให้ได้เหยียดแข้งขาบ้าง ไม่รู้พ่อฝรั่งตัวโตที่นั่งติดหน้า ต่าง สุดแถวด้านซ้าย เอาเข่าชันกับด้านหลังของเบาะตัวหน้าได้อย่างไร ส่วนพี่จ๊อดได้ที่นั่งด้านหน้าหลังคนขับถัดมา 1 แถว มีหนุ่มเนปาลร่างเล็กหนั่งอยู่ก่อนแล้วเป็นเพื่อร่วมเบาะ ช่องว่างระหว่างขาของเบาะที่นั่งในรถคันนี้ เหมาะสำหรับผู้โดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 160 เซ็นติเมตร  สรุปแล้วผู้โดยสารเต็มหมดทั้งในรถและบนหลังคารถ ประมาณเอาได้จากเสียวตุ๊บตั๊บสับสนบนหลังคาเหนือหัวฉันพอดี แหงนมองขึ้นไปตามกระจกหลังรถ ก็เจอรองเท้าลอยมาอยู่ตรงหน้า โดยเจ้าของรองเท้านั้นกำลังป่ายปีนไปบนหลังคา แถมยังได้เสียงยินเสียงทุบรถปุบ ๆ ข้างรถ ที่เด็กรถทุบบอก สื่อสารกับคนขับอีกเป็นที่อลม่าน ครึกครื้น
นั่งเป็นไข่แดงอยู่ตรงกลางของเบาะยาวแถวหลังสุด มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งด้านซ้ายมือ ฝ่ายหญิงยังใส่เครื่องเครานักเรียนอยู่เลย ส่วนด้านขวาเป็นผู้โดยสารเด็กชายสองคน คนหนึ่งแต่งยูนิฟรอม์นักเรียน ใส่กางเกงสแลค ผูกไทค์ ใส่ cardigan เรียบร้อยเชียว แม้จะดูออกมอมแมมไปหน่อย เห็นนักเรียนในรถเลยสงสัยว่าที่นี่เขาไม่เรียนหนังสือหนังหากันหรือไง เหลือบดูนาฬิกาก็ประมาณเที่ยงวันได้แล้ว ทำไมโรงเรียนแถวนี้เลิกเร็วจัง หรือว่าโดดเรียนมาก็ไม่กล้าถามอีกเช่นกัน
นึกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เรียบร้อยพร้อมเดินทางแล้ว มีเพียงแค่รอเวลาถึงที่หมายอย่างเดียว  พลันมีหญิงชรานุ่งส่าหรีที่โหนห้อยอยู่ใช้สายตาเล็งมาที่เบาะด้านหลังที่พื้นที่สมดุย์กับก้นของผู้โดยสารทั้งห้าแล้ว ในใจก็นึกภาวนาว่าอย่าให้หล่อนทำในสิ่งที่เรากำลังนึกอยู่เลย ว่าแล้วสิ่งที่นึกไว้ก็เป็นจริง แต่ก่อนที่หล่อนจะจัดท่านั่งแทรกให้จงได้ สาวไทยก็หลุดโวออกมาว่า “No space” ไม่ว่าหล่อนจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม สุดท้ายหล่อนก็หย่อนก้นลงแทรกกั้นระหว่างสาวไทยกับคู่รักนักเรียนนั้นจนได้ แม้จะส่งค้อนให้หล่อน หล่อนคงไม่เอาภาษากายของเราไปตีความเป็นแน่ เลยเลิกใส่ใจปล่อยวาง หันมามองทิวทัศน์ข้างทางดีกว่า
ภาพข้างทางนั้นรื่นรมย์อยู่ไม่น้อย ได้เห็นสภาพบ้านนอกสมใจ มีต้นไม้ใบเขียวให้ได้ดูสลับกันไปบ้าง ดูผู้คน ดูบ้านเรือนตามบ้านนอกเพลินอย่าบอกใคร กำลังมองอยู่เพลิน ๆ ไปเจอภาพสุดทึ่งภาพหนึ่งคือ ภาพหญิงสาวปีนไปยืนอยู่บนชานหลังคาบ้านสังกะสีที่ยื่นออกมาเป็นเชิงคล้ายกันสาด หล่อนพยายามโน้มลำตัวจากชานที่ยื่นมานั้น เพื่อไปตากพาดผ้าบนสายไฟสีดำที่เดินผ่านหน้าบ้านหล่อนพอดี โอแม่เจ้า เห็นภาพตากผ้าบนสุ่มทุมพุ่มไม้ก็ไม่ได้นึกแปลกตรงไหน เพียงแต่ติดใจว่าทำไม แค่เอาไม้มาปักอีกสองข้างและขึงเชือกก็ได้ราวตากผ้าอย่างดี มันยากตรงไหน แต่นี่เอาผ้าหมาด ๆ ตากบนสายไฟฟ้าที่พันกันนุงนัง ภาพที่เห็นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมีคำบรรยายใต้ภาพว่าเป็นความสามารถส่วนบุคคลห้ามลอกเลียนแบบเป็นอันขาด
ภาพบ้านเรือนที่แปลกคือขอบประตูหรือบานหน้าต่างจะทาอยู่สองสี ไม่สีฟ้า ก็สีเขียว แต่จะเห็น สีฟ้ามากกว่า สีที่ให้อารมณ์ราวกับบ้านริมทะเล แต่ตัวบ้านปล่อยเปลือยไม่ทาอะไร ซึ่งสีสองสีที่ใช้แต่งบ้านนั้นเหมือนบ้านร้านรวงในกาฐมาณฑุที่สองสาววิ่งไปถ่ายรูปกับประตู หน้าต่าง วงกบมาแล้วเมื่อวาน และหากปรับโฟกัสมองเข้าไปใกล้ ๆ ที่ประตู จะเห็นลูกกุญแจหน้าตาแบบกุญแจโบราณที่พี่จ๊อดได้มาที่ตลาดไม่มีผิด กุญแจที่มีลูกกุญแจรวมทั้งหมดสามดอก และคงต้องเก็บแต่ละดอกไว้เป็นอย่างดี หายแล้วหายเลยไม่มีการวิ่งเข้าร้าน Mister Minute และที่นี่ไม่มีกุญแจ solex ขายแต่ประการใด
รถบัสค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นเขา เริ่มมองเห็นทุ่งข้าวสาลีที่ปลูกเป็นแถวตามเชิงเขาเป็นขั้นบันได สลับกับบ้านเรือนที่บ้างอยู่โดดๆ หรือเป็นชุมชน ยิ่งสูงยิ่งตื่นเต้นเพราะภาพข้างล่างเป็นหุบเหว ที่ไม่มีที่กั้นไหล่ทางใด ๆ จะมีให้เห็นบ้างก็เป็นเสาปูน เตี้ย ๆ ที่กั้นเป็นช่วงสั้น ๆ ตื่นเต้นกับความสูงยังไม่พอ ยังตื่นเต้นกับความแคบของถนนที่กว้างเพียงหนึ่งคันครึ่ง นั่นหมายความว่าหากมีอีกคันวิ่งสวนมา คันที่อยู่ข้างแนวเขาต้องจอดชิดข้างเขาให้ทาง มิฉะนั้นจะไม่ได้ถึงที่หมายทั้งสองคัน
ส่วนโค้งอันตราย โค้งหักศอกนั้นมีอยู่ทุกโค้ง จนไม่จำเป็นต้องมีป้ายเตือน ฉะนั้นสิ่งนำทางที่ดีคือเสียงแตรที่บีบเตือนเผื่อโค้งหน้าถัด ๆ ไป ไม่รู้ต่อกี่โค้ง นับว่าคนขับที่จะขับขึ้นเขามาที่นาการ์กอตนี้ ต้องมีทักษะการขับที่ดีเยี่ยม แม้จะตกภาคปฏิบัติในการขับรถให้ถูกตามกฎจราจรในเมืองก็ตามที เห็นทางแบบนี้แล้วนึกถึงทางไปแม่ฮ่องสอน ขึ้นดอยอ่างขาง หรือทางไหน ๆ ที่ว่าโหด ปราบเซียนที่บ้านเรา กลับเป็นทางระดับอนุบาลไปถนัดตาเลยทีเดียว
นั่งชมเขา ชมเหวได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็ถึงท่ารถบนนาการ์กอต ลงมาปุ๊บก็กวาดสายตาหาลูกหาบ (Porter) ทันที แถมยังถามพี่จ๊อด
“แถวนี้มีลูกหาบมั้ยเนี่ย” เธอมองด้วยสายตาตำหนิประมาณหล่อนอย่ามาทำตัวเป็นคุณนายที่นี่
แดดก็ไม่สู้ กระเป๋าหนักก็ไม่เอา จริง ๆ แล้วเรื่องแดด เรื่องน้ำหนักนั้นไม่เกี่ยง แต่เจอแดดแบบโล้น ๆ ไม่มีอะไรปิด ไม่มีอะไรคลุม พร้อมกับต้องแบกน้ำหนักกระเป๋าทั้งหมดไว้บนบ่าที่เอียงไปข้างนั้น อยากได้ตัวช่วยเสียเดี๋ยวนั้น และแล้วคำถามที่ยิงไปกลับเป็นคำถามลอย ๆ ที่ไม่มีคำตอบ เมื่อไม่แน่ใจว่าถามอะไรผิดไปหรือเปล่า เลยต้องสำรวจหาคำตอบเอง โดยใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจ ซึ่งคำตอบที่ได้คือ ที่นี่ไม่ใช่จุดปีนเขา จะมีลูกหาบที่ไหน และที่อ่าน ๆ มาก็ไม่มีข้อมูลใดที่บอกประมาณว่า “ลงจากท่ารถบนนาร์กากอตแล้วจะมีลูกหาบนั่งเรียงรายให้ท่านเรียกใช้บริการ แบกกระเป๋าขึ้นโรงแรม”
ว่าแล้วก็รับสภาพ เดินขึ้นเขาไป Hotel View Point โดยมีหนุ่มเนปาลผู้โดยสารที่คุยกระหนุงกระหนิงกับพี่จ๊อดมาตลอดทางแบกถุงข้าวสารเดินนำทางไปโรงแรม พร้อมเพราะมีจุดหมายปลายทางไปเดียวกัน ข้อมูลที่บอกไว้เป็นกำลังใจว่าโรงแรมห่างจากท่ารถประมาณ 15 นาที กลับไม่ได้เป็นไปตามนั้นเพราะน้ำหนักกระเป๋าที่แบกไว้ไม่สามารถทำให้เวลาเดินด้วยสองเท้าเป็นไปตามเวลาอย่างที่บอก ไว้ในไกด์บุ๊ค
และแล้วเราก็ไม่รอช้าที่จะใช้แรงงานเด็กที่วิ่งเล่นแถวนั้นเป็นลูกหาบช่วยแบกกระเป๋าไปส่งโรงแรม ถือว่าเป็นการเพิ่มรายได้ให้เด็กไปเพราะดูท่าทางแล้วคงไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะก่อนหน้านั้นเดินผ่านโรงเรียนที่เด็กใส่ชุดนักเรียนสีฟ้าเหมือนสีฟ้ายุวกาชาด แล้วก็วิ่งเล่นกันเต็มสนาม บ้างก็สุมหัวกันบนเนินดินรับแดด เห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้อีกว่าทำไมเด็กที่นี่เค้าไม่เรียนกันหรอกหรือ อยู่บนรถก็เจอเด็กนักเรียน อยู่ในโรงเรียน เด็กนักเรียนก็ไม่เรียนหนังสือ ส่วนเด็กชายคนนี้ไม่ได้เรียนหรือโดดเรียนก็ไม่ทราบได้ จับมาเป็นลูกหาบจำเป็นไปพลาง ๆ ก่อน
ถ่ายน้ำหนักให้เด็กชายไปจนหมดตัวแต่ตัวเองคงยังต้องเดินแบกน้ำหนักตัวเองเพราะต้องเดินขึ้นเนินไปอย่างอืด ๆ เหมือนสามล้อเมื่อคืนที่ปั่นขึ้นเนินไปตามเงินเมื่อคืนไม่มีผิด พ่อหนุ่มแขกที่แบกข้าวสารเดินตัวปลิวนำลิ่วไปนานแล้ว เดินไปถึงจุดบอกชื่อโรงแรมต่าง ๆ นา ๆ ก็ใจชื้นแล้วว่าเกือบถึงที่หมายแน่ แต่อึดอีกนิด
เดินมาถึงโรงแรมให้ค่าแรงเด็กน้อยไป 50 รูปี จากที่ตกลงจะให้ 20 รูปีก่อนจะรับอาสาแบก แต่พอมาถึงที่เพิ่มราคาให้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะได้ใช้แรงงานเด็กจริง ๆ เด็กชายได้เงินปุ๊บก็วิ่งลงเขาไปปั๊บเลย เพื่อนร่วมทางยังมาไม่ถึง เลยบอกให้เด็กที่โรงแรมช่วยวิ่งไปดูอาการและช่วยเหลือสาวสูงอายุอีกคนที่เดินตาม เพราะเธอจะออกแนวรักสัตว์เลี้ยง รักเด็ก และคนชรา ยกเว้นสตรีในวัยเดียวกัน เธอต่อต้านการใช้แรงงานเด็กมาตั้งแต่ตีนเขาแล้ว นาทีนี้ใครไม่ใช้แรงงานเด็กก็ไม่เป็นไร แต่เราได้ใช้ไปเรียบร้อยแล้ว วิ่งเล่นอย่างเดียวไม่ได้ตังค์
ทักทายหนุ่มที่เคาน์เตอร์พร้อมกับยื่น voucher แสดงที่ไปที่มาเรียบร้อย หนุ่มก็ยื่นกุญแจห้องให้ แต่ก็ยังไม่วายเสนอขายแท็กซี่ตอนขากลับในวันพรุ่งนี้ด้วยราคา 1000 รูปี ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อย แถมออกซิเจนยังส่งไปเลี้ยงสมองไม่เต็ม เลยยังไม่ได้สั่งการให้คิดล่วงหน้าถึงวันพรุ่งนี้ อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าขากลับยังจะใช้บริการรถบัสท้องถิ่นเหมือนเดิมหรือเปล่า หรือมีแท็กซี่เจ้าอื่นให้ต่อรองอีกไหม เลยได้แต่ ขอเวลาปรึกษาหารือกันก่อน โดยแบ่งรับแบ่งสู้ก่อนว่า “I’ll let you know.” ก่อนจะปีนบันได เดินหอบขึ้นพักห้องที่อยู่ชั้นสามอีกรอบ
สิ่งแรกที่สำรวจในห้องคือ เครื่องทำน้ำอุ่น แต่เครื่องทำน้ำอุ่นบนเขานี้ใช้แก๊ส ส่วนเวลาเปิดปิดไฟก็ยังมีเวลาเปิดปิดเหมือนที่กาฐมาณฑุ แต่จะมากี่โมงมาตอนไหนคิดว่าคงไม่สำคัญอะไรเพราะอยู่แค่คืนเดียวและภายในห้องและบริเวณรอบโรงแรมก็ไม่มีแหล่งบันเทิงใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นห้องอาหารของโรงแรมที่อยู่บนเฉลียงชั้นบนสำหรับใครที่ต้องการเพลินบรรยากาศยามค่ำคืนท่ามกลางขุนเขาเคล้าเครื่องดื่มก่อนเข้านอน
มัวแต่สำรวจห้องจนเกือบลืมสำรวจ highlighted ของที่นี่คือ วิวเทือกเขาหิมาลัยเพราะจากรูปที่เห็นในแผ่นพับและชื่อHotel View Point เราพกความหวังมาเต็มร้อย หวังว่าจะได้เห็นเทือกเขาหิมาลัยใกล้กว่าตอนที่เห็นผ่านหน้าต่างเครื่องบินก่อนที่เครื่องจะลง ที่เห็นหิมะปกคลุมเทือกเขาอยู่ลิบ ๆ ไกลตา แต่พอหันไปรอบ 360 องศาก็ไม่เห็นเทือกเขา ใด ๆ ทั้งสิ้น เห็นแต่หมอกขาวตัดกับฟ้าสีใสไกล ๆ เลยได้แต่ปลอบใจว่าวันนี้คงมีเมฆมาก เทือกเขาเลยหายไปกับม่านเมฆ
เดินสำรวจโรงแรมที่พักของตัวเองเสร็จ เลยถือโอกาสเดินสำรวจโรงแรมข้าง ๆ ชื่อ Fort Hotel เดินดุ่ม ๆ เข้าไปโดยไม่มีเจตนาบุกรุกสถานที่แต่ประการใด Fort Hotel ในยามนี้ไม่มีผู้คนเลย เห็นแต่ป้ากับลุงคู่หนึ่งนั่งชมวิวกลางสวน เลยขอถ่ายรูปเหล่าบรรดาดอกไม้รอบนอกโรงแรมนี้ที่ดูเหมือนดอกไม้กระถางเมืองหนาวไม่มีผิด และแถมมีต้นซากุระสองต้นที่เบ่งบานอวดดอกสีขาว อมชมพูกับสีชมพูสด เห็นแล้วอดรำลึกถึงซากุระบานในสวนอูเอโนไม่ได้
ตะเวณชมโรงแรมรอบ ๆ เลยเวลามื้อกลางวันมาพอควร ตัวเลือกหาที่กินในยามนี้มีเพียงสองตัวเลือก คือจะกินที่โรงแรมนี้ที่เข้าไปนั่งสั่งได้เลย แต่ดูออกจะไร้แววผู้คน หรือร้านรวงที่มีให้เลือกกินประปรายตรงท่ารถ แต่ต้องเดินลงเขาไป สรุปแล้วตัวเลือกหลังดูจะเข้าท่ากว่า แม้จะต้องเดินลง เดินขึ้นอีกรอบก็ตาม แต่คราวนี้คงเดินตัวปลิวด้วยสภาพไร้น้ำหนักของสำภาระนั่นเอง ขาเดินลงไปก็ผ่านโรงเรียนเดิม ก็ยังเห็นเด็กวิ่งเล่นกันอยู่เลย ไม่รู้ว่าวันนี้คุณครูงดการเรียนการสอนหรืออย่างไร
เดินลงมาอีกหน่อยจะเห็นป้าย “Tourist Information” เลยลองเดินเข้าไปถามข้อมูลว่าที่ที่จะไปชมพระอาทิตย์ตก-ขึ้นที่นาร์กากอตที่เห็นได้ชัดที่สุดนั้นที่ไหน เพราะ highlighted ของที่นี้คือมาดูอาทิตย์ตกและขึ้นตัดกับยอดเขาหิมาลัย ข้อมูลที่ได้คือต้องนั่งรถไปอีกแถมบอกราคาค่ารถให้เสร็จสรรพ ซึ่งหากจะเดินกินเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เราได้แต่คิดในใจว่าหากต้องดั้นด้นเดินทางไปอีก ขอดูพระอาทิตย์ตกและขึ้นที่โรงแรมแล้วกัน แถมปลอบใจว่าดวงอาทิตย์มันก็ดวงเดียวกันนั่นแหละ พาลให้อดคิดถึงดวงอาทิตย์บ้านครูสุรภีแม่เรา ที่ริมฝั่งน้ำบางปะกงไม่ได้   เพียงแค่แหวกม่านหน้าต่าง ก็จะเห็นดวงอาทิตย์ ดวงกลมสีส้มสด ค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือแม่น้ำ แถมมีให้ชมทุกเช้าหากไม่นอนอุตุเสียจนตะวันโด่ง ลอยเลยไปไหนต่อไหนแล้ว
เมื่อไม่ได้อาลัยกับการพลาดชมพระอาทิตย์ตกและขึ้นจากมุมที่สวยที่สุดในนาการ์กอต เราเลยถามเปลี่ยนเรื่องถามรถที่จะไปบักตาปูร์พรุ่งนี้แทน ได้ความว่าจะมีรถ tourist bus ออกทุกวันประมาณ 11 โมงเช้าเห็นจะได้ ในใจก็ยังนึกอยู่ว่าสายไป เพราะดูท่าทีแล้วน่าจะลงดอย check-out ออกหลังจัดการกับมื้อเช้า และถ้าจะใช้บริการก็ควรจองไว้ก่อนด้วยราคาค่ารถคนละ 200 รูปี แต่ด้วยความไม่แน่ใจเรื่องเวลา เราเลย ได้แต่ตอบ “I’ll will let you know.” อีกตามเคย
เดินมาถึงร้านค้าแถว ๆ ท่ารถ ระหว่างทางมีร้านอาหารเล็ก ๆ ให้เห็นอยู่ 2-3 ร้าน ร้านหนึ่งมีป้ายวาดรูปไก่ปักอยู่หน้าให้ให้รู้เลยว่ามีเมนูไก่สารพัดขาย มีร้านหนึ่งเอาไก่เป็น ๆ มาผูกเชือกไว้ที่ขาข้างหนึ่งแล้วมัดไว้ที่ป้ายหน้าร้าน ให้รู้กันไปเลยว่าที่นี่ไก่เขาสดจริง ๆ แต่ไม่ได้เดินเข้าไปเพราะลงมติแล้วว่าจะไปกินที่ร้าน Nagarkot Food Home ที่เขียนแนะไว้ในไกด์บุ๊ค ที่อยู่ตรงหน้าท่ารถพอดี
เดินมาถึงลานแถวท่ารถแล้วเลี้ยวซ้าย เจอร้าน Nagarkot Food Home ที่ตั้งอยู่อย่างพอเพียงจริง ๆ เป็นร้านเล็กๆ หน้าตาไม่แฟนซีแต่อย่างใด แต่ก็ดูสะอาดน่านั่งตามที่หนังสือเขียนแนะไว้ เจ้าของร้านเป็นทั้งคนรับ order และเป็นพ่อครัวคนเดียวกัน ขอลองแกงไก่อินเดียกับ charpati อีกตามเคย แถมสั่ง Momo อาหารแนะนำที่ไปที่ไหนก็มีแต่คนกินแต่ Momo สั่งอาหารที่นี่รอนอนสักงีบยังได้เลย แต่เชื่อว่าจะต้องอร่อยแน่เพราะพอเจ้าของร้านรับ order เสร็จปุ๊บ พี่ก็เดินเข้าครัวไปเป็นพ่อครัวทันที ได้ยินเสียงสับ เสียงโขกอยู่ในครัวด้านใน   โดยพ่อครัวอาศัยแสงแดดยามบ่ายที่ลอดฝาไม้เป็นแหล่งแสงสว่าง ทำอาหารตามรายการที่สั่ง ได้แต่ปลอบน้ำย่อยว่าจะกินของอร่อยต้องใจเย็น ๆ
อาหารเสริฟมาพร้อมกันหมด มื้อนี้นับเป็นมื้อใหญ่ทีเดียวเพราะมีทั้งแกงไก่ Momo แล้วยังมีข้าวผัดจานพูน มาแบบนี้ราวกับให้กินเผื่อถึงมื้อเย็นเลยเพราะที่นั่งกินอยู่ก็ราวบ่ายสองโมงเห็นจะได้ ลูกค้าโต๊ะนี้จัดการกับทุกอย่างหมดยกเว้นข้าวผัดที่ยังอุตสาห์ขอห่อกลับเพราะกันเหนียวเผื่อพี่จ๊อดจะลุกขึ้นมากิน เพราะเธอเป็นคนมีความสามารถในการกินเก็บเล็กผสมน้อย กินนิดกินหน่อยเป็นอิ่ม ต้องได้มีการเก็บห่อไปกินต่อประจำ อาหารทุกอย่างอร่อยหมด ข้าวผัดกลิ่นเครื่องเทศแขกรสกลมกล่อม น้ำแกงไก่ออกข้นและมันแต่เนื้อไก่แน่น ไม่รู้จะเป็นไก่บ้านที่ผูกขาตรงร้านที่เดินเลยมาหรือเปล่า แต่ทุกอย่างยังติดเค็มอีกตามเคย น้ำปลาซองที่พกไปด้วยไม่จำเป็นต้องใช้เลย ส่วน Momo ที่ใครจะเปรียบว่าเป็นเกี๊ยวซ่าหรือติ่มซำ รสชาติก็ไม่เลวเลยทีเดียว
เห็นลูกค้าแสดงอาการอิ่มปนง่วง พ่อครัวก็มาถามไถ่ ว่าอาหารรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง เอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี ลูกค้าไทยได้แต่บอกว่า “Very good very good” พี่แกยิ้มหน้าบานเลยทีเดียว และยิ่งยิ้มไม่หุบก็ตอนที่เราเปิดไกด์บุ๊คภาษาไทยแต่มีชื่อร้านนี้เป็นภาษาอังกฤษปรากฏอยู่ อวดให้พี่เค้าดูว่าร้านพี่นี่เป็น high recommended เชียวนะ เป็นกำลังใจให้พี่เจ้าของร้านพอหอมปากหอมคอ ก็จ่ายเงิน สิ่งที่มาแปลกตบท้ายมื้ออาหารคือ ของที่ใส่มาในถาดเงินถอนที่ไม่ใช่ลูกอม หรือหมากฝรั่ง อย่างที่เคยคุ้น แต่สิ่งนั้นคือ หมาก หน้าตาแบบเดียวกับหมากไทยที่หั่นแล้วเป็นคำ ๆ เราเลยได้แต่ขอบคุณและขออนุญาตคืนคำหมากให้พี่เค้าไปด้วยท่าทีที่สุภาพอย่างที่สุด
จากลามื้อกลางวันที่แสนอร่อยกับกับเจ้าของที่มีอัธยาศัยไมตรีดีเยี่ยม เดินย้อนขึ้นจะกลับไปโรงแรม  แวะซื้อส้ม 4 ลูก เอาไว้กันหิว เพราะสรุปแล้วว่าสิ่งที่กำลังย่อยอยู่ในท้องนั้นย่อยเผื่อมื้อเย็นได้เลย และไก่ที่อยู่ในท้องนั้นไม่ใช่ตัวที่ถูกผูกขาที่ป้ายร้านก่อนหน้านี้แต่อย่างใด เพราะยังเห็นมันเดินขุ้ยเขี่ยอยู่ในรัศมีตามความยาวของเชือกที่ผูกขามันอยู่เลย เดินผ่านโรงเรียนก็ยังเห็นนักเรียนวิ่งเล่นกันทั้งโรงเรียนเหมือนเดิม เลยลองเลียบเดิน ๆ เข้าไป เด็กก็กรูกันมา ทำหน้าตาขี้เล่นใส่ เราเองก็ไม่ได้ทำตัวเป็นปุ๋ยรักเด็กหรือสัมภาษณ์ว่าทำไมไม่เรียนหนังสือแต่ประการใด ได้แต่นึกแทนในใจว่าสภาพโรงเรียนเป็นอย่างนี้แล้วหนู ๆ ได้เรียนรู้อะไรกลับบ้านไปบ้างนี่ แล้วก็เดินจากมาอย่างเงียบ ๆ  โดยไม่ต้องการคำตอบ
ต้นสนสูงใหญ่ข้างทางไหวโต้ลมตึง ๆ พอให้เตรียมใจได้เลยว่าคืนนี้หนาวแน่ ๆ กิจกรรมที่หาทำได้ก่อนพระอาทิตย์ตกที่นี่ก็คือถ่ายรูปกับหมู่เขา กับแสงอาทิตย์ตกไว้เป็นหลักฐานว่ามาถึงนาการ์กอตแล้ว แม้จะยังไม่มีภาพของเทือกเขาหิมาลัย เราปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าของโรงแรม ลมบนนี้พัดแรงจนหน้าตึง หน้าชา เห็นแผ่นทองเหลืองที่แสดงจำลองภาพเทือกเขาหิมาลัยจากจุดที่เรากำลังยืนอยู่ และมีลูกศรบอกชื่อยอดเขาแต่ละยอดมีความสูงเท่าไหร่ และในบรรดายอดเขาทั้งหมด ไม่มีชื่อยอดเขาเอเวอร์เรสรวมอยู่ด้วยแต่ประการใด แม้จะไม่ได้ยลยอดเอเวอร์เรสแต่ขอให้ได้ชมเทือกเขาหิมาลัยก่อน check-out ลาจากนาการ์กอตในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน
เดินลงจากโรงแรม เตร็ดเตร่หามุมถ่ายรูปงามๆ ของขุนเขาพร้อมโต้ลมเย็นทำตัวเป็นนางแบบบนลานดินโล่งกว้าง ในอีก ฟากฝั่ง อันเป้นบริเวณที่ตั้งของโรงแรมอื่น ๆ อีกหลายแห่ง พร้อมชมแสงตะวัน ที่กำลังลาลับฟ้าเนปาลก่อนจะกลับเข้าห้องพัก อันเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดหลังแสงตะวันลาลับท่ามกลางขุนเขาแห่งนี้ กลับเข้าห้องก่อนพี่จ๊อดเพราะเธอยังตามไปเก็บแสงตะวันยามเย็นที่มุมอื่นด้านบนของโรงแรม เกือบจะทุ่มแล้วแต่ก็ยังมีแสงสุดท้ายของวันให้ได้ชมอยู่
เปิดประตูตรงระเบียงออกไปก็เพิ่งจะรู้ว่ามีเพื่อนบ้านข้างห้องขนาบอยู่ทั้งสองด้านซ้ายขวา เราก็ยิ้มทักทายตามประสาคนบ้านใกล้เรือนเคียง ห้องด้านขวาดูเหมือนจะเป็นสามีมากับภรรยา ส่วนด้านซ้ายดูเหมือนจะเป็นคู่รักวัยทำงาน และบทสนทนาที่เค้าคุยกันก็ประมาณว่า
“นี่เธอเห็นเขาหิมาลัยหรือยัง ฉันเพิ่งมาวันนี้แต่ยังไม่เห็นอะไรเลย” เพื่อนบ้านคู่สามี ภรรยาที่มาอยู่ก่อนจุดประกายความหวังทันทีว่า
“อ๋อ เมื่อวานไอก็เห็นนะ แต่ต้องรอช่วงสาย ๆ หน่อยนะ”
คำตอบของเพื่อนบ้านย้ำความมั่นใจของจุดประสงค์ที่ขึ้นมานาการ์กอตว่าคงไม่เสียเที่ยวเป็นแน่แท้ ตอนเย็นที่นี่ยังมีไฟฟ้าใช้ จำไม่ได้แล้วว่าจะดับอีกตอนไหน กิจกรรมที่ต้องรีบทำคือรีบอาบน้ำ เริ่มจะใจไม่ดีเพราะเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นทิ้งไว้สักพักหนึ่งแล้วก็ไม่มีท่าทีว่าจะอุ่นตรงไหน รีบเรียกเด็กของโรงแรมมาดู สรุปว่ายังไม่ได้เปิดวาวล์แก๊สด้านล่าง ดีนะที่ยังไม่ได้โวยวายไปก่อน และไม่รู้ว่าเป็นเพราะเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นใช้แก๊สหรือน้ำที่ไหลไม่แรง ภาพอาบน้ำบนเขานี้ไม่ต่างจากภาพอาบน้ำตอนเช้าวันแรกที่เกสต์เฮาส์ในกาฐมาณฑุสักเท่าไหร่ เพราะน้ำอุ่นที่นี่ไม่สามารถสู้ความเย็นข้างนอกที่มาแทนที่ในทุกอนูของเนื้อตัวได้ ต้องอาบไป กระโดดไปตามเคย
สิ่งที่ขาดหายไปในค่ำคืนนี้คือเสียงแตรรถ มีแต่เสียงหวีด ๆ ของลมข้างนอกมาแทน และเพิ่งจะมานึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เดินหลบโน่นหลบนี่เมื่อมาอยู่บนเขานี้ แถมยังได้เดินขึ้นเขาออกกำลังเพลิน ๆ ย่อยมื้อกลางวัน ส่วนมื้อเย็นก็ขอผ่านไปจริง ๆ แต่ได้ส้มตกลูกละห้ารูปีเสริมเกลือแร่และวิตามินไปพลาง ๆ ก่อน ค่ำแล้วไม่มีที่ให้เฉไฉ เปิดประตูตรงระเบียงเห็นแต่แสงไฟจากโรงแรมรอบ ๆ ที่ตั้งอยู่ตามขั้นเขาตัดกับความมืดสนิทของหุบเขา อีกทั้งยังมีแสงดาวระยิบระยับ ไม่รู้กลุ่มดาวไหนต่อกลุ่มดาวไหนประดับคืนมืดเต็มผืนฟ้าไปหมด สวยแบบที่คนในเมืองที่คุ้นชินกับแสงไฟ ไม่มีโอกาสได้เห็นความงามของแสงธรรมชาติในยามค่ำคืนที่เปี่ยมไปด้วยพลังเกินกว่าพลังประดิษฐใดจะเทียบได้
แต่แม้คืนนี้ดาวบนฟ้าจะสวยปานใด เราก็ไม่สามารถนั่งชมดาวได้เพราะความหนาวสะท้านทรวง เสียงหวีดๆของสายลม โบกสนั่นไปทั่วขุนเขา ที่ที่น่าอยู่ที่สุดในนาที คือเตียงนอนหลังน้อยนั่นเอง พี่จ๊อดทำการบ้านอ่านเมือง Buktapur ก่อนนอน พร้อมกับแสดงอาการชื่นชมลองจอนห์มีเป้าของเธอที่ได้มาเช้านี้ ว่าคุ้มเกินคุ้มเพราะใส่แล้วอุ่นเหลือหลาย แม้จะมีส่วนเกินตรงเป้าให้ลมแทรกเข้าไปได้ก็ตามที แทรกตัวไปในผ้าห่มแล้วอ่านหนังสือ เขียนบันทึกนิดหน่อย

แล้วกล่อมตัวเองสู่ห้วงแห่งนิทรา ฝันถึงภาพทิวเขาหิมาลัยในยามสายของวันพรุ่งนี้

Good Night Narkagot




เที่ยวเนปาล

เนปาล...ตามไปจนเจอ
Shilva Festival ...ในหุบเขาแห่งกาฐมัณฑุ
โอ้โฮ...บักตาปูร์
ห้วงคำนึงในเมืองเก่า
หลากอารมณ์ที่กาฐมัณฑุ
ลาที...ไม่ลาจาก



[1]

Opinion No. 2 (139235)
เปิดเจอโดยบังเอิญเช่นกันค่ะเพราะว่ากำลังจะไปเที่ยวเนปาลช่วงปลายเดือนนี้ ชอบมากมายไม่ว่าจะเป็นคำที่ใช้ภาษาที่เขียนและรูปน่ารักๆทั้งนั้นเลย
By Aora (aorkwanc-at-hotmail-dot-com)Date 2011-08-09 13:44:51 IP : 203.146.125.236


Opinion No. 1 (137677)

เปิดเจอบล็อคนี้โดยบังเอิญค่ะ  สะดุดตา ตรงรูปถ่ายสวยๆ

ก็เลยลองอ่านดู  ขอชื่นชมคนเขียนบล็อคนะค่ะ ใช้ภาษาได้เยี่ยมมากๆๆเลยค่ะ

อ่านแล้วเหมือนได้เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยเลย ทั้งสนุกและขำ

จะขอติดตามอ่านไปเรื่อยนะค่ะ ........ ^__^.........

By jeejar (im_jar-at-hotmail-dot-com)Date 2011-01-25 15:54:07 IP : 119.46.46.182



[1]


Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail *
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.

counter on iweb

Your visit