ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
dot
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
bulletเที่ยวเนปาล


web bord
เรื่องราว หน้าบ้าน
เพลง เพลินๆ
สารคดื เรื่องสั้น
hspace=0

เที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เที่ยวเมืองไทย

Angkor variety...เที่ยวนครวัด

โปรแจ๊ค...เชียงใหม่กอล์ฟเซอร์วิส

hotel deals in christchurch hotel deals in christchurch Submit Commission Structure Reminder (Monthly Basis) Number of Departures Booking Commission Percentage (BCP) + Cost Per Click (CPC) 1-15 4% $0.10 16-49 4.5% (after the first 15 checkouts) $0.10 50-99 5% (after the first 49 checkouts) $0.10 100-199 6% (after the first 99 checkouts) $0.10 200-999 7% (after the first 199 checkouts) $0.10 1000+ 8% (after the first 999 checkouts) $0.10


โอ้โฮ...บักตาปูร์

บทหนึ่งในเนปาล......โดย JarnJoy   

Day 4 Narkagot – Bhuktapur Wed. 25/2/2009

สิ่งที่รู้สึกได้จากก้าวแรกที่ลุกจากเตียงเช้านี้ คือ อาการตึงที่ปลีน่องอย่างแรง นึกแปลกใจว่าเดินมาตั้งหลายวันแล้วทำไม่เพิ่งมาออกอาการเช้านี้ หรือคงเพราะเดินขึ้นเขา ลงเขาเมื่อวานนี้เป็นแน่ คิดว่าสักพักคงค่อยยังชั่วขึ้น ไม่ได้วิตกจริตตีโพยตีพายอะไร และสิ่งที่ทำในอันดับต่อมาคือ รีบเปิดประตูดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่ระเบีบงด้านนอก ส่วนตากล้องมืออาชีพรีบคว้ากล้องไปดูตะวันที่มุมอื่นเรียบร้อยแล้ว แสงตะวันค่อยๆ ขึ้นพ้นขอบเขา เป็นแสงสวยอีกแสงหนึ่ง ตากล้องสมัครเล่นต้องรีบเอากล้องมาเก็บภาพสวย พร้อมต้มน้ำชงกาแฟแก้วแรกรับตะวันที่นาการ์กอต
นั่งกุมแก้วกาแฟและคุยกับตัวเองว่าชีวิตนี้จะมีกี่ครั้งที่จะได้ชมพระอาทิตย์ค่อย ๆ ขึ้นโผล่พ้นแนวทิวเขา พร้อมกับจิบกาแฟ ในแก้วใสทรงสูง ทรงเดียวกับแก้วในร้านสภากาแฟ ฉากนี้ไม่เกิดขึ้นง่ายนักในชีวิตปกติอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ และไม่รู้อีกเหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะได้มีโอกาสเข้าฉากแบบนี้อีก เพลินกับกับฉากกาแฟแก้วแรกรับตะวัน ก็ยังไม่วายภาวนาว่าหากสิ้นแสงตะวันแล้ว ขอให้ได้ยลเทือกเขาหิมาลัยโผล่มาทักทายก่อนลานาการ์กอตก็แล้วกัน
กินอาหารเช้าที่แถมฟรีที่ห้องอาหารด้านบนเป็น fixed set ที่รวมเมนูไข่ไว้ด้วย เริ่มจะฝืด ๆ คอแล้วเพราะกินไข่มาสามเช้าแล้ว และเช้านี้ก็ยังเลือกไข่เจียวกับขนมปังปิ้งตามเคย แต่ที่เพิ่มมาต่างจากเช้าวันก่อน ๆ คือ มันฝรั่งผัด ใส่หอมแดงซอย พริกหยวก เสริฟมาเป็น side dish ให้รสชาติแบบแขก แต่อร่อยดี ตกลงเช้านี้บอกหนุ่มที่เคาน์เตอร์ช่วยเรียกแท็กซี่ราคา 1000 รูปี ให้ด้วย เพราะภาพที่ต้องแบกกระเป๋าเหมือนอย่างขามาเป็นตัวช่วยให้เรียกแท็กซี่ไปส่งที่บักตาปูร์รวดเดียวจบ ไม่ต้องเดินแบกกระเป๋า และยังต้องต่อโน่น ต่อนี้อีก จ่ายทีเดียวจบกัน อีกทั้งถือว่าได้ลองมีประสบการณ์กับการนั่งรถท้องถิ่นเมื่อวันวานแล้ว ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้จริงๆ ซึ่งก็ไม่ได้แลวร้ายแต่ประการใด แต่วันนี้อยากรวบรัดตัดความ เก็บเวลาไว้เที่ยวในบักตาปูร์ดีกว่า
สายแล้วก็ยังไม่เห็นเทือกเขาอีกตามเคย มีแต่เมฆ หมอกขาวตัดฟ้าสีใสเหมือนเมื่อวันวานไม่มีผิด เลยไม่แน่ใจว่ารูปหิมาลัยตั้งตระหง่านอยู่หน้าโรงแรมที่ติดตรงข้างบันทางขึ้นไปห้องอาหารนั้นอาศัย photo shop หรือปล่าว ทำไมมันถึงได้เห็นยอดเขาเป็นลูก ๆ ได้อย่างเด่นชัดอะไรซะขนาดนั้น ได้แต่พยายามมองโลกในแง่ดี ให้ถือว่าเราโชคไม่ดีเอง มาผิดฤดู ผิดเวลา และบทเรียนของการอย่าได้รีบเชื่ออะไรตามภาพที่เห็นยังใช้เตือนใจได้ดี ครั้งนี้ดูภาพถ่ายเทือกเขาหิมาลัยผ่านโปสเตอร์ ผ่านโบชัวร์โรงแรมไปพลางก่อน ๆ ใครถามก็บอกไปว่าเห็นมาแล้ว ไม่ต้องแจงว่าเห็นจากโปสเตอร์ เหมือนกับเห็นกุมารีที่ลานกาฐมาณฑุผ่านโปสเตอร์ที่แม่ค้า พ่อค้าขายอยู่ทางเข้าหน้าวังไม่มีผิด
นั่งรอเวลา ตรวจดูข้าวของว่าไม่มีอะไรตกหล่น หนุ่มที่เคาน์เตอร์มาเคาะประตูว่าแท็กซี่มารอแล้ว ร่ำลา Hotel View Point และปล่อยให้ชื่อของเธอได้ทำหน้าที่เชิญชวนตามความหมายของชื่อเธอต่อไป แท็กซี่พาสองสาวลงดอย ด้วยการขับที่ชำนาญทางเป็นอย่างยิ่ง แถมยังฮัมเพลงแขกให้ฟังตลอดทาง ต้องย้ำว่าร้องมาตลอดไม่มีหยุด ร้องตั้งแต่สตาร์ทรถ จนถึงที่หมายจริง ๆ พี่แกอารมณ์ดี ขับไป ร้องไป บีบแตรเผื่อโค้งหน้าไปตลอดทาง และแม้จะอยู่บนเขาบนดอย พี่แกยังไม่ยอมขาดการสื่อสารแต่อย่างใด จับโทรศัพท์โนเกียรุ่นแรก ๆ ที่เด็กสมัยนี้บอกเอาไปตำน้ำพริกได้แล้ว เสียบกับที่ charge ไฟในรถ เตรียมพร้อมบริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง
ได้โอกาสชมวิวทิวทัศน์ข้างทางอีกครั้ง พร้อมเพลงแขกขับกล่อม ยังได้เห็นดอกซากุระขึ้นตามหุบเขาประปราย ไม่ได้อยู่เป็นดง อดสงสัยไม่ได้ว่าต้นซากุระที่เนปาลนี้จะมีสายพันธ์เป็นญาติกับซากุระที่ญี่ปุ่นอย่างไร หรือไม่ พื้นที่ปลูกข้าว ปลูกผักเริ่มเห็นชัดขึ้นตรงประมาณตีนเขา เห็นทุ่งข้าวสาลีวัยหนุ่มเขียวขจี ยืนโต้ลมอยู่ข้างทาง หากจะรอดูให้ออกรวงเป็นทุ่งสีทองคงต้องอยู่ต่ออีกสักเดือนหรือไม่ก็ต้องตีตั๋วเครื่องบินกลับมาดูใหม่อีกรอบ
นั่งแท็กซี่ลงดอยมาถึงบักตาปูร์ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีเห็นจะได้ เรียกว่านั่งได้หนึ่งเพลิน ไม่ยาวนานเหมือนขาขึ้นดอย คิดว่าเมื่อคืนได้ทำการบ้านมานิดหน่อยโดยอ่านไกด์บุ๊คก่อนนอนว่าเมืองนี้สำคัญอย่างไร มีอะไรให้ดูบ้าง เมืองนี้มีชื่อวัดมากมาย ได้แต่เปิดผ่าน ๆ ไม่ได้อ่านแบบจะไปทำข้อสอบแบบต้องจำชื่อวัด จำประวัติ หรือจำตำแหน่งอะไรให้ปวดหัว แต่ที่ไม่ต้องท่องและสะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็น คือกำลังจะได้เที่ยวเมืองที่ได้รับการขนานนามหลากหลายชื่อเหลือเกินไม่ว่าจะเป็น เมืองแห่งวัฒนธรรม (City of culture) อัญมณีทางวัฒธรรมแห่งเนปาล (Nepal’s culture gem) มรดกที่ยังมีลมหายใจ (Living heritage) เมืองแห่งผู้ศรัธทา (City of Devotees) หรือ พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (Living museum)
แท็กซี่จอดที่ด่านประตูก่อนจะเข้าไปในเขตเมือง เพื่อให้เราจ่ายค่าเข้าก่อนคนละ 750 รูปี พี่แขกแท็กซี่ยังถามย้ำเรา “Chinese?” พร้อมบอกให้เราแสดงหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ดู เราก็ยังงง ๆ ว่าจะยัดเหยีดให้เราเป็นคนจีนทำไม พี่จ๊อดลงไปเจราจา จ่ายเงินเพราะเราเตรียมมาอยู่แล้ว เสร็จสรรพถึงได้รู้ว่าหากเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศสมาชิกในกลุ่มเอเซียใต้ SAARC (South Asian Association for Regional Cooperation) คือบังกลาเทศ ภูฐาน อินเดีย มัลดีฟ เนปาล ปากีสถาน รวมถึงคนจีนด้วยจะเสียค่าเข้าเพียง 50 รูปี นักท่องเที่ยวหน้าตาอย่างเราที่ไม่มีวันทำหน้าให้คล้ายกลุ่มประเทศทางเอเซียใต้ ได้แต่ร้องโอ้โหในส่วนต่าง
ที่จริงเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการไม่ได้สิทธิพิเศษตามข้อตกลงที่ว่า เพราะเต็มใจที่จะอุดหนุนการท่องเที่ยวเนปาลอยู่แล้ว แต่เงินจะไปถึงไหนอย่างไร นั้นไม่อยากคิดต่อ และคงเกินไปกว่าที่จะไปคิดแทน แม้จะไม่ออกตั๋วให้หรือไม่ก็ตาม ได้แต่คิดเล่น ๆ ว่า ถ้าไม่ยื่นหนังสือเดินทางให้ดู และสวมสิทธิ์เปลี่ยนสัญชาติไทยเป็นจีน ณ นาทีนั้น คงกล่อมแกล้มไปได้กระมังเพราะหนุ่ม ๆ ตามร้านค้าแถวทาเมลยังทักสวัสดี “Ni hao” แทน “Hello” แบบร้านเว้นร้านเลยทีเดียวเชียว
ได้ตั๋วแถมแผ่นพับข้อมูลที่เป็น tourist attraction มาเป็นลายแทง พอแท็กซี่ขับพ้นซุ้มทางเข้าเท่านั้นเอง สองสาวตื่นตาตื่นใจกับภาพเมืองที่ได้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต(Live Museum) อย่างแท้จริง สภาพเมืองเก่าที่อาคารบ้านเรือนเป็นสีน้ำตาล สีอิฐ อีกทั้งประตู หน้าต่าง เลยไปถึงเชิงหลังคา ตบแต่งด้วยลวดลายไม้แกะสลักอย่างสวยงาม ภาพตลาด ผู้คน มีแสดงให้เห็นอย่างไม่ต้องจัดแต่ง หรืออาศัยแสงประกอบให้เห็นเหมือนตามพิพิธภัณธ์ใหญ่ ๆ แต่ประการใด สมแล้วที่เมืองนี้จะได้รับมติจากคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก (World Heritage) ให้ชาวโลกได้มาชื่นชมมรดกที่เป็นศิลปะและวัฒนธรรมของชาวเนปาลที่ประเมินค่ามิได้
ความงามแรกพบนี้ทำให้ผู้ร่วมทางถึงกับเอ่ยว่าอยู่ที่นี้สองคืนยังได้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลงเดิน และสัมผัสด้วยตัวเป็น ๆ แต่อย่างใด แท็กซี่ขับผ่านตลาด ร้านค้า ไม่นาน ก็มาจอดที่ลานกว้าง มีอาคารคล้ายมณฑปตั้งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า พอถึงที่หมายจ่ายตังค์ตามที่ตกลง แต่ก่อนจะจากลา พี่แขกเขียนเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้หากต้องการเรียกใช้บริการเพราะรู้ว่าสองสาวจะเดินทางกลับไปกาฐมาณฑุพรุ่งนี้ เราก็ใช้ประโยคแบบยังมีเยื่อใยให้กันตามเคย “Oh, thank you. I’ll let you know”. นึกว่าจะจบการซื้อขายกันแล้ว พี่แขกยังไม่วายกรุ่มกริ่มถาม “no tip?” เราก็ยิ้มน้อย ๆ ให้ พร้อมแบกสัมภาระจากไปอย่างไม่มีคำตอบ
Dragon Guest House เป็นเกสต์เฮาส์ที่จะพักคืนนี้ โดยเดินจากลานกว้างที่แท็กซี่จอด เดินเลียบข้างมณฑปสูงนี้ได้ประมาณสิบก้าว พี่จ๊อดได้ทำการจองมาก่อนล่วงหน้าผ่าน internet ด้วยราคา $30 เกสต์เฮาส์นี้มีอยู่แปดห้อง ห้องที่ได้เป็นขนาดเตียงใหญ่คับเต็มห้อง แถมข้างเตียงยังติดกับฝาห้องน้ำอีกต่างหาก พื้นที่ที่พอมีให้เดินได้ คือช่องว่างตรงปลายเตียง กับเก้าอี้นั่งตัวยาวที่ใช้วางสัมภาระที่อยู่ติดฝาห้อง ขนานยาวไปกับปลายเตียง ไม่มีที่ให้เดินสวนแต่อย่างใด และนี่ก็เป็นการทบทวนบทเรียนซ้ำ ๆ ว่าสิ่งที่เห็นจาก internet ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่จริง
สิ่งที่ต้องย้ำถามก่อนจะเข้าพักทุกครั้ง คือ เครื่องทำน้ำอุ่น ส่วนเวลาเปิด ปิดของไฟฟ้าในเมืองนี้ เราเริ่มที่จะปล่อย ๆ ไปแล้วจะมาเมื่อไหร่ก็มา จะสนใจเพียงอย่างเดียวขอให้มีไฟไว้ charge ถ่านกล้องให้เต็มก็พอแล้ว พอจัดวางสัมภาระให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ก็เริ่มกิจกรรมการเดินชมเมืองต่อเลย เอาแผ่นพับข้อมูลที่มีแผนที่ของเมืองคร่าว ๆ มากางดู และที่ที่แรกคือลานที่แท็กซี่จอดให้ลงและวัดหน้าตาคล้ายมณฑปที่ตั้งสูงเด่นเป็นสง่านั้นคือ ลาน Taumadhi Square ที่มี วัดเนียตะโปลา (Nyatapola) เป็นพระเอกของเมืองนี้ และเพื่อให้แน่ใจอีกที ก็ต้องอาศัยไกด์บุ๊คเปิดดูภาพประกอบเพื่อให้ย้ำว่าไม่ได้มาผิดที่ ผิดรูปแต่อย่างใด
และแล้วก็จุดใต้ตำตอเป็นครั้งที่สองจากครั้งแรกที่ตามหาพระศิวะกับพระนางปารวตีที่ลานกาฐมาณฑุ ความสำคัญของวัดนี้คือเป็นวัดที่สูงที่สุดในเนปาล และแม้ในปี 1934 จะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ แต่วัดนี้ก็รอดพ้นแรงแผ่นดินไหวมาได้อย่างน่าประหลาดใจ ลักษณะเด่นของวัดเนียตะโปลานี้คือ มีหลังคาทรงสูงที่ต่อกันเป็นห้าชั้นคล้ายเก๋งจีน แต่ที่ทำให้วัดนี้ดูสูงขึ้นไปอีกเป็นคงเพราะฐานด้านล่างทั้งห้าชั้น โดยแต่ละชั้นมีปูนปั้นสัตว์ในเทพนิยายห้าชนิดยืนเด่นเป็นคู่ ๆ ขั้นตรงบันไดทางขึ้นในแต่ละชั้น ภาพของวัดนี้ยังไปปรากฎในใบปิดโฆษณาของสายการบินไทย โฆษณาเที่ยวบินไทยมาเนปาลอีกต่างหาก พอจุดใต้ตำตอเป็นครั้งที่สองที่เจอวัดที่สูงในเนปาลแล้ว และที่เด็ดสุดคือเรามองเห็นได้จากที่พักของเรานี่เอง
จัดของเข้าที่ทางอย่างรวดเร็ว แล้วโลดอออกไปเดินตามลายแทงทันที ขุมทรัพย์แรกที่ตามหาคือ ลานปั้นหม้อ (Pottery square) ที่เดินหาไม่ยากแต่ประการใด และคราวนี้ไม่ต้องจุดใต้ตำตอแต่อย่างใดเพราะเห็นชายแขก หญิงแขกวัยกลางคนเข้าวัยชรา ทำกิจกรรมการปั้นหม้อทุกขั้นตอนอยู่เบื้องหน้า มีทั้งทุบดิน นวด ปั้นดิน ขึ้นรูป ชุปสี โก้งโค้งจับเรียงตาก ทุกขั้นตอนทำกันตรงลานกว้างนี้ที่ไม่ใหญ่ไม่โตอะไรมากนัก ภาชนะที่เห็นนั้นมีอยู่หลากหลาย แต่ไม่มีปั้นโอ่ง หรือกระถาง อย่างที่เราคุ้น ๆ มีภาชนะหนึ่งที่เห็นแล้วมีคำถามคือ อันที่หน้าตาคล้ายแจกัน แต่ดูปากแล้วไม่น่าจะจับยัดก้านดอกไม้อะไรได้ อีกทั้งยังมีช่องขีดคล้ายกระป๋องออมสิน แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะใช้เพื่อการออมหรือไม่
เดิน นั่ง ถ่ายรูป คนปั้นหม้อ ปั้นไหได้สักพัก ก็เดินหลบแดด เลียบ ๆ ไปตามหลืบอาคาร เดินกลับไปที่ลานวัด วัดเนียตะโปลา ใกล้ที่พัก เดินผ่านแผงขายสมุดเขียนก็อดซื้อสมุดนักเรียนที่เขียนว่าเป็น Exercise Notebook มาไว้เป็นที่ระลึกไม่ได้ ซื้อเอามารำลึกสมุดสมัยก่อนโน้นที่กระดาษค่อนข้างเหลือง หากเป็นบ้านเราก็ประมาณสมุดนักเรียนที่ได้รับแจกในวันเด็กเมื่อวันวาน ที่มีลายกนกเป็นปกด้านหน้า แล้วมีสูตรส่วนคูณแม่สองถึงแม่สิบสองอยู่ด้านหลัง ที่สมัยเด็ก ๆ ท่องเป็นนกแก้ว นกขุนทองเจื้อยแจ้ว “สองหนึ่งสอง สองสองสี่ สองสามหก…” ราคาสมุดนักเรียนของเนปาลไม่ถูกตามคุณภาพที่เห็นแต่อย่างไร ยอมเสียไป 40 รูปี แม้คนขายจะยืนยันว่าราคาที่ว่านี้ไม่ใช่ราคานักท่องเที่ยวแต่อย่างใด
เดินกลับมาถึงลานวัดเนียตะโปลา เพื่อหาที่กินกลางวัน ดู ๆ แล้วเมืองนี้ไม่ค่อยมีร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะบักตาปูร์เป็นเมืองที่เดินทางเช้าไป เย็นกลับจากกาฐมาณฑุได้ เลยไม่ค่อยมีร้านอาหารหลากหลายให้เห็น ที่ลานนี้มีร้านอาหารที่เกือบจะตั้งกลางลานชื่อ Café Nyatapola ร้านที่ที่ใคร ๆ ก็เขียนแนะว่าจะต้องไปนั่งกินกาแฟชมเมืองที่นี่ให้ได้ แต่เราดูแล้วคงจะกินไม่อร่อยสักเท่าไหร่ เพราะภาพด้านล่างที่เห็นจากชั้นบนคือ ภาพกลุ่มหญิงสาวในทุกวัย ที่พกอุปกรณ์เป็นกระป๋องน้ำหรือไม่ก็คนโททองเหลืองมารองน้ำที่ก๊อกน้ำก๊อกเดียวตรงลาน และยิ่งพอลองไปพลิกเมนูดูรายการอาหาร พร้อมราคาเลยสรุปว่า “why pay more?” ออกมาจากร้านที่ใคร ๆ ก็ต้องไป
เดินเลี่ยง ๆ ไปเจอร้านข้าง ๆ วัดเนียตะโปลา ที่เป็นจุดชมลานได้ไม่แพ้กัน ร้านที่ไม่มีใครชวนแต่เราไปชิมเองชื่อ Heart of Bhuktapur ที่ต้องปีนไปบนชั้นใต้หลังคา พร้อม ๆ กับต้องก้มหัวผ่านธรณีประตูที่เตี้ยไปนิด ไปนั่งตรงระเบียงเห็นลานในมุมสูงแบบพาโนรามาเต็ม ๆ ตา แต่การเป็นลูกค้าโต๊ะเดียวในร้านนี้ ทำให้ใจเริ่มไขว้เขว เลยต้องยึดคำคมจีนหนึ่งที่มีใจความประมาณว่า “เมื่อจะตัดใจกินแล้ว ไม่ว่าจะหวานหรือขม เจ้าก็ต้องกลืนกินมันลงไป” ถือว่าเอาคำคมชาวบ้านมาใช้ในบริบทของการบริโภคไปซะอย่างงั้น
มื้อนี้สั่งบะหมี่ผัดใส่ไก่ ซุปไก่ และเพิ่มของกินเล่น เป็นชิ้นไก่ทอดเคล้าเครื่องเทศที่หน้าตาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ค่อนข้างแห้ง เสริฟพร้อมกับมะนาวผ่าซีก มีหอมแดงซอย แตงกวา มะเขือนเทศฝาน รองจาน จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร ดู ๆ แล้ว เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย แต่กว่าจะมาน้ำย่อยก็มารออยู่ตั้งนานแล้ว เลยจัดการไปพร้อม ๆ กับจานหลักเสียเลย บะหมี่ผัดใส่ไก่กับไก่ทอดเคล้าเครื่องเทศนี้รสชาดไม่เลวอีกตามเคย กินได้หมด ไม่มีเหลือให้เสียของ พี่จ๊อดจัดการซุปไก่ที่ออกจะมันย่อง ขาดไปแต่ Lassie ที่อยากสั่งมาชิมว่า Lassie เมืองแขกนั้นรสชาดเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องกินน้ำเปล่าแทนอีกตามเคย เพราะไม่มีไฟปั่น ส่วนพี่จ๊อดเธอเป็นขาน้ำดำได้ coke ที่พอกินได้แม้จะกินแล้วไม่ซาบซ่าถึงใจก็ตาม
นั่งกินไป ชมลานไป และวิวตรงข้ามกับร้าน Heart of Bhuktapur คือร้าน Café Nyatapola ส่วนวิวด้านข้างคือ ชั้นบนสุดของวัดเนียตะโปลาที่เห็นนักเรียนปีนป่ายขึ้นมานั่งเล่นกัน ไม่อยู่ในโรงเรียนอีกตามเคย เหลือบไปเห็นธงที่ปักบนระเบียงของร้านอาหารว่าปี 2011 จะเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวเนปาล (Nepal Tourism Year) ได้แต่นึกในใจว่าประเทศจะเตรียมการอย่างใดก็สุดแล้วแต่ศักยภาพ และหากจะไม่ทำให้นักท่องเที่ยวสับสนกับเวลาเปิดปิดไฟคงจะดีไม่น้อยทีเดียว
อิ่มแล้วไม่มีการไปแอบงีบ เดินลุยต่อไปยังลานหลักอีกลานหนึ่งของเมืองที่ชื่อว่า Bhuktapur Durbar Square แต่ขอเรียกว่าลาน 55 หน้าต่างแทนเพราะจุดเด่นของลานนี้คือ มีพระราชวัง “The Palace of 55 Windows” ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกอีกเช่นกัน ความสวยงามของที่นี้คือ งานบานหน้าต่างไม้ที่แกะฉลุลวดลายอย่างปราณีตสวยงาม แม้จะมีบางข้อเขียนอ้างว่าจำนวนหน้าต่างทั้งหมดนี้ ได้มีไว้ให้เหล่าภรรยาทั้งห้าสิบห้าคนของพระมหากษัตริย์ได้ออกมาเผยโฉม เราก็ยังไม่วายนึกที่จะจินตนาการว่าวิถีชิวิตของเหล่าอิสตรีที่เปรียบเสมือนมีกรอบนั้นจะเป็นอย่างไรหลังบรรดาบานหน้าต่างนั้น ๆ หากเกิดมีใครต้องการเป็นที่หนึ่งขึ้นมาสักคน
รอบลานนี้ยังมี วัด Chyasalin Mandap ที่คล้ายศาลามีหลังคาแปดเหลี่ยม มีประตูวิหารทองคำ (The Golden Gate) ที่เป็นประตูทางเข้าของพระราชวัง 55 หน้าต่าง ซึ่งประตูนี้มีจุดเด่นที่รูปปั้นพญาครุทอยู่เหนือประตู โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าชมในส่วนด้านนอกของตัววังเท่านั้น ส่วนใครอยากเข้าดูพิธภัณธ์ที่ไม่มีชีวิตก็แวะชมหอศิลป์แห่งชาติที่อยู่ถัดจากวัง 55 หน้าต่างนี้ได้ แต่เราขอดูพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่มีผู้คนอยู่รอบลานนี้ดีกว่า
ลานที่เห็นวันนี้มีฝูงเด็กวิ่งหนีตัวที่ใส่หน้ากาก ที่หน้าตาคล้ายหน้ากากไม้ที่ขายกัน แต่ขนาดใหญ่กว่าหน้าคนใส่สองเท่า ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นตัวอะไร แต่เดาว่าคงเป็นตัวแทนเหล่าเทพร้ายอะไรสักอย่าง เพราะเวลาที่เจ้าตัวหน้ากากทำท่าจะวิ่งไปหาเด็ก เด็ก ๆ ก็จะวิ่งแตกวงกัน แต่วิ่งหนีไป ก็เป่าปากร้องเรียกอย่างสนุกสนานเหมือนจะยั่วอย่างไงอย่างงั้น แต่ที่ยิ่งหน้ากลัวกว่าหน้ากากคือ เวลาเข้าไปดูใกล้ ๆ จะถ่ายรูป มีเด็กกลุ่มหนึ่งบอกว่า “No photo ,no photo” เออหนอคงจะกลัวเราดูดวิญญานออกจากร่างกระมัง เมื่อไม่ให้ถ่ายรูปก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองเสียอารมณ์แต่อย่างใด เพียงแต่นึกในใจว่าเด็กแถวนี้ไม่น่ารักก็เท่านั้นเอง
ยังมีอะไรให้ดูให้ชมอีกเยอะ แต่ขอมานั่งหลบแดดที่หน้าตาคล้ายศาลากลางลาน นั่งยังไม่ได้จัดท่าก้น ก็มีชายหนุ่มมาถามมาจากไหน มาทรงนี้ก็ได้แต่ยิ้มตอบและปฏิเสธอย่างสุภาพไป แต่ในใจบอกว่า “Leave me alone” ขอบคุณมากที่อยากจะพาชมโน่นนี้ แต่คิดว่าข้อมูลที่มีในไกด์บุ๊ค และในแผ่นพับก็น่าจะพอแล้ว ไม่อยากเสียตังค์เรียนประวัติศาสตร์ตอนนี้ อยากนั่งให้หายเมื่อยนะจ๊ะพ่อคุณ เมื่อสาวไม่มีใจให้ หนุ่มก็เดินหนีจากไปอย่างไม่วอแว แต่ประการใด สิ่งที่เห็นแล้วมีคำถามคือตั้งแต่ลานวัดเนียตะโปลา และลาน 55 หน้าต่างนี้ แต่ละลานมีอาคารเก่าที่ทำเป็นร้านอาหารอยู่ร้านเดียวที่ใครหนอได้สัมปทานจับจองพื้นที่ที่นับว่าเป็นใจกลางของลานไปได้ สงสัยเจ้าของคงเป็นระดับบิ๊กแน่นอน ซึ่งร้านพวกนี้มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น ใครอยากนั่งแล้วเพลินไปกับภาพกิจกรรมของคนท้องถิ่นก็ไม่ว่ากัน
เดินชมจนพอใจในอารมณ์แล้ว เลยพากันเดินย้อนกลับไปที่ลานวัดเนียตะโปลา และเดินย้อนไปทางที่แท็กซี่ขับเข้ามาเมื่อกลางวันนี้ เดินชมตลาด ร้านค้า ที่นี่มีร้านขายผ้า Pashmina มีให้เลือกซื้อประปราย เราก็ยัง ไม่วาย เดินไป ลูบผ้าไปให้สบายใจก่อน ไม่ต้องรีบซื้อ เพราะตั้งใจจะกลับไปซื้อที่ทาเมลวันหลังอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่เล็งผ้าคลุมไหล่ที่วางขายในร้าน ยังแอบสังเกตผ้าที่สาวแขกที่นี่ห่มกันแบบประชิดตัวว่าเนื้อผ้าเป็นอย่างไร ดูแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นผ้าแบบใด แต่เชื่อว่าคงให้ความอุ่นได้ดี มิฉะนั้นสาวแขกคงไม่ห่มคลุมกันหนาวแทนเสื้อกันหนาวตัวหนาเป็นแน่
ร้านค้า ตลาด ที่นี่มีอะไรให้ดูเยอะไปหมด ดูเพลินทั้งตัวอาคารและตัวป้ายโฆษณาสินค้าที่แสนจะย้อนยุค ร้านสินค้าจำเป็นเช่น ร้านหม้อ ร้านไหก็มีให้เห็น มีร้านขายขนมเป็นแป้งทอดกรอบ ๆ ดูแล้วเก็บไว้กินได้นาน บางร้านมีเสริฟชาร้อนกินคู่กับขนมหน้าตาคล้ายแป้งทอดนี้ด้วย มีร้านตัดผมที่ช่างลงแบตตาเลี่ยนไถด้านล่างซะเตียนไม่ต้องเล็มหรือพึ่งกรรไกรกันเลย มีร้านถ่ายรูป ร้านขายแว่นตา แผงขาย CD ที่แดดเสียสีปกไปหมดแล้ว ร้านขายมือถือที่ยี่ห้อ “ไม่มีเกียร์” น่าจะขายดีกว่ายี่ห้ออื่น ๆ และรุ่นที่ว่าเอาไปตำน้ำพริกได้แล้วนั้นยังมีให้ซื้อให้หาที่เมืองนี้ และอื่น ๆ อีกมากมาย และที่แปลกคือเพิ่งเห็นแผงผลไม้ที่นี่มีทับทิม สับปะรด มะละกอ แตงโม สาลี่ ให้เห็นอกเหนือไปจากส้ม องุ่น กล้วย แอปเปิ้ล อย่างที่เห็นในกาฐมาณฑุ
แต่ภาพที่ต้องยกให้เป็นสุดยอดของภาพประจำเมืองบักตาปูร์ คือ แท่นศิลาที่สลัก “World Heritage” ใต้ภาษาเนปาลี ที่ทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดบอกอาณาเขตว่าที่ที่นี้คือเขตนครโบราณที่ได้ชื่อว่าเป็นมรดกอันมีค่าแก่ชาวโลก ที่ตั้งอยู่อย่างสมถะ สงบนิ่ง หน้าปากซอย ท่ามกลางแม่ค้าที่กำลังยืนต่อรอง ชั่งน้ำหนักซื้อขายกระหล่ำดอกยักษ์ ภาพนี้จับยากเป็นที่สุด ที่ยากนั้นไม่ใช่เป็นเพราะภาพที่เกิดในเสี้ยววินาที แต่เป็นเพราะแม่ค้ายืนรุมแท่นศิลานี้โดยไม่แง้มช่องว่างให้ได้เก็บภาพแม้แต่น้อย เล็งกล้องไปมาอยู่ได้พัก เห็นท่าจะไม่ได้ภาพแน่หากไม่ร้องขอความกรุณาจากแม่ คุณให้ช่วยแหวกทางให้นิด เราเลยต้องขออนุญาตขอภาพแท่นศิลาที่ยืนอยู่อย่างมั่นคง สงบเงียบ สักสองสามภาพ พวกหล่อนคงจะงง ๆ ว่ายัยตากล้องคนนี้ไม่มีภาพอื่นจะถ่ายแล้วหรืออย่างไร
แสงสวยยามเย็นเริ่มส่องประกาย ทำให้ถ่ายภาพได้สวยงามยิ่งนัก เราเริ่มสอดตามองสองข้างทางที่เป็นตรอก ซอยน้อย ๆ เป็นอาคารที่อยู่อาศัยประมาณสี่ชั้นเห็นจะได้ เราเลือกซอยหนึ่งและเดินเข้าไปดูว่ามีอะไรบ้าง ซอยนี้ไม่มีเปลี่ยวเพราะเดินสวนทางกับสาวแขกแบกคนโทใส่น้ำเป็นระยะ ๆ เดินด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าผู้คนที่นี่อยู่กันอย่างไรในซอยทึบ มองขึ้นไปหน้าต่างบ้านที่ไม่มีแสงไฟ ไม่มีไม้สีเขียว ไม่มีการจัดไม้ดอกไม้กระถางตบแต่งตามอาคารให้สวยงาม มีแต่ภาพแห่งความอยู่รอดที่ชั้นล่าง บ้างนั่งเย็บผ้าในบ้าน บ้างนั่งสอยผ้าหน้าบ้าน บ้างขายของกระจุกกระจิกหน้าบ้าน
แม้ไม่ต้องเดินหลบรถในซอยแต่ยังต้องคอยระวังสิ่งที่อาจจะลอยออกมาจากหน้าต่างด้านบน ไม่ได้เดินลงไปลึกสุดซอยเพราะคิดว่าภาพที่เห็นคงไม่ต่างกันจากต้น ๆ ซอยนัก เดินอยู่ดี ๆ ก็มีเด็กชายน้อยเดินตามมา เห็นเดินป้วนเปี้ยนอยู่นาน เลยให้หมากฝรั่งที่ติดมาหนึ่งเม็ด อีกแป๊บเดียวก็มีเพื่อนเด็กน้อยวิ่งตามมาอีกคน เลยเสียหมากฝรั่งเป็นเม็ดที่สอง เราไม่ได้สร้างบทสนทนาแต่อย่างใด ได้แต่ทักทายด้วยหมากฝรั่งก็พอ ได้เสียเงินในซอยนี้ไป 10 รูปีเป็นค่าถ่ายรูปกับเด็กน้อยทาขอบตาบน ขอบตาล่างดำปี๋ ภาพแม่จับลูกสาวเขียนขอบตาแต่เด็กมีให้เห็นเต็มไปหมดทั้งในกาฐมาณฑุและที่บักตาปูร์แห่งนี้ แต่อายไลเนอร์ของเด็กน้อยผู้นี้ออกจะเปื้อนไปนิด สงสัยจะงอแงมาก่อน เราขออนุญาตแม่เด็กขอถ่ายรูปกับเด็กพร้อมให้ค่าขนม ผู้เป็นแม่ดูจะดีใจมากกว่าตัวลูกซะอีก
เดินออกมาจากซอยได้ไม่เท่าไหร่ รู้สึกว่ามีสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดินตามมา และแล้วสิ่งนั้นคือ เด็กน้อยที่ให้หมากฝรั่งไป เรารีบจ้ำหนีก็แล้ว พ่อคุณก็ยังทำท่าจะจ้ำตาม สุดท้ายพ่อหนุ่มคงรวบรวมความกล้าและเอ๋ยปากก่อนที่จะเสียโอกาสไป คือ “Hello, give me one” ได้แต่อึ้งเพราะไม่รู้ว่า “หนึ่ง” ในที่นี้หมายถึงหนึ่งดอลลาร์หรือหนึ่งรูปี ได้แต่แกล้งทำมึนไป พร้อมเร่งฝีเท้าให้ไวเหมือนแข่งเดินเร็วก็ไม่ปาน ได้แต่บอกตัวเองว่าทำไมวันนี้เจอแต่เด็กไม่น่ารักก็ไม่รู้ บทเรียนอีกบทเรียนหนึ่งให้พึงระวังคือ เด็กในซอยกับเด็กที่วิ่งเล่นอยู่ตามลานต่างก็ไม่ต่างกันเลย แม้จะไม่ได้สวมวิญญาณ “ปุ๋ยรักเด็ก” ก็เป็นเรื่องจนได้
มื้อเย็นนี้ขอผ่านอีกตามเคย แต่ได้ส้ม ได้องุ่นมาเป็นอาหารเสริมอีกนิดหน่อย เป็นส้ม sun quick กับองุ่นเขียวลูกเล็กท่าทางจะหวานดี หิ้วแกว่งถุงส้ม กับองุ่นในถุงดำคล้ายถุงขยะอีกแล้ว พาลให้ อดนึกว่าทำไม่ใช้สีอื่นกันบ้าง เพราะเห็นบ้านเมืองนี้ให้แต่ถุงพลาสติกสีดำกันไม่ว่าจะซื้ออะไร ก็ตาม เดินไปเดินมาทั้งสองฝากถนนเป็นกิจกรรมก่อนจะกลับเกสต์เฮาส์ ได้เจอร้าน Momo ควันฉุยออกมาจากเตานึ่งหน้าร้าน มองไปเห็นคนกินกันเต็มร้าน เลยตกลงว่าจะลอง Momo ทั้ง ๆ หมี่ผัดกับไก่ทอดจากร้าน Heart of Bhuktapur ยังนอนเรียงในท้องอยู่เลย
ร้าน Momo นี้เป็นร้านเล็ก ๆ แต่ลูกค้านั่งกันเต็มทุกโต๊ะ คนทำ คนเสริฟคนเดียวกัน ลูกค้าทุกคนรีบกิน รีบไป ไม่มีนั่งแช่ กินเสร็จตามด้วยน้ำดื่มที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ แต่ภาพที่ชวนตะลึง คือ ลูกค้าดื่มโดยไม่ต้องพึ่งแก้ว แต่ยกเหยือกน้ำจ่อใส่ปาก เรียกว่าจ่อกันแบบปากต่อปากกันเลย ดูแล้วชวนให้น้ำย่อยสะดุด แต่อารมณ์อยากลอง Momo ยังไม่สะดุดตาม สุดท้ายก็จัดการ Momo ได้ไปคนละสองลูกจากสิบลูกที่เสริฟมา รสชาติแปลกอย่างบอกไม่ถูก ไม่เหมือน Momo ที่กินเมื่อตอนมื้อกลางวันที่นาร์กากอตแต่อย่างใด เพราะที่นั่นเราจัดการเรียบทุกลูก
Momo ที่นี่เป็นไส้เนื้อบดที่กลิ่นแรงนิดหน่อยไม่รู้กลิ่นเนื้อหรือกลิ่นเครื่องเครา เสริพมาพร้อมน้ำราดคล้ายน้ำซอสหน้าตาบอกไม่ถูก แถมลองกับน้ำจิ้มที่หน้าตาคล้ายพริกป่นเปียก ๆ เหมือนเป็นซอสเผ็ด แค่ลองเสี่ยงแตะชิมดู บรรยายไม่ถูกเลยจริง ๆ นั่งกินทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ราคา ถามเด็กหนุ่มสองคนที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน
“How much?” สาวไทยถาม
“Fifteen rupees” เด็กหนุ่มแขกตอบ
“Fifteen? Per one?” สาวไทยถามย้ำโดยเน้นเสียงสูง
“No … per dish” เด็กหนุ่มแขกตอบย้ำ
“Per dish?” สาวไทยยังถามย้ำอีกโดยเน้นเสียงสูงกว่าเดิม
“Yes” เด็กหนุ่มแขกตอบด้วยน้ำเสียงเน้นย้ำราวกับตำหนิสาวไทยว่า ทำไมหล่อนเข้าใจอะไรยากจัง
พ่อหนุ่มทั้งสองจัดการกับ Momo ในจานของตนอย่างไม่เหลือแม้แต่หน่วยเดียว ก่อนจะลุกจากเพื่อนร่วมโต๊ะ ก็ยกเหยือกน้ำจ่อปาก แล้วเดินจากไป ส่วนสาวไทยเดินไปจ่ายเงินให้พ่อหนุ่มที่กำลังยุ่งทำ Momo อยู่ แล้วรีบเดินออกมา เกรงใจเจ้าของร้านว่าจะเสียใจที่เราทิ้ง Momo ลูกละหนึ่งรูปีครึ่ง ไว้ในจานตั้งหกหน่วย
ตกเย็น อากาศก็เริ่มเย็นตาม แต่ก็ยังเดินเที่ยวเล่นแถว ๆ หน้าลานวัดเนียตะโปลา และขอขึ้นบันไดไปดูวิวเมือง ไม่ได้ไปนั่งเล่นชมเมืองแต่อย่างเดียว ยังขอแอบชิมส้มที่ซื้อมาล้างปาก Momo แทนน้ำในเหยือกที่ทางร้านอุตสาห์เตรียมไว้ให้ ส้ม sun quick ที่ซื้อมาออกรสเปรี้ยวอมหวานกำลังดี กินแล้วชื่นใจดี แต่ก่อนจะปอกเปลือกไม่ลืมที่จะเอาทิชชูน้ำ (baby wipe) เช็ดฝุ่นก่อน เตรียมทิชชูน้ำมาจากเมืองไทยนี่ไม่เสียเที่ยวแต่อย่างใด จะหยิบจับอะไรเข้าปาก เช็ดไว้ก่อนเป็นดี
ก่อนจะตัดใจกลับเกสต์เฮาส์ขอเดินเล่นรอบ ๆ ลานแถวที่พักอีกรอบ ตกเย็นแล้ว นักท่องเที่ยวเริ่มบางตา แต่คนท้องถิ่นไม่ได้บางตาตามไปเลย ยังมีคนมาเดินจับจ่ายตลาดสดยามเย็น มีผัก ผลไม้ ของแห้ง ปลาในกะละมังก็มีให้เห็นกัน พืชผักหลัก ๆ วางกันตรงพื้นเลย มีมันฝรั่งหัวเล็ก ถั่วแขก หัวไชเท้า หอมแดง กระหล่ำดอกหัวยักษ์ มะเขือเทศ เป็นต้น แม้พืชผักจะดูเปื้อนฝุ่นเปื้อนดินไปบ้าง แต่ดูแล้วห่างไกลสารพิษอยู่โข จะเรียกให้ดูดีว่าผักออร์แกนิกก็ไม่น่าจะผิด แถมยังได้มูลค่าเพิ่มอีกด้วย แต่ผักออร์แกนิคที่นี่ขายถูก ผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าภาพลักษณ์หรืออิมเมจอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มแต่ประการใด
แต่ที่ดูแล้วต้องหยุดสำรวจคือ ตลาดขายไก่สด ที่มีบรรดาไก่รอเชือดอยู่ในสุ่ม และบางสุ่มคงจะแน่นไปไม่ทราบได้เพราะเห็นไก่บางตัวพยายามโงหัวออกมาจากสุ่มเหมือนยังอยากจะดูโลกเป็นครั้งสุดท้าย เห็นแล้วนึกถึงจานไก่ที่ Heart of Bhuktapur ยืนสำรวจได้แป๊บเดียวต้องรีบเด้งออกมา เพราะได้ยินเสียงพ่อค้ากำลังปั้นน้ำลายในคอ และถ่มถุยข้ามหน้า โดยไม่สนใจว่าจะมีใครยืนอยู่ตรงหน้า เห็นแล้วขนหัวชวนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ยังสนุกที่จะเดินไปเรื่อย ๆ เดินไปเจอของกินหน้าตาแปลกที่เห็นมาตั้งแต่ทาเมลแล้วแต่ไม่ได้เข้าไปสังเกตอย่างใกล้ชิด ของกินหน้าตาแปลกที่ว่านี้มีให้เห็นทุกที่และท่าทางจะเป็นของกินเล่นขายดี เพราะมีคนรุมซื้อตลอด เพิ่งจะได้มาเห็นขั้นตอนการทำอย่างใกล้ชิดก็ที่ข้าง ๆ ลานที่ปักตาปูร์นี่เอง ของกินเล่นที่ว่ามีขนาดประมาณลูกปิงปอง ด้านนอกคล้ายเป็นแป้งทอดกรอบบางโปร่ง และแล้วพี่แขกก็จับยัดไส้เครื่องเคราต่าง ๆ ลงในกะเปาะแล้วตบท้ายด้วยการจุ่มลงในน้ำปรุงหน้าตาใส ๆ คงเป็นเหมือนน้ำจิ้ม กรรมวิธีที่เห็นผ่านสองลูกตาคือการใช้มือสด ๆ จับ ส่วนประสมโน่นนี่ อย่างคล่องแคล่ว บวกกับการเห็นมือที่ใช้หยิบจับเครื่องเคราต่าง ๆ กับภาชนะที่ใช้แล้วต้องขอชิมด้วยสายตาและใช้จินตนาการแทนจะดีกว่ากันเยอะ พี่แขกที่ขายก็น่ารักไม่เบาที่ให้ถ่ายรูปได้ ไม่มีบอก “No photo no photo” เหมือนฝูงเด็กเมื่อกลางวัน แถมลูกค้าที่เป็นสาวแขกที่ให้ข้อมูลก็เจรจาพาทีเป็นกันเอง บอกเจ้าลูกที่ว่านี้เรียกว่า Gol Gappa พูดไป หัวเราะไป ไม่ต้องให้คิดว่าหล่อนจะมาแบบใด สนนราคาอันละ 5 รูปี แพงว่า momo ตั้งเยอะ พอได้เจ้า Gol Gappa เต็มจานหล่อนก็วิ่งไปนั่งกินกับเพื่อนสาวแถว ๆ นั้น
จำชื่อ Gol Gappa ไว้ให้แม่น แล้วกลับมาทำการบ้านหาในอินเตอร์เนต สรุปว่าเจ้า Gol Gappa นี้มีชื่ออีกชื่อว่า Pani Puri เป็นของกินเล่นยอดนิยมที่มีองค์ประกอบหลักสามอย่างเหมือนที่เห็นไม่มีผิด คือ มีตัวแป้งที่เรียกว่า Puri ตัวน้ำจิ้มที่เรียกว่า Pani และมีเครื่องยัดใส้ (filling) ตามที่พี่แขกจับเครื่องเครายัดใส่กะเปาะแป้งคล้ายรูปปิงปองนั้น ใครอยากลองทำดูก็เข้าไปหาสูตรในอินเตอร์เนตแล้วกัน แต่ไม่ประกันรสชาติว่าจะแซบเหมือนอย่างที่พี่แขกทำแบบสด ๆ หรือเปล่า
ได้เวลากลับที่พักจริง ๆ แล้ว ใจก็อยากจะหาโทรศัพท์กลับบ้านแต่คิดว่าค่อยออกมาทีหลังดีกว่า พี่จ๊อดเกิดอยากได้น้ำดำแก้กระหาย แต่ครั้งนี้เธอได้ประสบการณ์ดื่มน้ำดำแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต เรื่องไม่เย็นชุ่มฉ่ำนั้นพอจะเข้าใจเพราะยามนี้ไม่มีไฟ แต่ที่ทำให้หล่อนต้องอึ้งและทึ่งคือ ต้องเปิดฝาแล้วกรอกปากกินกันตรงนั้น ไม่มีถุงหิ้วให้ ไม่มีหลอด ไม่มีแก้วหรือภาชนะใด ๆ ทั้งสิ้น แถมยังต้องระวังอย่าให้ปากคนไปสัมผัสขอบปากขวดที่มีรอยคราบสนิมประทับอยู่ตรงปากขวด เธอต้องจับขวดน้ำดำกรอกใส่ปากและภาพที่เห็นไม่ต่างอะไรกับภาพลูกค้าที่ร้าน Momo จ่อเหยือกน้ำใส่ปาก แต่นี่เป็นน้ำดำเชียวนะเออ ดื่มได้อึกเดียว ที่เหลือคืนร้านไป
กลับมาในห้องตอนนี้มีทีวีให้ดู เปิดเจอ breaking news ของ CNN กำลังรายงานเครื่องบินโดยสารของสายการบิน Turkish Airlines ลื่นไถลตกรันเวย์ที่สนามบินในอัมสเตอร์ดัม ในเวลาเช้าของเนเธอร์แลนด์ในวันนี้ ดูแล้วให้ทำใจว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้หมดไม่ว่าจะ บนฟ้า บนบก ในน้ำ เมื่อวานและเช้าวันนี้เรายังรอดปลอดภัยมาจากเส้นทางขึ้นลงเขาสูงคดเคี้ยว มีหุบเหวให้เห็นอยู่เบื้องล่าง ในขณะที่อีกที่หนึ่งมีผู้โดยสารตายไป 9 และบาดเจ็บอีก 86 ทั้ง ๆ ที่เครื่องยังไม่ได้เหินสู่ท้องฟ้าด้วยซ้ำ รู้อย่างนี้แล้วก็ได้แต่พูดว่าอะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด เป็นธรรมดาของโลกไป
เปลี่ยนจากดูข่าวคลิกไปดูหนัง หนังแขกเย็นนี้แม้จะไม่ใช่ฉากวิ่งไปวิ่งมา แต่ก็พอจะเดาได้เป็นเรื่องที่หญิงสาวกีดกันลูกติดพระเอกประมาณนั้น โทนเสียงนางนั้นเป็นเสียงนางร้ายพร้อมทำตา ประหลับประเหลือกค่อนแคะต่อว่าพระเอก ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากละครไทย และละครชาติอื่น ๆ ที่ยากที่จะเห็นแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย กิจกรรม
ในห้องที่ใช้เตียงนอนเป็นพื้นที่หลักในการใช้ประโยชน์คือ กางแผ่นพับมาดูอีกที พร้อมกับเทียบข้อมูลในไกด์บุ๊ค ว่าวันนี้ตกหล่นอะไรไปบ้าง และแล้วเราก็ตกหล่นไปหนึ่งที่จริง ๆ ที่นั้นคือ ลานที่มีหน้าต่างพ่อนกยูง (Peacock Window) ตกลงแล้วลานใหญ่ในบักตาปูร์มีอยู่สามลานด้วยกัน คือลานวัดที่สูงที่สุดที่เรานอนข้าง ๆ คืนนี้ ลานหน้าต่าง 55 บาน ที่เด็กวิ่งโห่ไล่หน้ากากปีศาจ และลานพ่อนกยูงลำแพน ซึ่งพลาดวันนี้ก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมีเวลาไปดูก่อนกลับไปกาฐมาณฑุ และจะได้ถือโอกาสถ่ายซ่อมที่ที่ไปในวันนี้อีกรอบ
ออกไปหาโทรศัพท์อีกครั้ง ท่ามกลางแสงสว่างจากเทียนไข กับแสงสลัวจากเครื่องปั่นไฟที่ส่องมาจากไม่กี่ที่ กลางคืนที่นี่ไม่เหมือนกลางคืนที่ทาเมลที่จอกแจกจอแจ  แม้ความมืดจะปกคลุมไปทั่วเมือง แต่มีเสียงกรับ เสียงกลองดังลอยมาเข้าโสตประสาท คงต้องมีขบวนหรือมีงานอะไรแน่นอน  เสียงที่ลอยตามลม แต่จะมาจากแห่งหนตรงไหนระบุไม่ได้จริง ๆ รีบเดินจ้ำหาร้านโทรศัพท์แต่เห็นบรรยากาศอย่างนี้แล้วเก็บไปโทรพรุ่งนี้ที่ทาเมลน่าจะปลอดภัยกว่า
แม้เมืองจะมืดอย่างนี้ ยังไม่วายมีผู้คนพลุกพล่าน ออกมาหาอะไรกินกัน เห็นร้านรถเข็นที่ขายของทอดสารพัดอยู่สองร้าน แสงจากไฟตะเกียงสามารถระบุว่ามีอะไรกินบ้าง มีเป็นของทอดเสียบไม้พวกไส้กรอก ของทอดหน้าตาคล้าย ๆ ทอดมันก็มีแต่ออกสีส้มแปร๋นทีเดียว นอกนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นอะไร เรารีบจ้ำเดินกลับไปเกสต์เฮาส์เข้าห้องตามเดิม ก่อนขึ้นเข้าห้อง ได้ทักทายพี่หนุ่มน้อย (ไม่มีความหนุ่มให้เหลือดูแล้ว) ที่เป็นเจ้าของเกสต์เฮาส์ว่าเสียงที่ลอยลมอยู่คือเสียงใด ได้คำตอบว่าที่มาของเสียงมาจากข้าง ๆ วัดเนียตะโปลานี่เอง ที่ชาวบ้านจะบรรเลงฉิ่ง ฉับ กรับ กลอง หลังจากสวดจบลงในแต่ละบท ลืมถามไปว่าเขาสวดกันทุกคืนหรือเปล่า และยังได้ถามปริศนาหน้ากากปีศาจที่วิ่งไล่เด็กเมื่อกลางวันนี้ ตกลงว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวันประสูตรของพระศิวะ คำตอบเหมือนกับที่ได้จากลานกาฐมาณฑุเลย ท่าทางเทศกาลวันประสูตรของพระศิวะคงเฉลิมฉลองกันไปอีกหลายวัน
ยังถามเรื่องเวลาไฟฟ้าเปิดปิด แต่ดูเหมือนเรื่องนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ทุกคนรู้ว่าต้องเตรียมชีวิตกันอย่างไร จนถือเป็นเรื่องปรกติกันไปแล้ว และสาเหตุที่ทำให้ลดจำนวนชั่วโมงการจ่ายไฟ ทำให้ระบบไฟฟ้าต้องเปิด ๆ ปิด ๆ อย่างนี้เป็นผลมาจากน้ำท่วมใหญ่ที่แม่น้ำ Koshi เมื่อช่วงปีที่แล้วปี 2008 ที่มีทั้งคนตายและไร้ที่อยู่อาศัยจากน้ำท่วมและดินถล่มหลายหมื่นคน พี่แกเองยังไม่เห็นอนาคตเหมือนกันว่าไฟฟ้าจะขาดแคลนไปนานอีกเท่าไหร่ คำตอบนั้นมืดพอ ๆ กับความมืดด้านนอกจริง ๆ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ที่ไฟไม่พอใช้ยังจะเป็นผลมาจากน้ำมากจากน้ำท่วมที่ทำให้สายส่งมีปัญหาหรือน้ำแล้งกันแน่ นักท่องเที่ยวอย่างเราก็รู้สึกเป็นห่วงประเทศชาติแทนเขาไปด้วย และการไฟฟ้าเนปาลจะจัดสรรปันส่วนไฟฟ้าอย่างไรก็สุดแล้วแต่
นักท่องเที่ยวอย่างเราขอแค่ขอมีน้ำอุ่นอาบ มีไฟต้มน้ำร้อนชงกาแฟและชาร์ตแบตกล้องเป็นพอ ไม่รู้ว่าขอมากไปหรือเปล่าว เพราะวัน ๆ ก็ตะลอน ๆ อยู่ข้างนอก ตกเย็นชีวิตก็เหมือนเจอเคอร์ฟิวยังไงก็ไม่รู้ ยืนคุยกับพี่แขกตรงหน้าเกสต์เฮาส์นั่นแหละ ดึกอย่างนี้ยังเห็นคนคู่หนึ่งมาตักน้ำที่บ่อหน้าเกสต์เฮาส์อยู่เลย ไม่รู้ว่ากว่าจะได้น้ำเต็มถัง จะได้เดินกลับบ้านกี่โมงกี่ยามกันแน่ ก่อนจะขึ้นห้องยังไม่วายขอหนังสือพิมพ์ “The Kathmandu Post” ที่ (คิดว่า) แขกคนอื่นทิ้งไว้ เผื่อจะมีข่าวสั้นทันโลกมาจากเมืองไทยบ้าง
เขียนบันทึกนิดหน่อยก่อนนอนเป็นกิจกรรมกล่อมนอนของทริปนี้ คืนนี้ไม่ต้องฟังเสียงแตร เสียงรถ หรือเสียงลมหวีดตึงกลางดอย มีแต่เสียงฉิ่ง ฉับ กรับ โหม่งที่ดังมาจากข้าง ๆ วัดเป็นเสียงขับกล่อมให้นอนฝันดี Good night Bhuktapur




เที่ยวเนปาล

เนปาล...ตามไปจนเจอ
Shilva Festival ...ในหุบเขาแห่งกาฐมัณฑุ
หิมาลัยไกลสุดตา
ห้วงคำนึงในเมืองเก่า
หลากอารมณ์ที่กาฐมัณฑุ
ลาที...ไม่ลาจาก



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail *
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.

counter on iweb

Your visit