ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
dot
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
bulletเที่ยวเนปาล


web bord
เรื่องราว หน้าบ้าน
เพลง เพลินๆ
สารคดื เรื่องสั้น
hspace=0

เที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เที่ยวเมืองไทย

Angkor variety...เที่ยวนครวัด

โปรแจ๊ค...เชียงใหม่กอล์ฟเซอร์วิส

hotel deals in christchurch hotel deals in christchurch Submit Commission Structure Reminder (Monthly Basis) Number of Departures Booking Commission Percentage (BCP) + Cost Per Click (CPC) 1-15 4% $0.10 16-49 4.5% (after the first 15 checkouts) $0.10 50-99 5% (after the first 49 checkouts) $0.10 100-199 6% (after the first 99 checkouts) $0.10 200-999 7% (after the first 199 checkouts) $0.10 1000+ 8% (after the first 999 checkouts) $0.10


หลากอารมณ์ที่กาฐมัณฑุ

บทหนึ่งในเนปาล......โดย JarnJoy  

Day 6 (Kathmandu) Fri. 27/2/2009

เช้านี้ค่อย ๆ ตื่น ไม่อยากลุกจากที่นอนเร็ว ตื่นแล้วยังเมาขี้ตาอยู่เลย แต่ก็มีภารกิจเร่งด่วนให้ทำโดยไม่ทันตั้งตัว ต้องไปซื้อของจำเป็นสำหรับหญิงสาวให้เพื่อนร่วมห้อง จัดการแปรงฟันให้หน้าตาตื่น คว้าเสื้อ coat ทับชุดนอน เรียกสามล้อให้ปั่นไปส่งและคอยรับกลับด้วย
ทาเมลที่เพิ่งจะเริ่มตื่น นอกเหนือไปจากภาพสาวไทยหน้าตาเปลือยโล้นบนรถสามล้อถีบ แล้วยังมีกลุ่มแม่หญิงใส่ส่าหรี แยกย้ายกวาดขยะตามถนน และหน้าร้านรวงที่ยังไม่เปิดทำการ ที่สุมไว้เป็นกอง ๆ รอการจัดเก็บ เห็นแล้วได้แต่นึกว่าคงต้องกวาดกันหนักหน่อยเพราะตั้งแต่อยู่มายังไม่เห็นถังขยะสาธารณะตั้งวางให้เห็นสักอัน จะทิ้งอะไรต้องเก็บใส่ถุงเอามาทิ้งที่ที่พัก และก็สรุปเองได้ว่าผู้หญิงที่นี่ทำงานหนักน่าดู ทั้งแบกน้ำ ทั้งกวาดถนน
นั่งฝ่าลมเย็นมาได้แค่อึดใจ สามล้อก็ปั่นมาถึงซุปเปอร์มาเกตเดิมตรงหัวมุมที่เป็นทางเลี้ยวเข้าKathmandu Guest House ประตูร้านยังเปิดแค่ครึ่งเดียว ถามเด็กที่กำลังยกประตูเปิดร้าน “Open?” ยังไม่ทันฟังคำตอบเรารีบแทรกตัวเข้าไป ถามหาอุปกรณ์มีปีก จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าของใช้ส่วนตัวอยู่ด้านในของร้านแต่มันก็มืดตึดตื๋อ เด็กในร้านต้องเอาไฟฉายมาส่องให้ เป็นประสบการณ์อีกครั้งในชีวิต ที่ซื้อของในซุปเปอร์มาเกตแล้วต้องใช้ไฟฉายส่องหาของที่ต้องการ
กลับมาที่ห้อง ไฟสำรองก็ไม่มี อยากกินกาแฟก็อยากกิน เลยวิ่งไปขอน้ำร้อนจากภรรยาเจ้าของเกสต์เฮาส์  มาให้พี่จ๊อดชงกาแฟสัญชาติเวียดนามของเธอไปก่อน ส่วนเราขอชิ่งไปหาอะไรกินที่ Tibet Guest House ก่อนเพราะสูญเสียพลังงานตั้งแต่เช้าแล้ว ปล่อยให้คุณเธอทำธุระจัดการกับตัวเองไปก่อน ไปกินข้าวเช้าทั้งชุดนอนคลุมทับด้วยเสื้อ coat นั่นแหละ
เช้านี้ได้ไส้กรอกกับขนมปังชุปไข่แทนเมนูไข่ ติดหนังสือที่ซื้อมาเมื่อวาน “The Wisdom of Forgiveness” มาอ่านไปพลาง ๆ ด้วย เผื่อจะเจอคำท่าน Dalai Lama เอาไว้ใช้เตือนตนว่าควรอภัยเจ้าของเกสต์เฮาส์อย่างไร ที่ทำห้องให้เช่าแล้วใช้วัสดุกั้นห้องที่แย่ได้ขนาดนั้น อ่านได้ไม่กี่หน้า หนุ่มผมยาวประบ่า หน้าออกจีน ๆ นั่งโต๊ะข้าง ๆ มาทักทายและถามว่าเมื่อคืนเสียงดังรบกวนหรือเปล่า อ้อ!...ที่แท้ก็เจอคู่กรณีเช้านี้เอง ไม่ได้ตอบตามความจริง แต่ตอบอย่างรักษามารยาท เพราะใจในนึกให้อภัยที่มาบอกสารภาพ และตัวบังคับที่ต้องให้อภัยคือปกหนังสือ The Wisdom of Forgiveness ที่วางอยู่โทนโท่บนโต๊ะนั่นเอง ไม่รู้ว่าพ่อหนุ่มหน้าตาจีน ๆ คนนี้รู้ว่าเราเป็นเพื่อนบ้านฝาห้องติดกันตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่มีนิยายรักเกิดขึ้นเช้านี้เพราะพ่อหนุ่มมากับลูกติดสองคนกับอีกหญิงนางหนึ่งที่ดู ๆ แล้วไม่น่าจะเป็นแม่ลูกกันเพราะเด็กน้อยทั้งสองจะกระเดียดไปทางฝรั่งเยอะทีเดียวเชียว เรื่องสั้นก็มีอยู่ว่าพ่อหนุ่มเป็นชาวทิเบตได้เจอสาว Aussie ตอนที่เธอไปเดินป่า และนิยายรักของคนสองคนได้เริ่มขึ้น จนวันนี้ได้พาลูกน้อยมาเยี่ยมพ่อแม่ที่คาดว่าคงเป็นทิเบตพลัดถิ่นที่มาอาศัยอยู่ในเนปาลนี้ ส่วนสาวที่เห็นนั่งที่โต๊ะด้วยเป็นพี่เลี้ยงเด็ก หน้าตาครือ ๆ ทิเบตพอกัน ส่วนภรรยาคงกำลังแต่งตัวอยู่ในห้องกระมัง ทักทายตามประสานักท่องเที่ยวว่าไปไหนมา ทำอะไร อย่างไร
เราบอกไปนาการ์กอตมา และก็เหมือนว่าจะฟ้องว่าไม่เห็นเทือกหิมาลัยทั้ง ๆ มีแดดจ้า พ่อหนุ่มทิเบตนี้ให้คำที่ใหญ่มาก “It’s a pollution” แล้วพ่อหนุ่มก็ขยายความเพราะเราทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ พ่อหนุ่มบอกว่าคนถิ่นย่านนั้นตามเชิงเขาที่เราเห็นก่อนจะขึ้นมานาการ์กอตนั้นเขาเผาอิฐกัน เราชักเริ่มเออออห่อหมกไปด้วยแล้วซิ ว่าคนท้องถิ่นก็ก่อมลพิษได้ไม่แพ้กับนักท่องเที่ยวที่ก่อมลพิษให้เทือกเขาหิมาลัย ตามที่เก็บมาจากหนังสือเรียนที่ซื้อมาจากบักตาปูร์ ที่ว่า
“In many regions the natural environment is a major tourist attraction. For example, many tourist visit Nepal for her scenic beauty and wildlife. But the Himalayan region is polluted by tourists. The Government and the tourism industry should develop campaigns to build tourism that will last without harming the environment. …” (p. 121-2)
ถ้าเป็นอย่างที่พ่อหนุ่มขยายให้ฟัง ต่อให้เป็นวันฟ้าใส “clear day” วันที่อ้างตามข้อมูลต่าง ๆ ว่าจะเห็นเทือกเขาหิมาลัยโผล่ยอดมาให้ชม ก็สู้ควันไฟที่ชาวบ้านต่างคนต่างสุมไม่ได้ และอย่าลืมว่าเทือกเขาหิมาลัยนั้นมันอยู่ไกลลิบ ๆ โน่น ไม่ได้เหมือนอย่างรูปในโบร์ชัวร์ที่ตั้งเด่นสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า ดังนั้นสิ่งที่พ่อหนุ่มทิเบตขยายให้ฟังนั้นมีความเป็นไปได้ทีเดียว และหากใครอยากเห็นหมอกจากฝีมือคน หาดูได้ที่เชียงใหม่ที่บางช่วงจะเป็นเมืองในหมอกเพราะคนเผาขยะ เผาป่า หรืออ้างว่าเผาเพื่อหาอาหาร เผากันจนดอยสุเทพที่ว่าอยู่เพียงเอื้อม ให้กลับกลายไปอยู่หลังม่านหมอกควัน แบบที่นักท่องเที่ยวที่มาในช่วงนั้นอาจถามคำถามครือ ๆ เดียวกับเราว่า “ไหนหละ ดอยสุเทพ”
คุยกันหมอกควันยังไม่ทันจาง แต่เรากลัวควันกาแฟจะจางไปเสียก่อน สาวไร้คู่แถมมาเดี่ยว ขออนุญาตจัดการกับอาหารเช้าของตัวเอง ปล่อยให้อีกโต๊ะเป็นเรื่องของพ่อ ๆ กับลูก ๆ ไปก่อนแล้วกัน Shallow sausages ไส้กรอกที่ใช้น้ำมันทอดน้อย ๆ บนไฟอ่อน ๆ นี้ รสชาติดี นี่ถ้าได้กินคู่กับ Colman’s Mustard จาก Norfolk ของต้นตำรับของมัสตาด รสชาติคงจัดจ้านกว่าจิ้มกับซอสมะเขือเทศมากกว่าเป็นไหน ๆ จัดการไส้กรอกคู่กับขนมปังชุปไข่ทอดอร่อยอยากบอกใคร ได้กาแฟดำตบท้ายเป็นอันเปิดเริ่มวันใหม่ในเนปาลก่อนบินลาในวันพรุ่งนี้
รายการทัวร์วันนี้จอดสามป้ายคือ ป้ายสถูปโพทนาถ (Bodhanath Stupa) วัดปศุปฏินาถ (Pashupatinath Temple) ส่วนปาตัน (Patan) เป็นป้ายสุดท้ายสั่งลากาฐมาณฑุ เช้านี้เหมาแท็กซีไปทั้งสถูปโพทนาถกับวัดปศุปฏินาถด้วยราคา 700 รูปี ด้วยเวลาเช่าถึงประมาณเที่ยงวัน ไม่รู้ว่าถูกหรือแพงกว่าการเรียกทีละต่อเพราะแต่ละที่ที่ไปก็เห็นรถแท็กซี่จอดคอยให้เรียก ให้ต่อราคากันกันเป็นทิวยาว ระหว่างทางเห็นรถเก๋งประดับพาดด้วยดอกไม้ที่ร้อยเป็นสาย ๆ สองคันเห็นจะได้ เห็นปั๊บก็พอจะเดาได้ว่าเป็นงานมงคลที่ไม่พ้นงานแต่งงานนั่นเอง พี่แท็กซี่รีบให้ข้อมูลโดยไม่ต้องถาม
“Married” พี่แท็กซี่ให้ข้อมูล
“Why so many?” สาวไทยโสดสังสัย
“February …many married…festival” พี่แท็กซี่ให้ข้อมูลต่อ
“ oh… I see” สาวโสดไม่ได้ถามต่อว่าพี่แท็กซี่แต่งงานหรือยัง
“ดีเนอะ แต่งงานเทศกาลวันวาเลนไทน์ซะด้วย” พี่จ๊อดพูดเสริม
พี่แท็กซี่ยังขยายความว่าที่อยู่ในรถนั้นเป็นเจ้าบ่าว พ่อหนุ่มกำลังเดินทางไปบ้านเจ้าสาว และก็พิธีและเลี้ยงฉลองกันที่บ้านเจ้าสาวนั้นเอง และช่วงเดือนกุมภาพันธ์คนจะแต่งงานกันมากที่สุด
รถผ่านมาถึงบริเวณพระราชวังนารายันฮิติ (Naranyanhiti) พระราชวังเดิมที่เป็นข่าวช็อกโลกจากการยิงสังหารหมู่ในปี 2001 ที่เป็นเหตุให้พระมหากษัตริย์ พระราชินีและสมาชิกในพระราชวงศ์ต้องสังเวยชีวิตรวมทั้งสิ้น 10 ชีวิต โดยไม่รวมมือสังหารที่จบชีวิตตัวเองโดยทำอัตวิบากกรรมตามไปอีกหนึ่ง วันนี้หน้าวังมีแถวคนยาวเหยียดยืนรออยู่ด้านนอก พี่แท็กซี่ที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ไปในตัวบอกว่าวันนี้พระราชวังเปิดให้คนเข้าชม เห็นความยาวของแถวอย่างนี้ไม่รู้ว่าคนท้ายแถวจะได้เข้าดูกี่โมง และคนที่รอต้องมีความอดทนเป็นเยี่ยมเพราะไม่ใช่แค่แถวยาวอย่างเดียว แต่ต้องยืนกลางแดดเปรี้ยงอีกต่างหาก
นั่งมาถึงสถูปโพทนาทที่มองจากด้านหน้าแล้วมีแต่ตัวตึกอาคารร้านค้าบังสถูป ยังไม่เห็นสถูปที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้าแต่อย่างใด แต่ทันทีที่ลงจากแท็กซี่ ก็สัมผัสได้ว่าเป็นชุมชมของชาวทิเบตที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล มีลามะทิเบต ทั้งหญิงทั้งชายเดินกันให้ทั่ว ผู้คนหน้าตาค่อนไปทางทิเบต แต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง หญิงสาวใส่ชุดมิดชิด ดูดีมีเอกลักษณ์ และพอหลุดเข้ามาตรงบริเวณทางเข้า ภาพที่ใจถามหาตั้งแต่วันแรกก็ปรากฎเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้า ภาพสถูปโพทนาถที่มีธงภาวนาร้อยโยงล้อมองค์สถูป จากยอดสถูปที่ต้องมองแบบคอตั้งบ่า โยงมายังถึงฐานด้านล่าง โบกสะบัดตัดกับฟ้าสีใส บวกกับดวงตาธรรม (The Wisdom Eye) ที่เฝ้ามองอยู่เหนือองค์สถูปทั้งสี่ด้านที่สะกดให้ผู้มาเยือนต้องสบตาและตะลึงในความยิ่งใหญ่ของศาสนสถานแห่งนี้
เสียค่าเข้าชมที่นี่คนละ 100 รูปี ข้างในมีทั้งชาวแขก ชาวทิเบตผลัดถิ่นกับนักท่องเที่ยวเดินกันให้ควักไขว่ ว่ากันว่าทุกอย่างที่เห็นในศาสนสถานนี้เป็นสัญลักษณ์หมด และมีปรัชญาพุทธแฝงอยู่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นลักษณะชั้นของสถูป ธงภาวนาทั้งห้าสี ผ้าหลากสีแต่งองค์สถูปด้านล่าง รวมถึงวิธีการแสดงความเคารพบูชา เช่น ล้อภาวนา ผงสี ผงฝุ่นขาว และที่แปลกตาเป็นที่สุดคือ วิธีกราบไหว้แบบทิเบต ใครอยากเห็นก็ลองหาอ่านดูภาพประกอบจากหนังสือต่าง ๆ ดู แต่ถ้าอยากจะเห็นแบบไม่ต้องตีตั๋วมาดูถึงกาฐมาณฑุ ลองไปหาซีดีเรื่อง Seven Days in Tibet ที่นำแสดงโดยพี่ แบรดพิทต์ สมัยยังหนุ่มเฟี้ยวก่อนมาเจอภรรยาปากเจ่อ หรือ The Little Buddha นำโดยพ่อคีนู รีฟ มาดู ดูแล้วจะทึ่งไม่แพ้กัน แถมยังได้กลิ่นอายทิเบตพอหอมปากหอมคอ เช่นกัน
ตื่นตา ตื่นใจกับทุกสิ่งที่ได้เห็น สมแล้วที่สถูปโพทนาถแห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบตพลัดถิ่น ที่อย่างน้อยก็มีศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในยามที่ต้องห่างไกลประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตน ค่อย ๆ เดินชมความงามของสถูปที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในเนปาล ด้านหนึ่งขององค์สถูป เห็นสาวผมทองนั่งคุกเข่า พนมมือภาวนาอย่างสงบ ไม่รู้ในใจเธอจะภาวนาสิ่งใด เราได้แต่น้อมเคารพ ขอขอบคุณ และดีใจที่ได้มาเยือน มาเห็นความยิ่งใหญ่ทั้งแบบสถาปัตยกรรมและพลังของการแสดงออกของเหล่าบรรดาผู้เลื่อมใสที่มีต่อสิ่งที่ตนเชื่อมั่น ศรัทธา
แหงนหน้าสบตากับดวงตาธรรมที่กำลังสื่อสารกับผู้สบตา ได้ดูธงภาวนาห้าสีโบกสะบัดตัดกับฟ้าสีใสอย่างสมใจ และสิ่งที่ทำให้ที่นี่ต่างจากที่อื่นได้ไปมาก่อนหน้านี้คือ ไม่มีเด็กวิ่งมา “Hello give me one” หรือไกด์หนุ่มที่จะมาขายข้อมูลแบบประชิดตัวแต่อย่างใด เดินรอบองค์สถูปได้เพียงรอบเดียว ได้เวลาไปที่อื่นต่อเพราะเวลาที่เหมาแท็กซี่เป็นตัวบังคับ ได้แต่บอกตัวเองว่านี่ถ้าไม่มีเวลาแท็กซี่เป็นตัวบังคับ คงได้เข้าไปเดินในตรอกซอกซอยดูผู้คน  ผู้คนที่เดินออกมาจากตรอกหนึ่งด้านข้างวัดทิเบตที่อยู่ตรงด้านหน้าทางขึ้นองค์สถูป แต่งตัวเป็นชาวทิเบตเสียเป็นส่วนใหญ่ เสียดายที่มาซ่อมที่นี่ไม่ได้เหมือนอย่างในบักตาปูร์ เพราะหากจะคิดมาซ่อมคงต้องอยู่ต่อ ขอติดไปเป็นวันหน้าถ้าได้มาเยือนอีกก็แล้วกัน
สลับจากวัดพุทธมาเป็นวัดฮินดูที่ชื่อวัดปศุปฏินาถ (Pashupatinath Temple) วัดที่ศักดิ์สิทธิ์อีกวัดหนึ่งของชาวฮินดู ที่สร้างขึ้นเพื่อถวายพระศิวะ แต่ชื่อวัดจำยาก และด้วยความเคารพเราแอบเรียกชื่อวัดนี้ตามพิธีที่ทุกคนต้องเห็นเมื่อไปวัดนี้ ตรงริมแม่น้ำบักมาติ วัดนี้เพิ่งจะเฉลิมฉลองวัน ศิวา-ราตรีไปหมาด ๆ ที่รู้เพราะดูจากหนังสือพิมพ์ “The Kathmandu Post” ที่ขอชาวบ้านมาฟรี จาก Dragon Guest House ที่บักตาปูร์ มาสองฉบับคือหนังสือพิมพ์วันจันทร์และวันอังคาร ภาพวัดปศุปฏินาถ ยามค่ำคืนลงกรอบหน้าหนึ่งวันจันทร์ที่พร้อมข้อความบรรยายใต้ภาพว่า “Pashupatinath temple in Kathmandu glows on the eve of Mahashivaratri festival on Sunday” แสดงว่าวัดที่พ่อหนุ่มที่เกสต์เฮาส์ที่ไปนอนคืนแรก ที่ชวนให้เราไปเที่ยววัดที่มีกัญชาให้สูบฟรีคือวัดนี้นี่เอง
เรามาถึงเนปาลวันอาทิตย์คงจะเป็นวันสุกดิบ และเทศกาลมหาศิวะราตรีเพิ่งจะจบการเฉลิมฉลองใหญ่ไปเมื่อวันจันทร์นี้เอง ส่วนฉบับวันอังคารในหนังสือพิมพ์เดียวกันในส่วนของ “City Post” ลงประมวลภาพกิจกรรมในวันเฉลิมฉลอง มีทั้งภาพคนเดินข้ามแม่น้ำบักมาติที่แห้งขอด ภาพนักบวชชำระล้างตัวในแม่น้ำ พร้อมกับนักบวชในอากัปกิริยาแปลก ๆ และภาพฝูงชนผู้ศรัธามาสักการะ ดูพิธีกรรมและมาทำกิจกรรมที่ไม่ถือว่าผิดกฎหมายในวันนี้ ตามคำบรรยาย “… as people maneuvered around prime viewing sports and tried to find places for a quiet smoke”.
แท็กซี่ พามาส่งด้านนอกเพราะดูรถราแล้วกลัวไม่มีที่จอด ชี้ทางให้เราเดินตรงไป เราก็เดินตามทางที่พี่แกบอกได้ไม่นานก็เห็นป้ายทางเก็บค่าเข้าชม พร้อมจัดแจงจ่ายไปคนละ 250 รูปี แต่ยังนึกสงสัยเหมือนกันว่าทำไมทางเข้านี่ไม่เห็นมีหน้าตานักท่องเที่ยวแบบเราเลย แต่เมื่อจ่ายตั๋วค่าเข้าแล้วต้องไม่ผิดที่แน่นอน ลังเลอยู่ไม่นานก็เดินหลุดเข้าไปเลย เดินเข้ามาได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นผู้คนทำพิธีอะไรกันอยู่ไม่ทราบได้ มีดอกไม้ ธูป เทียน พร้อมเครื่องไหว้ครบเครื่อง และหากมองลึกเข้าไปอีกจะเห็นผู้คนนั่งล้อมกันเป็นกลุ่ม ๆ ทำพิธีกัน แต่ที่แน่ ๆ ผู้ที่ได้รับการทำพิธีอยู่นั้นเป็นเหล่าบรรดาเด็กชายที่โกนศรีษะ แต่ยังเก็บคิ้วดกดำไว้อยู่ นุ่งผ้านุ่งสีขาวยาวเหนือเข่า ท่อนบนมีเพียงผ้าพาดสีขาว แต่ละคนดูสูง ๆ ผอมๆ อย่างไรพิกล
กำลังมองอย่างตื่นตาตื่นใจก็มีหนุ่มแขกเดินมาบอกว่าห้ามถ่ายรูป และห้ามเข้า เป็นเขตฮินดูเท่านั้น พี่แกทำท่าป้องห้ามพร้อมแสดงบัตรว่าเป็นไกด์จากสมาคมการท่องเที่ยว แถมบอกทำงานอยู่ที่นี่อีกต่างหาก เราก็เริ่มงงว่าจ่ายตังค์ไปแล้วตั้ง 250 รูปีแล้วจะให้มาดูอะไรกัน พ่อหนุ่มแขกทำมือชี้ไปไกลบอกว่าต้องไปอีกด้านซึ่งเป็นด้านที่นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ และรวมถึงส่วนที่เป็นสิ่งเดียวที่เป็นข้อมูลในหัวเรา คือ เชิงตะกอนเผาศพ สรุปแล้วเราเป็นของต้องห้ามของสถานที่นี้ ไม่ได้นึกขัดขืนอะไร เพียงแต่แค่สงสัยว่าทำไมไม่บอกเสียตั้งแต่ทางเข้าละนาย เพราะหน้าตาเราก็ดูเป็นของต้องห้ามมาตั้งแต่ระยะห้าร้อยเมตรไกล ๆ แล้ว
เดินลงมาตามทางที่พ่อมัคคุเทศน์บอก เดินไปบ่นไปพองาม หันมาเจอพี่แท็กซี่พอดี ไม่รู้ว่าเดินตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่ สงสัยรอที่รถไม่มีอะไรทำ แถมยังร้อนอีกต่างหาก คิดว่าแกคงไม่เป็นทั้งโชเฟอร์และไกด์ผีในเวลาเดียวกันหรอกนะ สองข้างทาง ก่อนทางเข้ามีโต๊ะแม่ค้าวางดอกไม้ เครื่องบูชาขายเป็นแนวเชียว และตรงทางเข้ามีซุ้มขายตั๋ว เราก็โชว์ตั๋วที่มี แม้จะเสียฟอร์มไปนิดว่าไปเข้าทางผิดมา แสดงว่าที่ที่เราเดินหลุดเข้าไปและโดนเชิญให้ออกมานั้น ไม่ใช่ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้านั่นเอง และพอหันไปอีกที อีตาหนุ่มที่อ้างว่าเป็นไกด์ก็ตามมาขายทัวร์ในระยะประชิดตัว ช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน ต้องทำใจไว้ว่าที่ใดมี นักท่องเที่ยว ที่นั้นมีการขายในทุก ๆ ที่ ตามแต่ละรูปแบบ
ตอนนี้ไม่อยากได้ไกด์ อยากได้แค่แผ่นพับบอกข้อมูลคร่าว ๆ น่าจะช่วยได้มากกว่า พลันนึกถึงป้ายโฆษณาที่ให้ปี 2011 เป็นปีท่องเที่ยวเนปาล หากการท่องเที่ยวเนปาลจะเตรียมแผ่นพับบอกข้อมูลตามสถานที่ก็น่าจะดีไม่น้อย เพราะนักท่องเที่ยวหน้าตาที่ไม่เข้าพวกกับกลุ่ม SAARC อย่างเรา เสียค่าเข้าทุกที่ในราคาเต็ม หรือถ้าจะทำเป็นรูปเล่มพร้อมข้อมูลรายละเอียด มีสีสรร ทำขายเป็นของที่ระลึก ก็จะช่วยหารายได้เข้าประเทศได้ไม่น้อยทีเดียว ทิ้งคำถามไว้ซะอย่างนั้น เดินมาชมวัดที่ถือเป็นอีกศาสนสถานหนึ่งที่ทุกคนไม่ควรพลาดดีกว่า
สัมผัสแรกที่มาถึงฝั่งวัดปศุปฏินาถ บริเวณที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ คือควัน ทั้งควันจากธูปเทียนบวกควันฝืนจากเชิงตะกอนที่ทำหน้าที่อย่างไม่เคยได้หยุด คนที่จิตอ่อน จิตตกง่าย ไม่ควรมา เพราะภาพที่เห็นในบริเวณนี้ไม่ใช่ภาพที่สวยงาม มีแต่ภาพสาธุ (Sadhu) พวกที่นับถือพระศิวะ หรือนักบวช ผอมโซไว้หนวดเครารุงรัง บ้างก็มีเสื้อผ้าโพกหัวมีเสื้อผ้าคลุมกาย บ้างก็ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ตามตัวทาด้วยขี้เถ้า บ้างก็นอนมีผ้าคลุมร่างนอนราบแทบจะเป็นแนวเดียวไปกับพื้น หากไม่เห็นกระดูกที่ปูดโปนทิ่มออกมาจะไม่รู้เลยว่าเป็นคนนอนอยู่ อีกทั้งยังมีเชิงตะกอนบางอันกำลังทำหน้าที่ของมันอยู่ ที่ตั้งของเชิงตะกอนนั้นก่อเรียงขนานไปกับแม่น้ำบักมาติ แม่น้ำที่เชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์อีกสายหนึ่งที่จะไปไหลรวมกับแม่น้ำคงคา และวันนี้มีการขุดลอกแม่น้ำบักมาติ เลยเห็นซากต่าง ๆ ผุดอยู่ตามตลิ่งแม่น้ำที่แห้งขอด หากมาด้วยจิตปฏิเสธ รีบมารีบไปก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย แม้ภาพที่เห็นจะไม่ทำให้อารมณ์เริงร่า แต่ทำให้ใจสงบลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เดินข้ามสะพานแม่น้ำบักมาติจากฝั่งที่ตั้งของเชิงตะกอนมายังที่ตั้งของสถูปต่าง ๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่บนเนินเขา มาดูบรรยากาศรอบ ๆ อีกครั้ง มีนักบวชนั่งบริกรรมตามมุมต่าง ๆ มีคนขายของตามบันได แถมยังมีลิงหางยาว หน้าแดง ให้ต้องคอยหลบอีก บอกตามตรงว่าฉันเกลียดนังชะนี เดินไปก็ต้องเอาผ้าเช็ดหน้าคอยปิดควันไป ไม่รู้ว่าเป็นควันอะไรต่ออะไรนัก ขาเดินลงมาเห็นพระสงฆ์ไทยรูปหนึ่ง ท่านคงมาสักการะพระศิวะเช่นกัน และท่าทางท่านคงอยากได้รูปกลับไปเป็นที่ระลึกอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ เพราะมีการถ่ายรูปหมู่กับเหล่านักบวช แถมมีการกำกับช่างภาพให้ถ่ายมุมนั้นมุมนี้อีกต่างหาก พร้อมย้ำระวังอย่าให้รูปตกเฟรม
เดินกลับมายังด้านล่างเห็นพ่อหนุมานที่แต่งองค์ทรงเครื่องครบทีเดียว พ่อหนุ่มหนุมานไม่ได้แต่งมาให้กลืนเป็นจ่าฝูงของเหล่าบรรดาลิงหางยาว หน้าแดง แต่มายืนรอตั้งท่าถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวแถวนั้น เห็นลงทุนแต่งตัว ทาหน้าทาตา ตั้งใจทำมาหากินอย่างมือชีพ เลยอุดหนุนพ่อหนุ่มหนุมานไป 20 รูปี ใช้เวลาไม่นานบนวัดนี้เพราะได้เวลานัดแท็กซี่ไว้ประมาณเที่ยง จะพลาดชม พลาดดูอะไรได้ก็ไม่เป็นไร เพราะได้มาเห็นใจความสำคัญของวัดนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทางออกสองข้างทางมีประดาข้าวของขายเต็มไปหมด เหมือนพ่อค้า แม่ค้าเร่ขายของตามงานวัด มีทั้งข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ของที่ระลึก เครื่องประดับพวกกำไรที่สาวแขกใส่ก็มี ผู้คนยังเลือกซื้อเลือกหาของกันอย่างไม่หวั่นแดดที่ส่องตรงกลางศรีษะแต่อย่างใด ที่ต้องหยุดและรัวชัตเตอร์คือ คือผงสีติก้าหรือทรายสีที่ตามหามานาน ได้แต่เห็นแต่ผงสีแดงที่คนเอามาเจิมทั้งหน้าผากตัวเอง กับหน้าเหล่ารูปปั้นเทพต่าง ๆ ตามวัด ศาสนสถานต่าง ๆ ทั่วเมือง ผงทรายสีที่เห็นวางขายอยู่ในถาดไม้ที่แบ่งเป็นช่อง ๆ เดาว่าคงเป็นทรายแบบเดียวกับที่ใช้โรยในงานศิลปที่ต้องใช้สมาธิค่อย ๆ โรยแต่ละสีให้เต็มตามแบบที่ร่างไว้
เดินผ่านแท็กซี่ของตัวเองก็จำไม่ได้ว่าคันไหน เพราะสภาพและทรงก็เหมือนๆ กันหมด จนคุณพี่แท็กซี่ต้องโบกมือเรียกไหว ๆ นั่งกลับไปทาเมล หาอะไรกินก่อนจะไปเมืองปาทาน ป้ายสุดท้ายของทริปนี้ ขากลับ แท็กซี่ขับผ่านพระราชวังเดิม แถวคนเข้าชมวังดูจะต่อยาวไปมากว่าเมื่อเช้าอีกเยอะ ถามแท็กซี่ว่าวังเปิดชั่วคราวหรือเปิดตลอด แล้วเปิดปิดกี่โมง ข้อมูลที่ได้คราวนี้ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่ เพราะมีแต่ “may be may be” “possible possible” แต่คิดว่าข้อมูลที่ให้เมื่อเช้าเรื่องรถแต่งงานคงแม่นเพราะหน้าตาพี่แกคงผ่านการแต่งงานมาแล้ว แกถึงเล่าด้วยท่าทีที่มั่นอกมั่นใจ เล่าไปก็เหมือนย้อนอดีตความหลังตัวเองไป นี่หากการท่องเที่ยวแห่งเนปาลมีโครงการอบรมแท็กซี่ให้ แม่นข้อมูลเพื่อเตรียมเป็นเจ้าบ้านในปีการท่องเที่ยวเนปาล 2011 คงดีไม่น้อย
กลางวันนี้กินข้าวที่ร้านขนมปัง Weizen ตามเดิม รู้สึกยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่สงสัยเป็นเพราะจัดการกับไส้กรอกมื้อเช้าไปหลายชิ้น เลยลองสั่งพิซซ่าที่ตัดขายเป็นชิ้น ๆ มาลอง แต่หน้าตาพิซซ่าไม่ใช่แบบมีชีสยืดย้วย เพราะไม่มีไฟฟ้าให้อุ่น แต่แปลกที่มีไฟปั่น Lassie กล้วยให้ได้กินลิ้มรสเปรี้ยว ๆ ของโยเกริต์ ส่วนพิซซ่านั้นได้แต่เลาะเล็มหน้าพิซซ่ากิน เพราะในยามขาดไฟนี้ หน้าพิซซ่ากับตัวแป้งไม่สามัคคีกันสักเท่าไร กินไปยังงั้น ๆ ท้องไม่ค่อยหิวแต่ไปปิ๊งกับซินนามอนโรลที่โรยถั่วหน้าตาหน้ากิน เลยสั่งมาลองกิน อร่อยเลยทีเดียวแต่จัดการไปแค่เกลียวที่สอง อีกครึ่งเก็บใส่ถุง Zip Loc เก็บไว้กินต่อ
เรียกแท็กซี่ไปเมืองปาทาน (Patan) เมืองที่ได้รับให้เป็นมรดกโลกอีกเช่นกัน แท็กซี่พามาส่งทางเข้าที่ไม่มีหน้าตาแบบนักท่องเที่ยวอีกแล้ว เสียค่าเข้าคนละ 200 รูปี ได้สติกเกอร์ ที่จะแปะไว้ตำแหน่งไหนตามร่างกายก็แล้วแต่สะดวก แปะบอกให้รู้ว่าเสียตังค์แล้ว พร้อมแผ่นพับบอกข้อมูลประกอบ หน้าตาแผ่นพับเมืองปาทานนี้มีสีสรร ดูดี นึกเล่น ๆ ว่าช่างต่างกับแผ่นพับที่บักตาปูร์จริง ๆ ที่ยึดคอนเซปให้กลมกลืนไปตามเมือง คือทั้งซีดและเก่า แถมค่าเข้าชมยังแพงกว่าที่ปาตันตั้งเยอะแน่ะ
มาถึงแล้วยังต้องเดินดุ่ย ๆ ไปหาลานที่เป็นที่หมายอีก เดินไปถามทางไป แต่ละคนที่ถามก็ชี้ให้ตรงไปตลอด เดินแบบไม่ค่อยมั่นใจเพราะไม่เห็นหน้านักท่องเที่ยวเลยสักคน มีแต่สองสาวไทยหน้าตาที่พกพาใบหน้าที่ดูเหมือนยังจับทิศทางไม่ได้ แต่เดินไปก็ชมอาคารบ้านเรือน ร้านค้า ในเมืองนี้ไปด้วย เมืองที่ขึ้นชื่อด้านงานหัตถศิลป์เกี่ยวกับวัตถุบูชาเสียเป็นส่วนใหญ่ และหากจะเทียบบรรยากาศของตึกรามบ้านช่องแล้ว ปาทานยังไม่โบราณเท่าบักตาปูร์
ในที่สุดก็มาถึงทางเข้าจนได้ เดินเข้ามาก็เป็นลานหลัก Patan Dubur Square ที่เป็นลานกว้าง มีวัด มณฑปต่าง ๆ อยู่รายล้อม ซึ่งองค์ประกอบด้วยรวมแล้วคล้ายกับลานที่กาฐมาณฑุและลานที่บักตาปูร์ แต่ความรู้สึกวันนี้ที่ปาตันไม่ได้ตื่นตาตื่นใจเหมือนลานในกาฐมาณฑุและลานใน บักตาปูร์ คงเป็นเพราะได้ไปอิ่มตาอิ่มใจที่บักตาปูร์มาก่อน พอมาป้ายเมืองปาทานนี้ ต่อมอยากดูโน่น ดูนี่เลยหมดไปซะดื้อ ๆ ยังนึกถามตัวเองว่าทำไมไม่ได้ติดหนังสือมาด้วยเหมือนอย่างที่ผ่านมาสองเมือง แต่ก็พอจะหาข้ออ้างให้กับตัวเอง เหมือนเวลาที่คุณครูพาไปทัศนศึกษาวัด วัง ซึ่งตอนไปวัดแรก ๆ ก็ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจดี พอมาวัดที่สามก็แอบถามครูในใจว่า “ครูขา วัดอีกแล้วหรือคะครูขา”
แม้ลานที่ยืนอยู่นี้จะมีวัด มีเจดีย์ให้เห็น แต่ภาพที่เรายังไม่หายตื่นตาตื่นใจ คือภาพหญิงสาวเกือบร้อยที่ต่างเอากระป๋อง ถัง คนโท ไปรอรองน้ำที่สระเก่าสระเดียวของลาน ทุกคนดูจะสาละวนกับบรรดาภาชนะที่ตนเอามารองน้ำ สรุปหน้าที่ตักน้ำเป็นของฝ่ายหญิงแน่นอน เพราะผ่านมาแต่ละที่ไม่เห็นคุณผู้ชายมาช่วยเลยสักคน เดินถัดมาตรงบริเวณลานหลักได้สักพัก ต้องหลีกทางให้ขบวนแห่ที่เดินนำโดยเหล่ากลองแต็ก ปี่ แตร เป่านำหน้ารถเก๋งที่เห็นปุ๊บ ก็ไม่ต้องเดาแล้วว่าเป็นขบวนอะไร มีเหล่าผู้ร่วมงานที่แต่งตัวกันอย่างเป็นทางการเดินปิดท้าย นาทีนี้ได้ดูขบวนแต่งงานแบบประชิดตัว ณ กลางลานปาทาน พยายามจะส่องดูหน้าเจ้าบ่าวในรถ แต่ก็เห็นไม่ค่อยชัดเพราะเส้นดอกไม้ที่ร้อยพลางเป็นม่านตรงกระจกเป็นตัวขัดขวาง เลยไม่ได้อวยพรให้เจ้าบ่าวจงเจริญแต่ประการใด
แสดงว่าข้อมูลของแท็กซี่เมื่อเช้านี้เชื่อถือได้ ว่าความรักของหนุ่มสาวชาวเนปาลจะสุกงอมจนต้องประกาศให้ชาวบ้านเป็นสักขีพยานจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้แหละ รอให้ท้ายขบวนเดินจากไป ก็มาไล่ดูข้อมูลตามแผ่นพับพอสังเขป นอกจากลานหลักที่เรายืนอยู่นี้จะมีความสำคัญโดยเป็นพระราชวังเก่ามาก่อนปาตันยังมีวัดอื่น ๆ ให้ดูอีกมาก แต่คราวนี้เราไม่ได้เดินเหมือนเดินตามลายแทงดูให้ครบเหมือนวันก่อน ๆ ได้แต่ถ่ายรูปกับผู้ทรงศีลตัวปลอมเพราะท่านยังตัดขาดกับโลกนักท่องเที่ยวไม่ได้ และแล้วเราก็เต็มใจที่จะให้ปัจจัยตามแต่สมควรแลกกับการโพสท่าของท่านที่ท่านก็แสนจะให้ความร่วมมือในทุกมุมกล้อง ได้รูปในมุมที่ชอบ ดีกว่าไปแอบถ่ายกว่ากันเยอะเลย
เดินต่อเข้าไปวังกุมารี แต่วังกุมารีที่ปาตันในวันนี้ดูร้างผู้คนบอกไม่ถูก ปลอดทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยว ปลอดทั้งไกด์ ไม่เหมือนที่กาฐมาณฑุ มีแต่สองสาวไทยที่พลัดกันถ่ายรูปกันไปมาตามเสาชั้นล่างบ้านกุมารี เพราะเห็นแสงสวยตัดกับเสาไม้สลักสีดำ แถมมีเอาหน้าไปแนบโคนเสาอย่างมิได้เขินอายแต่อย่างใด ออกจากวังกุมารี ก็เดินเล่นต่อบริเวณลานเมือง ถ่ายคู่กับกระบะ Tata แต่ไม่ได้ตั้งท่าขนาดมิส มอเตอร์โชว์ และเดี๋ยวนี้บริษัทแม่ที่อินเดียเขาผลิต Tata Nano ออกมาแล้ว โดยเป็นเก๋งสปอต สี่ประตู โดยคาดว่า Tata Nano จะเป็นรถที่ตลาดโลกสนใจ โดยสนนราคาเพียง 100,000 รูปี ซึ่งราคานี้จะทำให้ Tata Nano เป็นรถที่ถูกที่สุดในโลก คิดเป็นราคาไทยเท่าไร ก็ลองคำนวณเล่น ๆ กันเองแล้วกันตามราคาหนึ่งดอลลาร์ที่แลกได้ 79 รูปี ในวันนี้
อยู่แถวลานได้สักพักก็พยักหน้ารู้กันกับพี่จ๊อดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เรียกแท็กซี่ ที่จอดส่งผู้คนและเดินเข้ามาในลานได้เลย สรุปขาเข้ามาเมืองนี้ เราเข้าผิดอีกตามเคย แท็กซี่ที่มาส่งก็อ่อนข้อมูลซะจริงเชียว ปล่อยให้เราเดินคลำทางมาตั้งนาน ไม่รู้ว่าพี่แกไม่รู้จริง ๆ หรือรู้แต่จะทำ บอกแท็กซี่ให้ไปส่งที่แถวหน้า Khatmandu Dubar square เพราะภาระกิจซื้อผ้าคลุมไหล่ยังไม่เสร็จ เลือกจะมาซื้อที่นี้เพราะคิดเอาเองว่าราคาไม่น่าจะเป็นราคานักท่องเที่ยวเหมือนที่ทาเมล
ราวสี่โมงเย็นเรามาถึงจุดหมาย ผู้คนยังซื้อหาจับจ่ายกันอยู่เต็มไปหมด ราวกับว่าตลาดแถวนี้เขาซื้อขายกันทั้งวัน ชอบชมคน ชมตลาด ยังไม่เบื่อที่จะถ่ายรูปตลาดกับผู้คนที่จอแจเดินผ่านร้านผ้าคลุมไหล่อยู่หลายเจ้า สุดท้ายมาหยุดที่ร้านเล็ก ๆ ที่ร้านไม่ที่ให้เดินมีแต่เก้าอี้ให้นั่งจุ้มปุ๊กให้เลือกชมกัน ร้านนี้น้องคนขายไม่ใช่สาวแขก หน้าตาออกจีน ๆ แต่พูดภาษาอังกฤษเป็นไฟ ได้ความว่าเคยไปเรียนเสริมสวยที่สิงคโปร์มา แต่ต้องมาช่วยทางบ้านขายผ้า ร้านนี้เลือกดูแบบ ดูสีได้อย่างเป็นกันเอง
น้องคนขายก็ท่าทางจริงใจมากบอกคุณภาพของผ้าแต่ละอย่างว่าเป็นอย่างไร จริงใจถึงขนาดบอกว่าพี่จะเอาป้ายแบบก็ขอให้บอก จะเอา made in ที่ไหน หรือจะบอก Pashmina 100% หรือผสมอะไร น้องจัดให้ได้หมด ต้องขอขอบคุณน้องจริง ๆ ที่ทำให้พี่ตาสว่าง แถมยังช่วยให้การตัดสินใจของพี่เร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ พี่ได้แต่เลือกสี เลือกลายที่ชอบ ส่วนป้ายนั้นลืมไปได้เลย ให้เวลาได้เปรียบเทียบเนื้อผ้า และราคาได้อย่างเพลินไม่เหมือนร้านแรกที่เดินเข้าไปในวันที่สอง ด้วยอัธยาศัยไมตรีและท่าทีที่ดูจริงใจของแม่ค้า บวกกับความเพลินทำให้หมดเงินไปกับร้านนี้อีก 2,900 รูปี และบทเรียนซ้ำ ๆ คือ ความเพลินสามารถดึงเงินออกจากกระเป๋าเราได้อย่างไม่รู้ตัว
ได้แต่ปลอบใจว่าจะขอเพลินเป็นที่สุดท้าย จะได้จบภารกิจซื้อของฝาก ซื้อแล้วก็จบกัน จะได้ไม่ต้องมาพะวงกันอีก เสร็จจากร้านผ้า ถ้าจะเดินเข้าไปเยี่ยมลานกาฐมาณฑุเป็นการร่ำลาก็ยังได้ แต่สุดท้ายก็ตกลงกันว่าเอาบรรยาศตลาดแถว ๆ นี้ร่ำลาแทนแล้วกัน เรียกสามล้อปั่นที่จอดเรียงอยู่แถวตลาดไปส่งที่เกสต์เฮาส์ เรียกสามล้อปั่นคราวนี้เหมือนจะร่ำลากัน เพราะได้ใช้บริการอยู่หลายครั้ง นึกแล้วก็ภาวนาขอให้เก็บรักษาให้บริการนักท่องเที่ยวต่อไป อย่าได้ให้มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างผุดขึ้นมาในเนปาลเลย ยังอยากได้ยินเวลาสามล้อเรียกลูกค้า “ricksaw?” แล้วพาสองน่องปั่นออกตะบึงส่งผู้โดยสาร ทริปนี้ขอยกให้สามล้อเป็นพาหนะที่เร่งเม็ดพันธ์แห่งมิตรภาพให้เติบโตยิ่ง ๆ ขึ้นไป
เวลาที่เราเรียกสามล้อคงเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วน และไม่รู้ว่าจะเป็นเฉพาะวันศุกร์สิ้นเดือนเหมือนอย่างหลาย ๆ ที่หรือเปล่าที่ทุกคนรีบออกจากที่ทำงาน ทุกคนมีนัด ทุกคนอยากกลับบ้าน เลยถือโอกาสเก็บภาพจราจรแบบ จราจลส่งท้ายกาฐมาณฑุเย็นนี้ เป็นภาพที่หาดูไม่ได้อีกแล้วที่รถทุกคันที่มาจากแยกทั้งสี่ต้องการผ่านวงเวียนที่หน้าตาคล้ายศาลาอะไรซักอย่าง ยืนทำหน้าที่เป็นตำแหน่งของวงเวียนน้อยได้อย่างพอดี แถมรอบ ๆ วงเวียนยังมีแม่ค้าขายผัก อยู่รอบ ๆ วงเวียน โดยไม่สนใจรถรา รถจะวิ่งก็วิ่งไป คนจะขายของก็ขายไป รถทุกคันไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ทุกชนิดกระจุกอยู่ตรงวงเวียนนี้ ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย ทุกคนต้องการไปเหมือนกันหมด
สามล้อคันของเราก็ติดเหง็กเป็นไข่แดงอยู่บนถนนเช่นกัน แต่ผู้โดยสารไม่ขอยอมลงเดินเป็นอันขาดเพราะถือเป็นนาทีที่ ที่จะได้บันทึกภาพเด่นประจำทริปเพิ่มขึ้นอีก  ที่น่าแปลกอย่างหนึ่งคือ แม้รถจะติด รู้ว่าไปกันไม่ได้ ยังบีบแตรกันสนั่น แต่สังเกตได้ว่าผู้ใช้รถแต่ละคนไม่ได้มีสีหน้าหงุดหงิดแบบพร้อมจะระเบิดใส่กัน และดูเหมือนจะร่วมด้วยช่วยกันบอกให้ขยับซ้าย ขยับขวา ไม่ให้ชนกันอีกต่างหาก เรียกว่ายังพอเห็นน้ำใจบนท้องถนนที่ดูขัดกับการขับที่ไม่สนใจกฎจราจรเอาเสียเลย
นั่งอยู่บนสามล้อที่อยู่นิ่ง ๆ เกือบสิบนาทีได้ ต้องเอาผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ใช่ควันธูปหรือควันจากไม้ฟืน แต่เป็นควันรถที่แข่งกันปล่อยรมคนใช้รถใช้ถนน ผู้โดยสารกลัวว่าพี่สามล้อจะใจร้อน อยากจะให้ผู้โดยสารถึงที่หมายไว ๆ เลยบอกแกไปว่า “พี่ ๆ หนูรอได้ ไม่รีบ” ซึ่งจริงๆ แล้วเพียงแค่พ้นวงเวียนนี้ก็ถึงถนนหน้าซอยที่พัก แต่ผู้โดยสารขอดูขอชมจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนเป็นการร่ำลากาฐมาณฑุอีกหนแล้วกัน
และแล้วสามล้อก็พาเราหลุดวงเวียนสำเร็จจนได้ เห็นจราจรอย่างนี้แล้วสงสัยต้องเผื่อเวลาไปสนามบินให้ออกเร็วกว่าที่คาดกันไว้อีกนิด เผื่อผ่านวงเวียนแล้วมีสภาพหมือนอย่างที่เห็น ได้ตกเครื่องอยู่ต่อที่กาฐมาณฑุอีกเป็นแน่ เอาของมาเก็บที่ห้องก็ยังไม่วายบ่นว่าทำไมห้องมันเย็นยะเหยือกอย่างนี้ และภาวนาขออย่าได้ยินเพื่อนบ้านคู่รักสองสัญชาติคุยกันเสียงดังคืนนี้เลย
เดินออกมาหาอะไรกินส่งท้ายค่ำวันสุดท้ายในทาเมล แต่ก็ยังเดินโต๋เต๋ถนนเส้นเดิม เข้าร้านโน่น ออกร้านนี้ ไม่ซื้อไม่หาก็ไม่ว่ากัน ไปได้หนังสือพิมพ์ “The Hialayanm” ที่หน้าหนึ่งพาดหัวข่าวว่าพระราชวังนารายันฮิติ (Naranyanhiti) ได้เปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนชนได้เข้าชม และนั่นหมายรวมถึงจุดที่เกิดเหตุของการสังหารหมู่ข่าวที่ช็อกชาวโลก อีกทั้งนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้มีการรื้อสอบคดีนี้ใหม่และหาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ตามโปรยข่าวที่ว่าไว้ และนี่คือบางส่วนของเนื้อข่าว
PM promises another probe into royal massacre Carnage site made accessible to public “…The government will initiate re-investigation into the massacre and expose the perpetrators…”
เสียเงินค่าหนังสือพิมพ์แค่ 3 รูปี ได้ข้อมูลครบถ้วนไม่ต้องมัวเดาเหมือนพ่อแท็กซี่ที่ได้แต่บอก “may be may be” หรือ “possible possible” แถมยังรู้ทั้งเวลาเปิด-ปิด และค่าเข้าชมอีกต่างหาก โดยเปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันอังคารและวันพุธ และวันหยุดเทศกาล และเมื่อวานเพิ่งเป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนเข้าชม ไม่รู้ที่เห็นเมื่อตอนกลางวันเป็นพวกที่รอเข้าคิวมาตั้งแต่เมื่อวานหรือเปล่า อีกทั้งยังเปิดสายและปิดเร็วอีกต่างหาก โดยเปิด 11.00 – 15.00 เท่านั้น โดยคิดค่าเข้าชมดังนี้ • Napali students - Rs 20 • Other Nepalis - Rs 100 • Chinese and SAARC tourist - Rs 250 • Other tourists - Rs 500 • No entry fee for kids below three years of age สาวไทยตกอยู่ในเกณฑ์ 500 รูปี แม้ใจอยากจะสวมสิทธิ์เป็น Chinese ก็ตามที
ใครจะไปชมก็ลองตรวจสอบข้อมูลวันหยุดให้ดีก็แล้วกัน เพราะที่นี่ท่าทางจะมีวันหยุดเทศกาลหลายวันทีเดียว และพื้นที่ที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้าชมนั้นเป็นพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่พระราชวังทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นที่พักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยรักษาความปลอดภัย และในส่วนของพระราชวังที่มีทั้งหมด 54 ห้อง ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมเพียง 19 ห้อง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือห้องที่เกิดเหตุในศืนวันศุกร์ June 1, 2001.
ข่าวอื่น ๆ หน้าหนึ่งอีกข่าว คือสาวน้อย Rubina Ali ที่แสดงเรื่อง Slumdog Millionaire ได้การต้อนรับที่สนามบินเมืองมุมไบ (Mumbai) อย่างอุ่นหนาฝาคั่งหลังจากบินไปร่วมงาน Oscar ครั้งที่ 81 เพื่อร่วมรับรางวัลในหนังที่เธอเล่นเป็นนางเอกตอนเด็กที่กวาดรางวัลมาทั้งหมด 8 สาขารางวัล ซึ่งรางวัลนี้รวมรางวัลภาพยอดเยี่ยมและกำกับยอดเยี่ยมด้วย เธอคงจะยังตื่นเต้นไปอีกนานเพราะเธอเพิ่งได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต แล้วไหนยังจะมีคนรุมล้อมเธอ เธอคงงุนงงว่าเธอได้สร้างความสุขให้คนในประเทศของเธอได้มากขนาดนี้เชียวหรือ
แต่อนิจา ความสุขนั้นเร็วและบางทีก็เหมือนความฝัน รูบิน่าสาวน้อยวัยเก้าขวบและนักแสดงเพื่อนชายของเธอในหนังที่ชื่อ Salim ต้องตื่นจากโลกแห่งความฝันในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง เพราะในวันที่เกลาต้นฉบับในช่วงเดือนพฤษภาคม เธอและ Salim ที่อยู่ในสลัมคนละที่ในนครบุมไบโดนทางการไล่รื้อถอนโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า แม้ทางการจะให้สัญญากับเด็กน้อยทั้งสองว่าจะหาที่อยู่ใหม่ให้ ในฐานะเป็น “gift” ของขวัญที่เด็กทั้งสองเคยมอบความสุขให้กับคนทั้งประเทศ อ่านข่าวนี้ตอนแรกก็เห็นใจที่เด็กทั้งสองนี้เป็น Slumdog ตัวจริง พาลจินตนาการเห็นถึงวันที่บ้านของเด็กน้อยทั้งถูกรื้อถอน ไม่มีที่ให้ซุกหัวนอน ต้องไปนอนข้างถนน ในขณะที่หนังที่เจ้าหนูแสดงนั้นโกยรายได้ไปถึง 326 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว เห็นใจที่เรื่องจริงที่ไม่ต้องผ่านจอของเด็กน้อยสองคนนี้ มันเน้นย้ำความต่างของ Slumdog และ Millionaire ได้อย่างเศร้าใจจริง ๆ
(***** แต่ตอนนี้ความเศร้าหายไปเยอะ เพราะไปสะดุดหัวข้อข่าวที่โปรยว่า “Slumdog stars ‘skip school’” ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับหลังวันลอยกระทงได้หนึ่งวัน จนต้องรื้อเอาต้นฉบับที่คิดว่าเกลาเรียบร้อยแล้วมาเหลาอีกรอบ โดยในเนื้อข่าวได้รายงานว่าจริง ๆ แล้วเจ้าของหนังที่เป็น Millionaire ตัวจริง ได้หาอพาร์เมนต์ใหม่ให้ครอบครัวของเด็กทั้งสองนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมตั้งเงินกองทุนโดยให้เป็นทุนการศึกษา $ 120 ต่อเดือน ซึ่งดูแล้วก็ไม่ได้มาก แต่ก็ไม่น้อยเลยในโลกของเงินรูปีอินเดีย แถมยังจะเปิดบัญชีธนาคารให้อีกก้อนหนึ่งหากเรียนจบแล้ว
และที่กลับมาเป็นข่าวอีกคือ เด็กทั้งสองโดดเรียน ไม่ยอมไปโรงเรียนได้สองเดือนแล้ว โดยคนที่เป็นเด็กชายอ้างว่าพ่อตาย ต้องไปร่วมพิธีต่าง ๆ นา ๆ มากมาย ส่วนสาวน้อย Rubina อ้างว่าเท้าเจ็บ แถมต้องทนทุกข์กับแผลไฟไหม้ ซึ่งทางกองทุนรับไม่ได้กับข้ออ้างดังกล่าว เลยพยายามยื่นคำขาดกับทางบ้านของเด็ก ๆ ว่าหากเด็ก ๆ ยังไปโรงเรียนแบบเดี๋ยวโผล่ เดี๋ยวหาย กองทุนก็จะไม่ส่งเงินรายเดือนให้ โดยให้คำชี้แนะว่าการศึกษาต้องมาก่อน ซึ่งคำชี้ขาดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่ครอบครัวของเด็กทั้งสองเป็นยิ่งนัก โดยได้โต้ว่า
“Education is important, but there is no need to make it as issue” ประมาณว่า”สำคัญแล้วไง” แถมยังเปรยว่าไม่ช่วยก็ไม่ง้อเพราะ “God will take care of us.” อันนี้ซิเศร้าจริง.... ข่าวคืบหน้าหรือประเด็นของเด็กทั้งสองนี้จะเป็นอย่างไร ก็ติดตามเอาเองก็แล้วกัน *****)
ข่าวพาดหัวอีกข่าวหนึ่ง คือ เนปาลเริ่มสั่งซื้อไฟฟ้าจากอินเดียเมื่อสองวันที่แล้ว โดยผ่านสายส่งเส้น Dhubahi-Kataiya หลังจากที่โรงเก็บไฟฟ้าได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมที่แม่น้ำ Koshi แต่อย่างไรก็ตามการไฟฟ้าแห่งเนปาลได้ย้ำว่าไฟฟ้าที่นำเข้านี้ยังไม่สามารถบรรเทาการงดจ่ายไฟฟ้าจากเวลา 16 ชั่วโมงต่อวันลงได้ “… the power import would not bring any immediate relief from 16-hour power cut.…” นั้นหมายความว่าชาวเนปาลยังคงมีไฟใช้เพียง 8 ชั่วโมงต่อวันเหมือนเดิมต่อไป
ได้หนังพิมพ์ที่ให้คำตอบในบางคำถามที่สงสัยได้อย่างครบถ้วน แล้วเดินเข้าร้านโน่น ออกร้านนี้ต่อ และแม้จะคิดปิดรายการซื้อไปแล้วก็ยังไม่วายเสียสตางค์ในร้านที่ตนเองไม่ได้เป็นคนเดินนำเข้าอีกตามเคย พี่จ๊อดเดินนำเข้าไปค้นหมวกไหมพรมที่มีเปียถักลงมาสองข้างเป็นลูกเล่นที่กองอยู่ในหน้าร้านพร้อมปักป้ายลดราคา เราก็เข้าไปเดินชมสินค้าด้านในร้านรอไปพลาง ๆ
เดินไปเดินมาติดใจย่ามสัญชาติเนปาลเพราะมีป้ายบอกว่าเป็นสินค้าถักมือจาก Pokara และที่โดนใจเหมือนถูกศรปักอกคือเสื้อถักไหมพรมที่ดูพอดีตัว ใส่แล้วรู้สึกถึงความนุ่มและความอุ่นได้ทันที ตั้งใจซื้อจะเอาไปใส่หนาวหน้าที่เชียงใหม่ และที่ทำให้ไม่ลังเลที่จะซื้อเพราะเพิ่งระลึกขึ้นมาได้ว่าเคยมีเสื้อไหมพรมสัญชาติเนปาลสีแดงเลือดหมูที่เพื่อนสาวนกเคยซื้อให้เมื่อสมัยยังเป็นสาวแรกรุ่น คิดถึงเสื้อตัวนั้นขึ้นมาตะหงิด ๆ ตอนนี้มันนอนรออยู่ในตู้ บ่นคิดถึงเจ้าของมันจะแย่อยู่แล้ว แต่ที่ทำให้ซื้อได้สนุกคือ เริ่มจะคุ้นกับจังหวะ ท่าทาง น้ำเสียงที่ใช้ในการต่อรอง ทำให้เป็นเรื่องสนุก
ต่อแบบไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ถ้าได้ก็ดี ไม่ทำให้เป็นเรื่องเสียอารมณ์ ได้ออดอ้อนขอราคาหนุ่มที่ขายอย่างหั่นราคากันไปข้างเพราะใช้ลูกอ้อนพร้อมสายตาว่า “Please, I’m leaving tomorrow” แถมยังได้ผลเกินคาด จะจำไว้ให้แม่นเลยว่าร้านนี้ต้องเดินเข้าไปอีกจะพบเสื้อผ้าไหมพรมกันหนาว ย่าม เสื้อ กระโปรงผ้าสไตล์แขก สไตล์ Bob Malay มีให้เลือกเต็มหลังร้านไปหมด เสียเงินแลกเสื้อไหนพรมที่โดนใจกับย่ามใบน้อยไป 1,800 รูปี ได้ของถูกใจ ถูกราคาเหมือนได้เปล่ามาเป็นที่ระลึก(อีกแล้ว)
รายการซื้อยังไม่จบไม่สิ้น เดินไปหาซื้อโปสการ์ดเพราะเพิ่งจะระลึกได้ว่าควรเขียนหาตัวเองเหมือนอย่างที่เคยทำในวันสุดท้ายนี้เอง ถนนเส้นนี้เดินผ่านหน้าร้าน CD ที่ผ่านทักทายกับพ่อหนุ่มคนขายอยู่หลายครั้ง ที่บางครั้งยังต้องเดินหลบบ้าง เพราะคุณเธอเล่นเดินเส้นนี้เป็นอยู่เส้นเดียว แต่คืนนี้ตั้งใจไม่หลบหน้าเพราะจะไปบอกว่า “I’m leaving tomorrow” ด้วยประโยคเดียวกับที่เพิ่งพูดกับหนุ่มร้านเสื้อไหมพรม แม้ความหมายจะต่างกันตามน้ำเสียงก็ตาม ได้สติกเกอร์วงกลมเป็นรูปดวงตาธรรมที่ตั้งใจจะไปติดที่มุมกระจกหน้ารถ แม้จะติดแล้วใช้เบ่งไม่ได้ก็ตามที อีกทั้งยังได้โปสการด์พร้อมแสตมป์ที่ร้านนี้รับฝากส่งเหมือนกัน เราบอกว่าพรุ่งนี้จะวิ่งเอามาฝากให้ส่งให้ด้วย
ไปจบที่ร้าน Weisen อีกเช่นเคย และสั่งแกงไก่แบบเลาะกระดูก มีแต่เนื้อล้วน ๆ มากินร่ำลาอาหารแขกเป็นมื้อสุดท้าย แต่มื้อนี้เสริฟมาพร้อมกับข้าวสวย เราไม่ได้ทักถามว่ามี chapariti หรือโรตีหรือไม่ตอนสั่งอาหาร เลยกินแกงไก่ราดข้าวเคล้าแสงเทียนตามเคย นึก ๆแล้วก็อยากให้ประเทศนี้ได้รับรางวัลช่วยลดโลกร้อนยอดเยี่ยม โดยไม่ต้องมีแคมเปญ โฆษณาให้เปลืองงบ แบบ “รักษ์โลกต้องปิดไฟ” ที่ผู้คนในหลาย ๆ ประเทศอาจจะตื่นเต้นกับการหากิจกรรมอะไรทำในยามขาดแสงไฟในเวลาหกสิบนาทีต่อหนึ่งปี ในขณะที่ชาวเนปาลีก็ยังคงดำเนินกิจกรรมในชีวิตไปอย่างปรกติในยามที่ขาดไฟฟ้าใช้สิบหกชั่วโมงต่อหนึ่งวัน
จัดการกับมื้อเย็นเคล้าแสงเทียนมื้อสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย เรียกเก็บตังค์ เตรียมออกจากร้าน ไฟฟ้าสว่างพรึบ! ในห้องก็ไม่กิจกรรมใดให้ทำอย่างเคย ออกมาเขียนโปสการ์ดจ่าหน้าถึงน้องอูโน่ กับพี่ปั้น นับเป็นกิจกรรมเพิ่มความบันเทิงให้กับตัวเอง ดีกว่าอยู่ในห้องที่ไฟสลัว ๆ ยังไงชอบกล รีบเขียนให้เสร็จจะได้ไปส่งพรุ่งนี้พร้อมประทับตราส่งจาก Nepal โดยมีเด็กหนุ่มน้อย ผมหยิกเป็นลอนหน้าตาคล้ายเด็กผู้หญิง ลูกน้อยของเจ้าของเกสต์เฮาส์ มาทำกรุ่มกริ่มป่วนเปี้ยนจะเล่นด้วย พร้อมร่องรอยออรีโอ(Oreo) ที่ซื้อมาฝาก เปรอะเต็มปากไปหมด จนพ่อต้องมาตามลูกน้อยไปนอน
ไม่รู้ว่าโปสการ์ดจะใช้เวลาข้ามเทือกเขาหิมาลัยส่งไปที่ลำลูกกา ประเทศไทยกี่วัน คงต้องทำใจนิดหน่อยหากอ้างตามข้อมูลในหนังสือเรียนที่ซื้อมาจากบักตาปูร์ ในบทที่ให้นักเรียนตอบในสถานการณ์ที่กำหนด Situation: Someone asks you how long the post office takes to deliver a letter. What do you reply?” Answer: The post office takes two weeks to deliver a letter (p.123)
คืนนี้เป็นคืนวันศุกร์ เหลือบไปเห็นใบปิดที่กระดานด้านหน้าที่พัก เชิญชวนไปร่วมกิจกรรมคืนหาคู่ หาเพื่อนใหม่ในงาน “Speed Dating Night” ที่แปะอยู่ที่กระดาน นี่ถ้ารู้ว่าร้าน Tom & Jerry’s อยู่ที่ไหน จะถือโอกาสไปส่งท้ายกาฐมาณฑุ คราวนี้แหละที่หนุ่มแปลกหน้าจะได้เจอกับสาวหน้าแปลก อ่านใบปิดที่ว่าแล้วก็เห็นใจกามเทพที่งานคงลดไปเยอะ เพราะกามเทพมักจะมาช้า ไม่ทันใจ ต้องรอนาน บางทีอาจจะไม่มาเลยก็ได้ หรือแม้ว่าจะมาแล้ว แต่กว่ากามเทพจะตั้งท่าเล็งศร ยิงปักอก สู้ Vodka กรึ๊บเดียวไม่ได้ เดี๋ยวก็ได้คู่เอง ว่าแล้วเปรี้ยวปาก หากได้ Gin & Toni มาจิบก่อนนอนคืนนี้คงดีไม่น้อย
คืนนี้เข้านอนโดยปราศจากเสียงที่เล็ดลอดมาจากกระดานไม้อัดตรงหัวนอน ไม่แน่ใจว่าหนุ่มทิเบตกับแม่สาวออสซี่จะกระซิบคุยกันหรือ check-out ออกไปแล้ว ถือว่าโชคดีไปที่จะได้นอนอย่างเป็นสุข ไม่อย่างนั้นได้ออกไปตามหา Tom & Jerry’s เพราะเอาเสียงดังของเพื่อนบ้านมาอ้างนั่นเอง ถือคติที่ว่า”ไร้เสียงเวลานอน มีค่ายิ่งกว่าทอง” พรุ่งนี้ค่อยจัดเก็บของลงกระเป๋ากลับบ้าน ....ราตรีสวัสด์เนปาล....



เที่ยวเนปาล

เนปาล...ตามไปจนเจอ
Shilva Festival ...ในหุบเขาแห่งกาฐมัณฑุ
หิมาลัยไกลสุดตา
โอ้โฮ...บักตาปูร์
ห้วงคำนึงในเมืองเก่า
ลาที...ไม่ลาจาก



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail *
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.

counter on iweb

Your visit