ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
dot
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
bulletเที่ยวเนปาล


web bord
เรื่องราว หน้าบ้าน
เพลง เพลินๆ
สารคดื เรื่องสั้น
hspace=0

เที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เที่ยวเมืองไทย

Angkor variety...เที่ยวนครวัด

โปรแจ๊ค...เชียงใหม่กอล์ฟเซอร์วิส

hotel deals in christchurch hotel deals in christchurch Submit Commission Structure Reminder (Monthly Basis) Number of Departures Booking Commission Percentage (BCP) + Cost Per Click (CPC) 1-15 4% $0.10 16-49 4.5% (after the first 15 checkouts) $0.10 50-99 5% (after the first 49 checkouts) $0.10 100-199 6% (after the first 99 checkouts) $0.10 200-999 7% (after the first 199 checkouts) $0.10 1000+ 8% (after the first 999 checkouts) $0.10


ลาที...ไม่ลาจาก

บทหนึ่งในเนปาล......โดย JarnJoy  

Day 7 (Kathmandu – Bangkok) Sat. 28/2/2009

เมื่อคืนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โชคดีที่ไม่ได้ฟื้นตัวที่ Tom & Jerry’s ไม่อย่างงั้นได้เปลี่ยนวันกลับกรุงเทพแน่นอน เก็บเตียง ปูผ้าขาวแล้วกองของทุกอย่างบนเตียง แล้วแยกของเป็นกอง ๆ พลิกดูกองหนังสือพิมพ์ที่ขอชาวบ้านมาและที่ซื้อมาเมื่อวานเย็นดูอีกรอบ ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยว่าได้ถ่ายรูปกระทบไหล่ดารา เพราะ ในคอลัมน์ “City Post” ของหนังสือพิมพ์ “The Kathmandu Post” ฉบับวันจันทร์ ที่ลงประมวลภาพวันศิวะ-ราตรี ที่วัดปศุฏินาถ ลงรูปพ่อหนุมานหน้าคุ้น ๆ ว่าได้ถ่ายรูปคู่กันมาแล้ว
ส่วนหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวานมีหนึ่งหน้าเต็ม ๆ ยกพื้นที่โฆษณาให้ Indian Idol ที่เป็นรอบตัดสิน และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่แฟน ๆ ในประเทศเนปาลสามารถส่ง SMS โหวตให้คะแนนผู้เข้าแข่งขันได้ และสำคัญกว่านั้นคือผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออยู่หนุ่มเดียวในสามคนสุดท้าย เป็นชาวเนปาลที่ต้องแข่งกับอีกสองสาวชาวอินเดีย อย่างนี้ไม่ให้ชาวเนปาลต้องลุ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะสาว ๆ แฟน ๆ ที่เฝ้ารอชมหนุ่มน้อย Kapil เชื้อชาติเนปาลหนึ่งเดียวนี้ ข่าวแจ้งว่าสามารถชมได้โดยการถ่ายทอดสดผ่านจอยักษ์ (Mega Screen) ที่ลานใหญ่ 2 แห่ง และหนึ่งในนั้นคือ Patan Durbar Square
ที่สำคัญอย่ามัวแต่กรี๊ด ๆ แต่ลืมโหวต โดยเสียค่าโหวตผ่าน SMS ครั้งละ 5 รูปีเท่านั้น และโหวตได้ไม่จำกัดอีกต่างหาก ดูวัน เวลาแล้ว สรุปได้ว่าเขาแข่งกันไปเมื่อคืนเรียบร้อยแล้ว นี่ถ้าไม่มัวแต่อ่านเรื่องพระราชวัง เรื่องไฟฟ้า คงจะได้ตามไปเชียร์น้อง Kapil ที่ลานปาตันตอนสามทุ่มเมื่อคืนแน่นอน ไม่น่าเชื่อเลยว่าลานที่เป็นแหล่งรวมของเหล่าศาสนสถาน ที่ได้รับให้เป็นมรดกโลกกับลาน Indian Idol จะไปด้วยกันได้จริง ๆ

****ผลของการตัดสินหนุ่ม Kapil ชวดตำแหน่งไปอย่างน่าเสียดาย ****

ติดหนังสือพิมพ์ไว้ที่กระเป๋าถือ เอาไว้อ่านเผื่อใช้ไขข้องใจกับอะไรๆที่อาจบังเอิญเจะเจออีกที่สนามบิน จัดของทุกอย่างเรียบร้อย กระเป๋าสะพายใบเขื่องที่ติดมาเป็นกระเป๋าลูกได้ทำงานอย่างสมหน้าที่ ของฝากทุกอย่างจัดลงใส่กระเป๋าใบนี้จนตุง คิดคำนวณราคาของที่อยู่ในกระเป๋านี้แพงกว่าค่ากินกับค่าจิปาถะตลอดทริปนี้เลยทีเดียว ส่วนเสื้อ กางเกง ถุงเท้าที่เอามา ใส่หมด ใส่ซ้ำทุกชิ้น ที่ใส่ซ้ำจนช้ำนิ่มไปหมดคือยีนส์ตัวเก่ง มีเพียงสองชิ้นที่ไม่ได้ใส่เลย คือหมวกและผ้าพันคอที่ติดมาจากบ้าน

สิ่งเดียวที่ต้องถนุถนอมหิ้วขึ้นเครื่องบิน คือถาดทองเหลืองของคุณครูสุรภี ขืนจับใส่ในกระเป๋า จะเสี่ยงต่อการบุบบู้บี้เป็นอย่างยิ่ง เดี๋ยวแม่จะหาว่าไปเก็บตกที่ไหนมา ต้องรักษาถาดทองเหลืองไว้สุดชีวิตเทียบได้กับนายกอภิสิทธิ์รักษาแหวนทองเหลืองจากคุณยายเนียม  เวลาการจัดของลงกระเป๋า กับเวลาจัดการกับตัวเองของแต่ละคนไม่เท่ากัน เลยขอไปหาอะไรกินก่อนที่ Tibet Guest House ตามเคย และก็สั่งแบบเดิมเหมือนเมื่อวานคือ Shallow sausages  โต๊ะข้าง ๆ ก็เป็นครอบครัวหนุ่มทิเบตคนเดิม แต่วันนี้สมาชิกที่เพิ่มมาคือ  ภรรยาออสซี่ตัวเขื่อง เห็นแม่ของเด็กนั่งอยู่ เลยปล่อยให้หนุ่มทิเบตใช้เวลาครอบครัวสุขสันต์ให้เต็มที่ ไม่ได้ถามจิจ๊ะอะไร และไม่ได้ถามด้วยว่าเมื่อคืนทำไมเงียบจัง

ยังมีรายการให้ช็อปในนาทีสุดท้ายจนได้ ตอนวิ่งไปส่งโปสการ์ด ที่ร้านที่ซื้อมาเมื่อวาน เพราะจะเอาเงินที่เหลือจากส่วนที่ต้องจ่ายค่าแท็กซี่กับค่าธรรมเนียมสนามบินที่คำนวนไว้แล้ว ไปแลกย่ามสองใบที่ร้านเมื่อคืนเพราะยังติดใจย่ามผ้าอยู่ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับโครงการลดขยะ โลกร้อน ใช้ถุงผ้าอะไรที่ว่า ๆ กันแต่อย่างใด ทิ้งให้พี่จ๊อดเลือกซื้อธูปหอมเป็นของฝาก ที่ร้านหน้าปากซอย นาทีนี้ต้องเดินปนวิ่งอย่างเดียว มาถึงร้านขายย่าม
เจอพ่อหนุ่มคนเดิมที่ขายของให้เมื่อคืน ทักทายดีใจที่ได้เจอ แต่สาวไทยไม่พูดพร่ำทำเพลง เพราะออกแบบมาก่อนแล้วว่าจะซื้ออะไร คว้าย่ามใบขนาดธรรมดามาหนึ่งใบกับใบเล็กที่ตั้งใจซื้อฝากพี่จ๊อดไว้เป็น “token of appreciation” ซื้อย่ามสองใบนี้ด้วยเวลาไม่เกินสิบนาที และใช้ลูกอ้อนด้วยประโยคเดิม “Please, I’m leaving… แต่เช้านี้เติม “…now” เข้าไปด้วย ตบด้วยสายตาออดอ้อนว่าไปจริง ๆ นะ ไม่ได้หลอก และก็ได้ราคาสมอารมณ์หมายตามเคย ร่ำลาพ่อหนุ่มแบบให้ความหวังเอาไว้ แล้วก็เดินจ้ำกลับเกสต์เฮาส์เพราะหมดเวลาเฉไฉ
ตรวจข้าวของเป็นครั้งสุดท้าย ลากกระเป๋ากองไว้หน้าลานที่พัก ยังไม่วายหยิบใบโฆษณาที่ติดไว้ที่กระดานประชาสัมพันธ์ หน้าที่พัก เก็บไว้ดูพอเป็นไอเดียคราว ๆ ว่าทริปหน้าจะมาลงเรียนภาษาเนปาลดี หรือว่าเข้าคอสท์โยคะดี แต่ไม่ได้หยิบแผ่น“Speed Dating” มาด้วย เอาไว้ถ้ามาคราวหน้า ค่อยมาเช็คช่วงก่อนคืนวันศุกร์แล้วกัน เจ้าของเกสต์เฮาส์ ภรรยา และลูกน้อยมาส่งที่ลานหน้าบ้าน และสิ่งที่ครอบครัวนี้มอบให้ทำให้ต้องอภัยสมกับชื่อหนังสือ “The Wisdom of Forgiveness” ที่อ่าน คือผ้าผืนบาง สีเหลืองอ่อน ที่เจ้าของเกสต์เฮาส์บรรจงคล้องคอ พร้อมให้พรขอให้เราเดินทางโดยสวัสดิภาพ
แท็กซี่พามาถึงสนามบินตามเวลาที่ประมาณไว้พอดี ไม่มีรถติดที่วงเวียน  มีเวลาเหลืออย่างไม่ต้องรีบเร่ง ให้ได้สังเกตสนามบินเต็ม ๆ ตา อีกครั้งก่อนกลับ นับว่าเป็นสนามบินพอเพียงทีเดียวเชียว อาคารของสนามบิมมีเพียงหลังเดียว ส่วนบรรดารถที่จอดคอยรับผู้โดยสาร และแนวรถแท็กซี่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวอาคารเหมือนสนามบินทั่ว ๆ ไป แต่ต้องตัดภาพความหรูหรา ทันสมัยออกไป ผู้โดยสารในสนามบินวันนี้ไม่คับคั่งเท่าไหร่ มองไปรอบ ๆ เห็นผู้โดยสารขาออกหลายคนมีผ้าคล้องคอสีเหมือนของเราเลย เลยคิดสรุปเองว่าคงเป็นประเพณีในการต้อนรับหรือการร่ำลา เหมือนกับการคล้องมาลัย ติดดอกไม้ของบ้านเราประมาณนั้น
ขั้นตอนทุกอย่างทำตามป้ายที่บอกเป็นขั้นเป็นตอนไม่ยุ่งยาก โดยต้องไปเสียค่าธรรมเนียมสนามบินก่อน จากนั้นเดินเข้าไป check-in ยกกระเป๋าชั่งน้ำหนักที่สายพานที่แน่ใจได้ว่ากระเป๋าจะไม่ถูกโยกสับไปรางไหน เพราะมีอยู่เพียงสายพานเดียว ลุ้นแต่น้ำหนักว่าจะเกินหรือปล่าว แต่ปรากฎว่ายังเหลือให้ใส่ได้อีกนิดหน่อย ได้บัตรผ่านขึ้นเครื่องที่ไม่มีการระบุหมายเลขประตูขึ้นเครื่องแต่อย่างใด ที่จริงอยากเก็บบางภาพบริเวณอาคารด้านใน แต่เมื่อโดนขู่ตั้งแต่ตอนขามาที่ลงเครื่องว่า “No photo” ไม่ให้ถ่าย เราก็ไม่ถ่าย แอบถ่ายก็ไม่เอา แล้วคงไม่ใช่ห้ามแต่กล้องถ่ายรูป คงรวมคอมพิวเตอร์ด้วยกระมัง เพราะเห็นเจ้าหน้าที่สนามบินกำลังเจรจากับฝรั่งที่เปิด notebook ท่าทางขึงขังน่าดู ไม่รู้ว่าเจรจาจบกันอย่างไร
เสร็จขั้นตอนจากชั้นล่างไม่มีอะไรให้ต้องอยู่พิรี้พิไร เพราะมีเพียงร้านขายของเล็ก ๆ อยู่สองร้าน ที่เน้นพวกลูกอม ของขบเคี้ยว กับของฝากกระจุก กระจิกในราคาสนามบิน ขึ้นบันไดเลื่อนที่มีเจ้าหน้าที่นั่งตรงหน้าบันไดเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าเป็นผู้โดยสารขาออก บนชั้นสองนี้มียังมีป้ายบอกว่ามี café ซึ่ง จริง ๆ แล้วเป็นร้านขายของมีตู้ sandwich ที่มีให้เลือกน้อยอย่าง ดูแล้วเหมาะสำหรับคนที่ทนหิวไม่ได้จริงๆ ฉะนั้นใครที่เดินทางออกในช่วงเกือบเที่ยงนี้ ควรจะกินมาจากโรงแรมให้เรียบร้อยหรือไม่ก็เตรียม snack ไว้เองล่วงหน้า ไม่ควรคิดจะมาฝากท้องที่สนามบินนี้ ร้านปลอดภาษีก็มีให้เลือกซื้ออยู่เหมือนกันแต่ดูแล้วยังปลอดไฟฟ้าอยู่ เห็นมีแต่น้ำหอมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหลัก
ยังเหลือเวลาอีกเกินชั่วโมง เอาบันทึกมาเขียนเล่น ถือเป็นกิจกรรมที่ดีที่สุดในยามนี้ แถมเอาผ้าคล้องคอมาดูต่างหน้ามาสร้างอารมณ์ซึ้งไปพลาง ๆ ก่อน หากยังไม่อยากเข้าไปข้างใน ก็นั่งเตร็ดเตร่อยู่แถวนี้ก็ได้ แต่สิ่งบันเทิงที่มีให้ผู้โดยสารมีอยู่เพียงสิ่งเดียวคือ ทีวีจอแบนฉายหนังอินเดียให้ดูอยู่หนึ่งเครื่อง และถ้าหากไม่อยากฟังเสียงทีวี ก็เข้าไปรอด้านในเลย โดยต้องผ่านด่านตรวจขาออกก่อน ซึ่งเป็นจุดตรวจที่แยกแถวชาย หญิง ด่านตรวจตรงนี้ค่อนข้างจะตรวจละเอียดถี่ยิบ เปิดค้นทุกซอกทุกมุม
ผ่านด่านสุดท้ายเสร็จสรรพก็เข้าไปนั่งรอให้ห้องรอผู้โดยสารขาออก ที่เป็นห้องติดกระจกใหญ่อยู่ห้องเดียว และคำถามที่ไม่เห็นหมายเลขประตูขึ้นเครื่องในบัตรผ่านขึ้นเครื่องก็มาได้คำตอบที่นี่ ที่ไม่ต้องเดินหาประตูใด เพราะเห็นมีอยู่แค่สองประตู และหน้าทางเข้าจะมีป้ายของสายการบินที่จะออกในไฟลท์ต่อไปตั้งบอกไว้ ไม่มีขึ้นผิดเครื่องแน่นอน ขณะนั่งรอเครื่องออก พาลให้นึกถึงเมื่อตอนเป็นผู้โดยสารขาเข้าที่ตั้งคำถามถึงสภาพสนามบิน แล้วก็หาคำตอบให้กับตัวเอง และเหมือนจะเข้าข้างการท่าอากาศยานเนปาลว่า ด้วยความเก่าและความไม่นำสมัยนี่กระมังที่ทำให้ขั้นตอน พิธีการต่าง ๆ เรียบง่าย สั้นกระชับ ไม่เสียเวลาแต่ประการใด
นึกแล้วก็ขอลบคำถามที่ตั้งไว้ และขอให้สนามบินนี้เป็นไปอย่างที่มันเป็นอยู่อย่างเดิมแล้วกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นสนามบินที่นำสมัยสุด หรือเก่าโบราณเพียงใด ก็ทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ลงที่หมายเหมือนกันหมด จะมีก็แต่ตัวผู้โดยสารเองต่างหากที่จะจัดจิตของตนให้อยู่เป็นปรกติในช่วงเวลาที่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงนี้ได้อย่างไร ห้องนั่งรอเครื่องออกด้านในนี้ยังมีทีวีจอแบนฉายหนังอินเดียให้ดูอีกตามเคย ดูแล้วก็เพลินดี เสียดายที่ไม่ได้ซื้อซีดีหนังของ Bollywood ติดมาด้วย เพิ่งมานึกขึ้นได้ก็ตอนที่ได้ดูอะไรขำ ๆ ในหนังนั้นแหละ
หากใครหิวน้ำเชิญบริการตัวเองได้โดยมีถังน้ำเย็นตั้งไว้ให้ และไม่ต้องก้มหาแก้วกระดาษ หรือภาชนะอื่นใด เพราะมีแต่เหยือกพลาสติกใบเดียวให้ใช้รองน้ำแล้วเล็งจ่อปากเหยือกรินน้ำให้มั่น เป็นภาพเดียวกับที่ลูกค้าร้าน Momo ที่บักตาปูร์ดื่มก่อนออกจากร้าน พี่จ๊อดรีบสะกิดให้ดู กลัวเราพลาด แถมเธอยังนั่งสเกตเป็นภาพการ์ตูน เธอกลัวภาพประทับใจของเธอจะหายไปจากความทรงจำ แหมเห็นย้ำถึงสองครั้ง ใครจะลืมกันได้ลงคอ
แนวเก้าอี้ด้านหลังเป็นหนุ่มแขกแต่งตัวโก้ ไม่รู้จะไปประเทศไหน ที่เด่นชัดมากกว่าใส่สูทผูกไทค์ คือหน้าผากแต่ละคนมีติกะสีแดงก้อนใหญ่ติดอยู่บนหน้าผาก คงไปไหว้พระขอพรก่อนออกเดินทางเป็นแน่ หันไปยิ้มหวานให้ทีแล้วกลับมานั่งจด นั่งดูอะไรไปเพลิน ๆ ต่อ หน้าประตูทางออกยังไม่มีป้ายของสายการบินไทยมาตั้ง แต่เป็นสายการบินที่ไม่คุ้นชื่อมาก่อนชื่อ Etihad Airways และที่น่าสนใจคือที่ป้ายจะมีเขียนบอกน้ำหนักกระเป๋าที่ขึ้นเครื่อง Maximum Cabin Baggage Allowance Diamond First Class 12 kg Pearl Business Class 12 kg Coral Economy Class 7 kg ดูแล้วน้ำหนักกระเป๋าถือกับถาดทองเหลืองครูสุรภีที่ขึ้นชั้น “ปะการัง” อย่างเรายังไงก็ไม่เกิน 7 กิโลแน่นอน
เขียนก็แล้ว ดูคน ดูหนังก็แล้ว เอาหนังสือพิมพ์มาอ่านต่ออีก นอกจากข่าวแล้ว ยังบทความที่น่าสนใจทีเดียว มีทั้งเรื่องสุนัขจรจัดในกาฐมาณฑุที่มีทั้งเชื้อโรค ขาดอาหาร บาดเจ็บจากอุบัติเหตุโดนรถทับ รถเหยียบ และสาเหตุการเพิ่มจำนวนของสุนัขจรจัดนั้นเหมือนกันหมดทุกที่ คือ เอ็นดูแต่ตอนที่มันยังเด็ก แต่ไม่ยอมที่จะรับเลี้ยงดูมันไปจนตาย ถึงขนาดยกประเด็นหาหมาของครอบครัวตัวแรกที่จะเข้าบ้านของประธานาธิบดี บาราก โอบามา เป็นตัวอย่างในการรับผิดชอบชีวิตของหมา
ซึ่งหากนับวัน เวลาของหนังสือพิมพ์ที่ลงบทความนี้ ลูกสาวมาเลีย (Malia) และ ซาช่า (Sasha) ก็ยังไม่ได้หมาตัวใหม่ตามที่พ่อสัญญาว่าจะให้ หากได้เป็นประธานาธิบดี ซึ่งพ่อได้ตำแหน่งนี้อย่างไม่เป็นทางการมาตั้งแต่ช่วงปลายพฤศจิกายนมาแล้ว สาวน้อยมาเลีย กับ ซาช่า คงยังใจจดใจจ่อต้อนรับหมาตัวใหม่อยู่ต่อไป
และแล้ววันที่เกลาต้นฉบับในช่วงเดือนเมษายน เจ้าโบ (Bo) สุนัขพันธ์โปรตุกีสวอเตอร์ เพศผู้ ขนตัวสีดำ มีสีขาวแซมตรงอกและเท้า และแต้มตรงหนวดเล็กน้อย เป็นหมารูปร่างไม่ใหญ่ ไม่โต ได้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านท่านประธานาธิบดี สมใจมาเลียและซาช่า เจ้าโบเลยได้ตำแหน่งสุนัขหมายเลขหนึ่งไปโดยปริยาย หน้าตาจะน่าเอ็นดูอย่างไร ก็เปิดอินเตอร์เนตหารูปดูเองก็แล้วกัน เจ้าโบกลายเป็นดาราและเป็นที่รักของทุก ๆ คน แต่สองสาวน้อยอาจแอบมีปนแค้นเล็กน้อย เพราะคุณพ่อสั่งว่าต้องเก็บอึเจ้าโบด้วย ตามที่ได้ตกลงกันตั้งแต่แรก และหากใครอยากจะทราบไปถึงว่าสองสาวจะแบ่งเวรเก็บอึกันวันไหน หรือไม่ อย่างไร คงต้องส่งจดหมาย จ่าหน้าถึง Malia & Sasha Obama โดยค้นที่อยู่ของทำเนียบขาวให้ดี ๆ ก็แล้วกัน ใครได้คำตอบช่วยบอกด้วย
ส่วนบทความเรื่องใกล้ตัว ที่ไม่พ้นเรื่องนักเรียนกับครู คือ เรื่องระบบการศึกษาของเนปาลที่แต่ละโรงเรียนใหญ่ ๆ ในกาฐมาณฑุมุ่งเน้นให้มีความเป็นเลิศ ความสมบูรณ์แบบตาม slogan ของโรงเรียนต่าง ๆ เช่น “We strive for perfection”, in pursuit of excellent” ผู้เขียนถึงขนาดบรรยายว่าเด็กที่นี่แต่งชุดนักเรียนเต็มยศ ขัดรองเท้ามันวับ หวีผมเรียบแป้ แบกเป้ กระเป๋านักเรียนใบโต
แต่ถ้าได้ลองพูดคุยถามเด็กดู จะรู้ว่าสิ่งที่เด็กตอบเป็นการสะท้อนระบบการศึกษาเนปาลที่เป็นเรื่องที่น่าห่วงเป็นอย่างมาก เด็กจะทำหน้าแบบ “I hate going to school!” ที่นี่การสอนการสอบยังเป็นระบบเก่า ๆ ที่ให้เรียนในตำราหนาปึ๊ก ไม่มีการให้เด็กได้ค้นคว้าเอง แถมการสอบวัดผลทำแบบครั้งเดียวรวดในเวลา 3 ชั่วโมง ไม่มีการประเมิณแบบวัดผลอย่างต่อเนื่อง อ่านแล้วพาลให้นึกหนังสือเรียนภาษาอังกฤษเล่มหนาที่ซื้อมา กับคำถามที่ว่าเด็กนักเรียนที่นี่ไม่เรียนหนังสือกันหรืออย่างไร เห็นจนไม่อยากตั้งคำถาม ไม่รู้ว่าควรจะอ้างบทความนี้ตอบข้อข้องใจที่เก็บไว้ตลอดทริปได้หรือเปล่า
อีกข่าวที่ไม่รู้ว่าหนุ่ม ๆ ที่นั่งอยู่ข้างหลังจะเป็นคนในข่าวหรือเปล่า เป็นข่าวของแรงงานเนปาลส่วนใหญ่ ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานชาวเนปาลในมาเลเซียมีประมาณ 300,000 เป็นแรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานในภาคการเกษตรและการก่อสร้าง แต่เนื่องจากพิษแฮมเบอร์เกอร์สะท้านโลก ทำให้รัฐบาลมาเลเซียต้องประกาศไม่รับแรงงานต่างชาติเพิ่มตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่แรงงานที่ทำอยู่ก่อนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศนี้ อย่างไรก็ตาม จำนวนแรงงานชาวเนปาลที่ไปหางานทำในต่างประเทศก็ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ อ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่าหนุ่มเนปาลที่กำลังจากบ้านจากเมืองนี้จะไปไหน หรือจะไปมาเลเซียที่ได้ค่าจ้างประมาณ เดือนละ $167 หรือเปล่า
ข่าวเบา ๆ ก็มีให้อ่านเหมือนกันจากพาดหัว “Bakery Momo Mania”  จะจัดขึ้นในเย็นวันนี้ เป็นงานของผู้ที่หลงไหลหายใจเข้าหายใจออกเป็น Momo โดยงานนี้จัดขึ้นทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองที่ Momo นับเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของชาวเนปาล งานนี้จะมี Momo ถึง 22 ชนิด ที่รวมถึง Momo ไก่ แพะ และเนื้อควาย ไม่รู้ว่า Momo ที่กินที่บักตาปูร์นั้นจะใส่เนื้อแพะหรือเนื้อควาย แต่ที่กินที่ นาการ์กอตพอเดาได้ว่าเป็น Momo ไส้ไก่ เพราะเห็นไก่ผูกขารอเชือดอยู่แถว ๆ นั้น นอกจากนี้ highlight ของงานยังมีการแข่งกิน Momo ทำ Momo และแข่งดื่มเบียร์กันด้วย งานนี้แม้จะสนใจแต่ก็ไปร่วมด้วยไม่ได้จริง ๆ
อ่านกำลังเพลิน ป้ายการบินไทยถูกยกมาตั้งหน้าประตูทางออกแล้ว ได้เวลาขึ้นเครื่องเดินทางกลับบ้าน ที่ไม่กี่อึดใจก็จะถึงที่หมายปลายทาง แต่ยังแอบภาวนาให้หนุ่มๆ เนปาลที่กำลังเดินทางจากบ้าน ได้ถึงที่หมายที่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ให้เดินทางโดยสวัสดิภาพด้วยเช่นกัน ได้เวลาลาจากกาฐมาณฑุจริง ๆ แล้ว

Malai Nepal manparcha Pheri bhetaula Nemaste Nepal




เที่ยวเนปาล

เนปาล...ตามไปจนเจอ
Shilva Festival ...ในหุบเขาแห่งกาฐมัณฑุ
หิมาลัยไกลสุดตา
โอ้โฮ...บักตาปูร์
ห้วงคำนึงในเมืองเก่า
หลากอารมณ์ที่กาฐมัณฑุ



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail *
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.

counter on iweb

Your visit