ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
dot
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
bulletเที่ยวเนปาล


web bord
เรื่องราว หน้าบ้าน
เพลง เพลินๆ
สารคดื เรื่องสั้น
hspace=0

เที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เที่ยวเมืองไทย

Angkor variety...เที่ยวนครวัด

โปรแจ๊ค...เชียงใหม่กอล์ฟเซอร์วิส

hotel deals in christchurch hotel deals in christchurch Submit Commission Structure Reminder (Monthly Basis) Number of Departures Booking Commission Percentage (BCP) + Cost Per Click (CPC) 1-15 4% $0.10 16-49 4.5% (after the first 15 checkouts) $0.10 50-99 5% (after the first 49 checkouts) $0.10 100-199 6% (after the first 99 checkouts) $0.10 200-999 7% (after the first 199 checkouts) $0.10 1000+ 8% (after the first 999 checkouts) $0.10


ห้วงคำนึงในเมืองเก่า

บทหนึ่งในเนปาล......โดย JarnJoy  

Day 5 Bhuktapur – Kathmandu Thu. 26/2/2009

เช้านี้ตื่นมาพร้อมเสียงระฆังดังมาจากวัดข้างที่พัก นับเป็นเช้าที่แปลกและพิเศษอีกเช้าหนึ่ง จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองได้ยินเสียงระฆังวัดดังหง่างเหง่งยามเช้าครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่   โงหัวขึ้นมาดูแสงเช้าของเมืองบักตาผ่านปูร์  ผ่านหน้าต่างห้องพัก เห็นแสงสวยตัดผ่านหลังคาวัดเนียตะโปลา  รีบหยิบกล้องไปเก็บภาพตะวันยามเช้าของเมืองนี้บน rooftop ชั้นสาม อันร้านอาหารของเกสต์เฮาส์ หยิบเสื้อ coat มาสวมทับชุดนอนแล้วเผ่นออกไปในสภาพนี้เลย
ชั้นสามยังโล่งไร้ผู้คน ค่อย ๆ ย่องไปที่ครัว เห็นพ่อครัวกำลังนอนคลุมโปง เฝ้าหน้าเตากันตรงนั้นเลย เราเลยค่อย ๆ ย่องออกมา กลัวพ่อครัวแกจะเขินหากตื่นมาเจอสาวหน้าแปลกแต่เช้า ข้อดีของการได้พักค้างคืนต่างเมือง คือ ได้เห็นแสงในแต่ละช่วงของวันที่แตกต่างกัน และแสงของวันทำให้การรับภาพ การตีความ และอารมณ์แตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนแสงเช้าและแสงยามเย็น ที่นาการ์กอตและที่ปักตาปูร์แห่งนี้
ภาพยามเช้าที่ปรากฎ จากมุมระเบียงบนร้านอาหารนี้ คือแสงของดวงอาทิตย์ฉายผ่านหมอก สาดส่องหลังคาห้าชั้นของวัดเนียตะโปลา เป็นภาพ เงา(Silhouette) เน้นให้เห็นรูปทรงชั้นเชิงของมณฑปชัดเจนสวยงาม และหากปรับโฟกัสตาซูมเข้าไปอีกนิด เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งรีบมาตีตั๋วนั่งเล่นชมวิวอยู่ด้านบนแต่เช้า ไม่รู้ว่ากินกาแฟกันมาหรือยัง
บริกรหนุ่มเนปาลขึ้นมาดูแลเปิดร้าน จัดโต๊ะ เลยขอแก้วกาแฟสองชุดไปชงกาแฟสัญชาติเวียดนามในห้องพัก ก่อนที่จะมาจัดการสั่งอาหารเช้าที่นี้อีกที กลับเข้าห้องพักจัดการกับกาแฟ ให้กระชุ่มกระชวยก่อนที่จะจัดการตัวเอง เราผลัดกันขึ้นมากินอาหารเช้า  ให้อีกคนได้มีพื้นที่ให้การจัดการตัวเองและข้าวของสัมภาระ เพราะดูแล้วคงขลุกขลักลำบากพิกลหากสองคนจัดการแต่งตัวพร้อมกัน กับข้าวของที่เต็มห้องอันมีพื้นที่ใช้สอยจำกัดเช่นนี้  อีกทั้งเป็นการไม่เสียเวลาดีด้วย
เช้านี้กินอาหารเช้าไปชมหลังคาวัดไป เมนูก็ยังเป็นไข่ที่กินติดต่อกันมาสี่เช้าแล้ว แต่เช้านี้ขอเปลี่ยนจาก omelet ที่กินมาแล้วสามวันรวด  เป็น scramble egg ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ต่างไปสักเท่าไหร่ เช้า ๆ อย่างนี้อารมณ์มากเรื่องยังไม่ตื่น เอาง่าย ๆ ไว้ก่อน พร้อมกับขนมปังปิ้งกับกาแฟร้อนอีกตามเคย แต่ก่อนจะจัดการกับอาหารที่เสริฟมา ต้องจัดการเช็ดฝุ่นจากส้อม เช็ดมีด ที่ห้อยเรียงกันดูแล้วเป็นระเบียบ แต่ดูออกจะขัดกับหลักสุขอนามัยไปนิด อาศัยอาหารเช้าที่แสนจะธรรมดาให้อยู่ท้องก่อน เพราะคาดว่ากว่าจะได้กินอีกทีคงได้ไปกินที่กาฐมาณฑุมากกว่าจะตะเวณหากินที่นี่
เหลือบไปเห็นลูกค้าอีกโต๊ะเป็นสาวผมทอง ไม่รู้ว่านั่งรอพลัดกับเพื่อนทำธุระที่ห้องเหมือนเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขณะกำลังประกบไข่กับขนมปังกินเป็นแซนด์วิส พลันตาก็เหลือบไปเห็นตำราเรียนภาอังกฤษที่เก็บอยู่ในตู้หนังสือแถว ๆ ที่โต๊ะที่นั่ง วิญญาณครูภาษาอังกฤษสิงเข้าทันที ตำราที่เห็นเป็นสองภาษามีภาษาเนปาลกำกับ เห็นแล้วก็ไม่รู้ว่าครูที่นี่จะมีวิธีสอนให้น่าสนใจอย่างไร เพราะหน้าตาตำราไม่ได้เชิญชวนให้นักเรียนเปิดอ่านแต่อย่างใด แต่ที่ครูไทยสนใจกว่ารูปเล่มตำราคือเนื้อหาที่สะท้อนสภาพสังคมของที่นี่ได้เป็นอย่างดี
ด้วยเนื้อหาในจดหมายตอนหนึ่งที่เขียนถึงเพื่อนประมาณว่าตอนนี้ยังหางานทำอยู่ในกาฐมาณฑุ แต่คงหางานลำบากเพราะ “I have no connection” รู้สึกบริบทนี้จะคุ้น ๆ คล้าย ๆ จะเกิดในทุก ๆ สังคมที่เป็นระบบอุปถัมภ์อย่างไรไม่รู้ ถามน้องผู้ชายที่เสริฟที่วิ่งขึ้นวิ่งลง ที่ช่วยทั้งงานในครัวกับงานในเกสต์เฮาส์ ว่าหาซื้อตำรานี้ได้ที่ไหน อยากซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก(อีกแล้ว) น้องผู้ชายรีบชี้ซอยทางไปร้านหนังสือที่เห็นอยู่ด้านล่างที่อยู่ใกล้ ๆ ที่พักนั่นเอง
คนที่ห้องยังจัดการกับตัวเองไม่เสร็จ เราเลยรีบวิ่งไปซื้อตำราที่ว่า ร้านนี้มีตำราเรียนและอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ เต็มไปหมด ไม่รู้ว่าจะเป็นร้านเดียวในบักตาปูร์หรือปล่าว ดูท่าทางกิจการจะขายดี ตำราภาษาอังกฤษที่นี่แบ่งเป็นระดับชั้นที่ชื่อเรียกไม่เหมือนบ้านเรา แต่เดาว่าถอดมาจากอังกฤษเพราะอย่างน้อยเนปาลก็ดองกับอินเดียมาก่อน ที่จริงแล้วตำราภาษาอังกฤษที่เป็นแบบทันสมัยเหมือนที่ขายในบ้านเราก็มีให้เห็น แต่อยากได้เล่มสัญชาติเนปาลมากกว่า เราอุตสาห์จดหน้าปกหนังสือ แต่ไม่ยักเห็นมีเหมือนเล่มในตู้ เลยลองเปิดเล่มอื่นที่รูปร่างหน้าตาคล้าย ๆ กัน เลือกหยิบมาเล่มหนึ่ง “Compuulsory English - (PCL) 2nd Year & Class XII” ด้วยราคา 120 รูปี ตามราคาตามปก พ่อค้าตบ ๆ ฝุ่นที่หนังสือ แล้วจับใส่ถุงหิ้วสีดำเอนกประสงค์ตามเคย
ลอง ๆ พลิกอ่านดูเนื้อหาที่มีมากกว่าเป็นหนังสือเรียนภาษาอังกฤษธรรมดา ๆ เพราะมีเนื้อหาด้านอื่น ๆ ที่พอเป็นภาพสะท้อนอะไรได้หลาย ๆ อย่างเช่น จดหมายที่เขียนชวนเพื่อนให้มาเที่ยวที่กาฐมาณฑุ มีประโยคหนึ่งบอกว่า “There is no scarcity of water” สงสัยต้องเขียนย้ำเพราะเกรงว่าเพื่อนจะไม่มาหากมีน้ำไม่พอใช้ เพื่อนจะได้สบายใจ ไม่ต้องไปยืนรองน้ำที่บ่อสาธารณะตามวัดหรือตักตามบ่อเหมือนอย่างที่เห็น ๆ มาแล้ว แค่สารจากใจที่สื่อในจดหมายน้อย ๆ ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศนี้ขาดแคลนน้ำมานานแล้ว แม้ปัจจุบันโลกกำลังจะแล้งน้ำ แต่เนปาลได้ขาดแคลนนำไปก่อนแล้ว ไม่รู้ว่าที่ไม่มีน้ำ จะเกี่ยวกับการไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยหรือเปล่า
แต่บทที่โดนใจคุณครูมากที่สุดเป็นบทที่ให้เล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ของแต่ละคน มีตอนหนึ่งที่ว่า “The most boring job I have ever had was teaching. I used to explain everything to the students, but they would never listen to me.” โชคดีไปที่บุคคลที่ได้แบ่งปันความในใจนี้ได้เปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นแล้ว หากขืนทนสอนต่อ ก็จะแย่ทั้งครู ทั้งเด็ก และบทหนึ่งที่มีเนื้อหาที่ช่างบังเอิญไปพ้องกับเหตุการณ์เมื่อวานสด ๆ ร้อน ๆ คือบทที่ว่าด้วย “Fantasies” ที่ให้แต่ละคนบอกว่าจะเลือกไปที่ไหน ทำอะไรที่พิเศษหรือหรูที่สุดในหนึ่งวันถ้ามีโอกาส
คำตอบมีหลากหลาย บ้างก็อยากจะไปทิเบตไปนั่งจิบน้ำชาดูคนที่ Lhasa บ้างก็อยากไปลอนดอนไปซื้อเสื้อผ้าแพง ๆ กินอาหารใต้แสงเทียนในโรงแรมหรู บ้างก็อยากไปนิวยอรค์ไปขึ้นตึก Empire State ไปสวนสนุกและก็
“…I would have a hot-dog and French fires and a very large glass of Coca Cola…”
และมีคำตอบหนึ่งที่ขออนุญาตคัดลอกเนื้อความมาให้อ่านทั้งหมด
“If I had a chance one day I would go to Kathmandu. I’d go up the Bhimsen Tower. I’d take a very expensive car and drive around the city. I’d have Momo and a very large bottle of Coca Cola and finally I’d probably go to a show in a good cinema hall and get a very expensive ticket and sit in the best seat in the hall. I would have my supper at Nanglo and would go to Hotel Soaltee to spend the night." (p. 189)
หากคนเรามักจะฝันในสิ่งที่ขาด พี่จ๊อดน่าจะภูมิใจที่เธอได้ทำสิ่งในที่เด็กนักเรียนเนปาลใฝ่ฝันถึง คือ การได้ดื่มโค้กแก้วโต ๆ หรือดื่มจากขวดยักษ์ เธอได้กินน้ำดำทุกครั้งที่กระหาย แม้บางครั้งจะดูทุลักทุเลไปหน่อย  แม้ Momo จะเป็นสิ่งที่ดูเหมือนทุกคนหากินได้เป็นธรรมดา แต่หากได้น้ำดำกินตบท้ายแทนน้ำเปล่าที่ทางร้านเตรียมไว้ให้  คงเหมือนได้ขึ้นสวรรค์แน่นอน และหากอยากมีประสบการณ์แปลก ๆ ก็น่าจะลองเข้าโรงหนังเมืองแขกที่นี่ดูซะรอบ จะได้รู้ว่าทำไมเจ้าของคำตอบนี้ถึงฝันอยากได้นั่งในโรงหนังเทียบชั้นแบบ Cinemax ส่วนสถานที่ที่ระบุอื่น ๆ นั้นจะหรู จะเลิศอย่างไรลองสืบค้นหากันเองก็แล้วกัน ตกลงของที่ระลึกจากบักตาปูร์ คือสมุดนักเรียน กับตำราเรียนที่ได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจอีกตามเคย เป็นบทเรียนเดิม ๆ เกี่ยวกับการซื้อของที่ระลึก คือมักจะได้มาโดยไม่ได้วางแผนแต่อย่างไร มันอยู่ที่จะโดนมากหรือน้อยมากกว่า
จัดการเก็บกระเป๋าแล้วยกเอามาฝากไว้ข้างล่างก่อนเพราะไม่รู้จะกลับมา check-out กี่โมง คืนห้องให้เขาไปก่อน จะได้เข้าไปทำความสะอาด ขายให้รายอื่นต่อไปได้อีก เช้านี้เดินไป Dattareya Square ลานที่พลาดไปชมเมื่อวาน ลานนี้ที่มีวัด Dattatreya Temple เป็นจุดเด่นของลาน โดยวัดนี้เชื่อกันว่าสร้างมาจากไม้ต้นเดียว แต่ที่เด่นและทำให้ทุกคนต้องไปลานนี้คือหน้าต่างพ่อนกยูง (The Peacock Window) ซึ่งถือเป็นหนึ่งของ “Nepal’s signature” หากเทียบได้กับอาหาร คงเป็น Chef’s signature ที่ใคร ๆ ก็ต้องสั่งมาชิมกัน คงเช่นเดียวกับหน้าต่างพ่อนกยูงที่ทุกคนต้องมาชมว่าพ่อนกยูงนี้จะลำแพนหางได้สุดสวยปานใด เลยขออนุญาตเรียกลาน Dattareya Square ว่าลานหน้าต่างพ่อนกยูงแล้วกันเพราะเรียกง่ายกว่ากันเยอะ
มี่จริงแล้วอยากจะเรียกลานแม่นกยูง แต่ก็ขัดตรงหางที่ลำแพน และทางที่จะไปลานพ่อนกยูงนี้ คือ เดินย้อนกลับไปทางที่เป็นทางเข้าก่อนจะเข้ามายังลานวัดเนียตะโปลาแห่งนี้ เดินยังไม่พ้นลานวัดเนียตะโปลามีขบวนแห่ ปี่ กลอง บรรเลงตามมา อีกทั้งมีแพะน้อยสองตัวเดินนำหน้า ไม่รู้ว่าแพะน้อยจะรู้หรือไม่ว่าวันนี้เป็นสุดท้ายของชีวิต เห็นภาพอย่างนี้แล้วอย่าได้จิตตกนึกสงสารแพะจนใจไปตกอยู่ที่ตาตุ่ม ให้นึกซะว่าแพะที่นี่เกิดมาเพื่อเป็นแพะรับปาบตัวจริง เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นพิธีอะไร การบูชายันต์ถือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม และแพะได้ถูกกำหนดบทบาทมาเพื่อสิ่งนั้นตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฉะนั้นได้ดู ได้เห็น แต่อย่าเก็บมาคิด หรือตัดสินใจแทนว่าไร้ความเมตตาต่อสัตว์ จะพลอยให้อารมณ์หมองไปเปล่า ๆ
และลานประหาร คือลานน้อย ๆ หน้าวัด Bhairabnath ที่เพิ่งสังเกตและรู้ว่าเป็นวัดเมื่อเช้านี้เอง ไม่รู้ว่าจุดใต้ตำตออีกหรือปล่าวเพราะเมื่อวานมัวแต่เพลิดเพลินชมความสูงของวัดเนียตะโปลา กับเห็น Café กลางลาน ส่วนวัด Bhairabnath เห็นเป็นอาคารอาคารหนึ่งที่มีแท่นบูชาอยู่ด้านหน้า พร้อมผงสีแดงทาทั่วรูปสลักต่าง ๆ ถือว่าตาถั่วอีกรอบ และวัด Bhairabnath แห่งนี้นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของเสียงฉิ่ง กรับ เกราะโกร่ง ที่ขับกล่อมเมื่อคืนนี้ ระหว่างทางจะไปลานหน้าต่างพ่อนกยูง ก็เห็นขบวนอื่นอีกสองขบวนเห็นจะได้
คงเป็นอย่างที่พี่แขกเจ้าของเกสต์เฮาส์บอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล หากอยู่หลายวันหน่อยวันคงเห็นจนเบื่อไปข้าง ไม่ต้องรีบวิ่งไปดู ไปถ่ายรูปเหมือนครั้งสองครั้งแรกที่เห็น เดินมาตามทางที่เดินเมื่อวาน เพียงแต่เมื่อวานเดินสั้นไปนิด หากเดินเลยมาอีกหน่อย ก็ได้เห็นลานสามลานครบตามลายแทงในวันเดียวเรียบร้อยไปแล้ว ลานหน้าต่างพ่อนกยูงนี้มีขนาดเล็ก สีอาคารไม้รอบ ๆ ลานเคลือบด้วยฝุ่นแดง สีครือ ๆ ไปกับสีอิฐแดงปนส้มที่ปูพื้น อาคารที่ตั้งเด่นอยู่ตรงกลางคือวัด Dattatreya Temple
เช้านี้เห็นหัวหน้าทัวร์บอกบรรยายลูกทัวร์ได้สองกลุ่มเห็นจะได้ เป็นฝรั่งชุดหนึ่ง อีกชุดหนี่งหน้าตาไม่เกาหลีก็จีน อยากจะทำตัวกลมกลืนฝืนเข้าไปในกลุ่มคนแอบฟังว่าบรรยายอะไรกันบ้าง แต่ด้วยหน้าตาที่หลอกหัวหน้าทัวร์ไม่ได้ จำต้องเปิดตำราสืบหาตำแหน่งหน้าต่างพ่อนกยูงอยู่หนไหนด้วยตัวเอง ก่อนจะไปตามหน้าต่างพ่อนกยูง เดินสำรวจวัด Dattatreya รอบ ๆ ได้แต่แอบมองลอดช่องซีกหน้าต่างไม้ที่ยังเห็นเทียนจุดบูชาอยู่ด้านใน แสดงว่ายังเป็นศาสนสถานที่ยังมีชีวิตอยู่ วัดนี้ไม่อนุญาตให้คนที่ไม่ใช่ชาวฮินดูเข้าไป เราได้แต่เดินรอบ ๆ ตามหาเสาที่มีภาพแกะสลักอีโรติกรอบ ๆ วัด ตามคำบอกในไกด์บุ๊ค
ซึ่งจริง ๆ แล้วคำเชิญชวนให้มาชมภาพสลักที่ออกจะอีโรติกไม่ได้เป็นจุดหมายใหญ่ เพราะหนังสือเกี่ยวกับกามาสุตรามีให้เห็นในร้านหนังสือทุกร้านในทาเมล แถมยังจัดเป็นหมวดหมู่ให้หาได้ง่ายอีกต่างหาก แต่ที่สนใจคือทำไมภาพลักษณะนี้สามารถปรากฎตาม ศาสนถานต่าง ๆ ได้อย่างกลมกลืน แม้บ้างจะอ้างว่าเป็นวิธีสอนเพศศึกษา แต่ดู ๆ แล้วศาสนากับเพศศึกษามันน่าจะแยก ๆ กันอยู่คนละตำรากันนะ และแล้วไม้แกะสลักกระบวนท่าต่าง ๆ ในกามาสุตราก็ปรากฎอยู่ตรงหน้า ด้วยท่วงท่าที่ไม่ต่างจากหนังสือแต่อย่างใด ที่ยังน่าสนใจไม่หายคือทำไมภาพศิลปดังกล่าวแสดงกันอย่างโดดเด่น ไม่ต้องแอบซ่อนในเชิงศิลป์ ทำให้กลมกลืนกับส่วนประกอบของภาพอื่น ๆ แต่อย่างใด
เดินดูจนประมวลภาพต่าง ๆ ไว้ในสมองได้ขึ้นใจแล้วก็เดินจากไป ทางเข้าไปดูหน้าต่างพ่อนกยูงจะมีป้ายเล็ก ๆ บอกที่ต้นซอยว่าอีกประมาณ 500 เมตร เข้ามาในซอยน้อย ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นซอยที่อาศัยของผู้คน มีร้านขายของที่ระลึก อยู่ประปราย แถมมีร้าน CD เพลงเปิดเพลงแขกสไตล์ chill-out music เข้ากับบรรยากาศได้ดีทีเดียว เดินไปก็แหงนหน้าเดินตามหาหน้าต่างพ่อนกยูง เพราะทุกบานที่เห็นเป็นหน้าต่างไม้แกะสลักรูปนกยูงลำแพนหางเด่นนูนออกมาให้เห็นเหมือนกันหมด เลยต้องเปิดตำราให้แน่ว่าเป็นบานไหนกันแน่
บานหน้าต่างพ่อนกยูงตัวจริง คือตรงหน้าที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวชี้ชวนแหงนหน้าดูบานหน้าต่างที่อยู่ชั้นสองของอาคารที่ครั้งหนึ่งเป็นบ้านของนักบวชชาวฮินดูรูปหนึ่ง ปัจจุบันอาคารหลังนี้ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้แกะสลัก (Woodcraving Museum) หากใครชื่นชอบหรือสนใจงานปั้นและไม้แกะสลัก ก็เสียค่าเข้าชมได้เช่นกัน และแล้วหน้าต่างพ่อนกยูงตัวจริงก็ปรากฎโฉมอยู่ที่นี่เอง เป็นพ่อนกยูงที่รำแพนหางใหญ่ราวกับใบพัด ราวกับจะอวดเกี้ยวให้สาวหลง ขนหางของพ่อนกยูงได้รับการฉลุลายอย่างปราณีต และแม้ขนหางที่รำแพนจะไร้สีอย่างนกยูงจริง แต่หางที่แกะ ฉลุ บนบานไม้หน้าต่าง ช่างสะกดใจผู้ชมให้ตะลึงในความงาม ความงามที่ไม่แพ้นกยูงรำแพนตัวจริงแต่อย่างใด สมแล้วที่ความงามของหน้าต่างพ่อนกยูงนี้ได้ถูกให้เปรียบให้เป็น “Mona Lisa of Nepal” แม้เพศจะต่างกันก็ตาม
แม้บานหน้าต่างพ่อนกยูงตัวนี้จะเป็น “Nepal’s signature” หรือ “Mona Lisa of Nepal” แต่เราว่าความงามของหน้าต่างบานอื่น ๆ ของอาคารหลังนี้ก็งามไม่แพ้กันทีเดียวเชียว และหากใครยังชื่นชมในความงามของหน้าต่างพ่อนกยูงบานไม้นี้อย่างติดตาติดใจและอยากมีไว้ไปติดที่บ้านบ้าง ก็สามารถสั่งทำได้ โดยลองเช็คข้อมูลตามอินเตอร์เนทพอเป็นไอเดียก็แล้วกัน เจอเวบหนึ่งสนนราคาบานละ$ 260 แต่ถ้าสั่งมากกว่าสาม ลดให้เหลือบานละ $ 240 ราคานี้ยังไม่รวมค่าส่งกับค่าสร้างบ้านใหม่ให้กลมกลืนไปกับศิลปของหน้าต่างพ่อนกยูง มิฉะนั้นจะเป็นเหมือนบางบ้านแถว ๆ บ้านเรา ที่มีเสาโรมันตั้งเด่นเป็นสง่าโดยไม่ปรึกษาคิ้ว วงกบ ประตู หน้าต่าง หรือสีทาบ้านแต่อย่างใด
สรุปได้ว่าทริปนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไปแต่แหงนหน้ามองหน้าต่าง ไม่ว่าจะวังกุมารีที่กาฐมาณฑุ ลานพระราชวังหน้าต่าง 55 บาน และหน้าต่างพ่อนกยูงบานนี้ นี่ยังไม่รวมถึงหน้าต่างตามบ้านชาวบ้านที่เราแอบ ๆ ส่องดู ชีวิตหลังบานหน้าต่างดูออกลึกลับอยู่ไม่น้อย ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนชีวิตจะถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบพิกล ใช้เพียงสายตาสัมผัสโลกภายนอก ลักษณะอาการแหงนหน้ามองหน้าต่างนี้ กระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นว่าผู้ที่อยู่หลังบานหน้าต่างในอดีตนั้นจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร และหากหลังบานหน้าต่างเหล่านั้นจะมีแววตาที่จ้องมองมายังเรา เขาเหล่านั้นคงมีคำถามในใจเช่นกันว่าคนที่อยู่ข้างนอกนั้นมาเฝ้ามาจ้องดูอะไรกันนักหนาหรือ ทิ้งไว้ให้เป็นคำถามในใจเท่านั้นเอง
เดินเลยผ่านบานหน้าต่างพ่อนกยูงไปดูหน้าต่างบ้านชาวบ้านในซอยต่อ ดู ๆ ก็เหมือนซอยที่ได้เดินเข้าไปดูเมื่อวานเย็น แต่ที่เห็นแล้วแปลกคือ มองขึ้นไปประมาณหน้าต่างชั้นสองจะ เห็นข้าวโพด และผักหญ้าอะไรสักอย่างตากห้อยเป็นพู่ระย้า ราวกับเป็นม่านบังตา พาดผ่านระเบียงไม้ด้านบนที่มีลวดลายไม้สลักอย่างงดงามเช่นกัน เห็นหน้าต่างที่พาดตากของกินแล้วอดเทียบกับหน้าต่างพ่อนกยูงไม่ได้ว่าสิ่งที่บานหน้าต่างพ่อนกยูงไม่มี คือ ภาพแห่งชีวิตนั่นเอง ร่ำลาลานหน้าต่างพ่อนกยูงพร้อมติด CD มาอีกหนึ่งแผ่น ว่าจะไม่ซื้อแล้วเชียว ต้องคอยเตือนตัวเองว่าแค่ซื้อเอาไปเป็นที่ระลึกไม่ได้จะเอาไปเก็บสะสม
เดินออกมาชมลานก่อนทางเข้าซอยหน้าต่างพ่อนกยูงอีกรอบ ดูแล้วก็ไม่ครึกครื้นเหมือนสองลานก่อน และอีกด้านหนึ่งของลานก็มีอาคารไม้เก่าทำเป็นร้าน café ประจำลานสำหรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน ไม่รู้ว่าวันนี้จะได้ลูกค้ากี่โต๊ะ เพราะเท่าที่ดูส่วนใหญ่รีบมารีบไป มีแต่วัด Dattrtreya และหน้าต่างพ่อนกยูงที่เป็น highlight ส่วนรอบ ๆ ลานไม่มีกิจกรรมอะไรให้ดู เงียบ ๆ พิกล
เดินตะเวณมาครบสามลานหลักแล้ว ยังมีเวลาไปถ่ายรูปซ่อมที่ลานพระราชวัง 55 หน้าต่าง ขากลับนี้เดินเลี่ยงไม่ผ่านลานวัดเนียตะโปลา เพราะวัดด้านข้างมีการเชือดแพะ ทำพิธีกัน เลยเดินลัดเข้าซอยซอยหนึ่งที่ก็มาโผล่อีกด้านหนึ่งของลานพระราชวัง 55 หน้าต่างได้เช่นกัน ลาน 55 หน้าต่างช่วงสายนี้ไม่มีเด็กวิ่งเจี้ยวจ้าวเหมือนเมื่อวาน ขอนั่งชม highlight ของที่นี่พร้อมกางหนังสือประกอบว่าไม่ตกหล่นอะไรแล้ว ไม่ได้เข้าไปพิพิทธภัณฑ์ข้าง ๆ ประตูทองคำเพราะขอผ่านไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
ส่วนประตูทองคำ (Golden Gate) เห็นซ้ำกับตาอีกรอบ ยังนึกว่าหากได้รับการขัดสักนิดจะส่องแสงประกายสมกับเป็นประตูทองคำสมชื่อจริง ๆ นั่งก้นยังไม่ทันร้อนเลย มีหนุ่มพยายามจะเข้ามาเจรจาพาทีอีกตามเคย อยู่มาห้าวันแล้ว พอรู้ทันแล้วว่าเขาไม่ได้มาจีบแต่มาขายข้อมูลในแบบของหนุ่มไกด์ สาวไทยได้แต่ยิ้มหวานและเดินหนีตามเคย ใช่ว่าจะขวยเขินแต่ตะโกนบอกในใจว่า “leave me alone” ตามเคย
เดินมาสำรวจถามราคาแท็กซี่ไปกาฐมาณฑุด้านนอกของลานที่ถือเป็นทางเข้ามายังเมืองปักตาปูร์นี้ได้อีกทางหนึ่ง แต่ตั๋วที่ซื้อเข้าชมเมืองเมื่อวานใช้ได้รวดเดียวจบ หากใครอยากจะใช้บริการรถเมล์ท้องถิ่นกลับกาฐมาณฑุต้องเดินเลยออกไปอีก แต่แท็กซี่เป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับเราในตอนนี้ ตกลงกับแท็กซี่ขอให้ไปส่งและรอเช็คเอาท์พร้อมเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่เกสต์เฮาส์ก่อน ด้วยราคา 400 รูปี ที่ลานพระราชวัง 55 หน้าต่างนี้ห้ามให้รถทุกชนิดเข้า
แท็กซี่ต้องพาลัดเลาะซอกซอยไปลานวัดเนียตะโปลา และแล้วก็มีเรื่องให้ลุ้นระทึกอีกจนได้ นึกว่านั่งรถขึ้นเขา ลงเขาที่นาร์กากอตจะระทึกที่สุดแล้ว แต่นั่งรถที่นี่ลุ้นระทึกกว่า เพราะแท็กซี่พาเข้าซอกที่กว้างกว่าตัวรถประมาณคืบ มันต้องหายใจลุ้นกลัวรถจะครูดกับกำแพง เพราะทางเดียวที่ผู้โดยสารจะรอดออกมาได้คือ ทุบกระจกหน้ารถ เพราะประตูรถไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ในนาทีนี้ แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ แท็กซีที่นี่ทำได้ ให้ตายเถอะเนปาลได้ชื่อว่าเป็นสนามบินที่มีรันเวย์ที่สูงที่สุดแล้ว ยังมีซอกที่มีรถใช้สัญจรที่แคบที่สุดอีกด้วย
อาการตกใจยังไม่ทันหาย แท็กซีก็พามาโผล่ที่ลานด้านหน้าเกสต์เฮาส์ เพื่อเอากระเป๋า จ่ายค่าห้อง ร่ำลาเจ้าของเกสต์เฮาส์ และลาจากบักตาปูร์ เมืองที่สมแล้วที่ได้รับการขนานนามไม่ว่าจะเป็น “City of culture” “Nepal’s culture gem” “Living heritage” “City of Devotees” หรือ “Living museum” นับว่าคุ้มจริง ๆ ที่ได้มาเยือนเมืองนี้ แต่ยังมีแอบภาวนาเล็ก ๆ ว่าอย่าปล่อยให้เป็นแต่เพียงพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต หรือมรดกที่ยังมีลมหายใจ ตามที่ขนานนามกันไว้ โดยขาดการอนุรักษ์ หรือดูแลรักษาไม่ให้สมกับความเป็นมรดกของโลกแต่อย่างใดเลย
เส้นทางเพียง 13 กิโลเมตรจากบักตาปูร์เข้าสู่กาฐมาณฑุดูยาวนาน เพราะจราจรที่ติดขัด จอดแช่อยู่กลางแดดเป็นระยะ ๆ ความสะดวกสบายในแท็กซีมีเพียงไม่ต้องนั่งเบียดผู้อื่น และเห็นภาพข้างทางได้ชัดเจนขึ้น แต่คงสัมผัสอุณหภูมิความร้อนยามกลางวันพอ ๆ กัน แดดที่ร้อน ฝุ่นที่พัดปลิว ต้องคอยสลับหมุนกระจกขึ้นลง ภาพจราจรยังวุ่นวายเหมือนเดิม รถวิ่งฝ่าทั้งดงฝุ่น และดงรถที่ทุกคนต่างก็จะไปเหมือนกันหมด ปอกส้มที่เหลือเมื่อวานเข้าปาก พร้อมชมรถติดไปพลาง ๆ เข้าถึงตัวกาฐมาณฑุแล้ว รถเริ่มวิ่งได้คล่องตัวเล็กน้อย และเริ่มจะชินกับภาพจราจรที่แสนจะจลาจลของเมืองหลวงนี้แล้ว
และไม่นานแท็กซี่ก็มาส่งที่ Sun Rise Cottage ที่จองไว้ในซอยเดิม ซอยเดียวกับ Tibet Guest House เอากระเป๋าเข้าห้อง ห้องที่ได้อยู่ชั้นล่าง ดูมืดครึ้มเพราะอยู่ใต้เงาต้นไม้ใหญ่ รู้สึกเย็นยะเหยือกยังไงก็บอกไม่ถูก รู้สึกแรกที่ตั้งเป็นคำถามคือจะอยู่ที่นี่เป็นสองคืนสุดท้ายก่อนกลับเลยหรือไม่ เดินมาหาข้าวกลางวันกิน เดินผ่านร้านขนมปัง Weizen วิ่งเข้าไปซื้อคุ้กกี้เนยถั่วมากินให้หายคิดถึงหนี่งอัน
แต่ร้านที่หมายต้องเดินเลยไปอีกนิดชื่อร้าน Yin Yang ป้ายบอกมีอาหารไทยขายด้วย มื้อนี้คงเป็นมื้อหรูสุด สั่ง Nepali Set โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะยังอยากลองกินแกงไก่อีกตามเคย ส่วนพี่จ๊อดสั่งผัดไทย โต๊ะที่นั่งอยู่ในสวนเล็ก ๆ เห็นครัวทำอาหารดูเหมือนครัวในโรงแรม ท่าทางร้านนี้จะไปได้ดี แต่เวลาที่เรานั่งกินนั้นเลยอาหารกลางวันมาแล้ว ชาวบ้านคงกินกลางวันไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เลยมีลูกค้าอยู่สามโต๊ะ Nepali set เสริฟมาในถาดทองเหลืองใบเขื่อง มีข้าวสวยกองอยู่ตรงกลาง ส่วนกับข้าวต่าง ๆ เสริฟมาในภาชนะทองเหลืองเล็ก ๆ ที่วางเรียงอยู่ในถาดทองเหลืองนั่นเอง มีแกงไก่เป็นหลัก แกงดาล (แกงถั่ว) มีจานผักรวม และมีถ้วยคล้ายน้ำพริกเป็นมะเขือเทศเละ ๆ ถ้วยสุดท้ายที่ดูจากรูปและกลิ่นรู้ได้เลยว่าเป็นโยเกิตร์ตบท้ายเป็นของหวาน
ใช้เวลาพินิจพิเคราะห์หน้าตากับข้าวก่อนจะขยับหยิบช้อน หยิบส้อม แต่ยังมีต่อมสังสัยว่าจะต้องกินแบบแขกแบบที่ใช้มือเปิบและกินในถาดเลย หรือปล่าว ไม่ได้ถามเด็กเสริฟเพราะขอจานเปล่ามาแบ่งข้าวเรียบร้อยแล้ว จัดการทุกอย่างแบบไม่ทำให้พ่อครัวน้อยใจ ยกเว้นแกงดาล รสชาดไม่เห็นเหมือนแกงดาลที่เคยกิน เลยไม่รู้จะยืนยันว่ารสชาติแกงดาลอินเดียจริง ๆ เป็นอย่างไร หรืออาจจะเป็นไปได้ที่คนไทยเราเก่งในการปรับรสอาหารแขกให้เข้ากับลิ้นคนไทย เรื่องรสอาหารนี้สรุปกันง่าย ๆ ไม่ได้ หากอยู่ต่ออีกสักเดือนคงพอจะบอกได้กระมัง
และมื้อนี้แม้จะมีเส้นผัดไทยให้ได้ลอง แต่ก็ไม่สนเพราะมุ่งมั่นจะกินแกงแขกให้หายอยาก แต่ลองรสชาติผัดไทยในเมืองแขกที่ร้าน Yin Yang นี้ต้องบอกว่าอร่อยไม่เบาทีเดียว สิ่งที่ไม่ได้เตะเลยคือโยเกิร์ต เพราะแกงไก่และจานผักรวมกินพื้นที่ในท้องไปหมดแล้ว แต่ถึงจะอิ่มจนพุงกางก็ไม่วายดอดไปดูร้านเบเกอรี่ที่อยู่ในบริเวณร้าน พร้อมใช้สายตาลิ้มรสไปก่อนตามเคย
กิจกรรมยามบ่ายหลังอาหารกลางวัน คือ เดินซื้อของฝากให้หายอยาก แล้วค่อยเก็บที่ที่ยังไม่ได้ไปพรุ่งนี้ทีเดียวจบ เพราะดูเวลาแล้วไม่เอื้ออำนวยให้ไปเดินไปชมอะไรได้ทันในบ่ายแก่ ๆ ยามนี้ เดินย่อยไป เดินดูร้านค้าไป มาหยุดที่ร้านที่มีผ้าพันคอลายหมากรุกที่วัยรุ่นไทยนิยมพันคอกัน จากที่แค่ถามราคาด้านหน้าร้าน แต่ของในร้านมีแรงดูดให้สองสาวหายเข้าไปเลือกชมเลือกซื้อของในร้าน สองสาวเลยตกลงจะจอดเลือกซื้อของที่ร้านนี้ป้ายเดียวจบ และคิดว่าราคาคงต่อรองกันได้สนุกเพราะเป็นร้านขายส่งดี ๆ นี่เอง ร้านนี้มีสารพัดงานผ้า ทั้งปลอกหมอน ผ้าคลุมโต๊ะ คลุมเตียง หมวก ย่าม และอื่น ๆ อีกมากมาย หลากหลายสีสัน
ร้านนี้เราเลือก ค้น และคุ้ย พร้อมต่อรองราคากันอย่างสนุก เดินขึ้นไปเลือกของบนชั้นลอย มองของไม่ค่อยเห็นเพราะไม่มีไฟ แต่พอเจ้าของร้านเอาหลอดประหยัดไฟดวงใหญ่มาติดที่ขั้วเท่านั้นแหละ ทุกอย่างดูสว่างไสว อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าด้านสายตา ให้ลูกค้ารื้อค้นกันเพลิน เลือกชม ตกลงใจซื้อได้สมใจ ได้ผ้าคลุมเตียง คลุมโต๊ะ กระเป๋าย่ามหลากหลายสไตล์เป็นของฝาก ทั้งเจ้าของร้าน ทั้งลูกน้องหนุ่ม ๆ อัธยาศัยดี ขยันขันแข็ง ช่วยกันรื้อ ช่วยกันค้นของมาให้เลือกแบบไม่มีหน้างอคอหัก เห็นอย่างนี้อดที่จะขออนุญาตเจ้าของร้านว่าขอตัวลูกน้องมาทำงานที่เมืองไทย เจ้าของยิ้มหัวเราะตัดใจยกให้ แต่พอบอกว่าจะออกตั๋วให้เที่ยวเดียวขาไป “One way ticket, OK?” ขากลับตีตั๋วกลับเอง ยิ่งหัวเราะชอบใจกันใหญ่ เพลินกันทั้งคนซื้อคนขาย เงินในกระเป๋า 2,800 รูปีถูกดูดออกไปแบบไม่รู้ตัว
เดินเอาของไปเก็บที่เกสต์เฮาส์ก่อน เพราะหอบของพะรุงพะรังเป็นบ้าหอบผ้าคลุม กระเป๋าย่าม เอาของไปเก็บก่อนแล้วค่อยลุยกันใหม่ เข้าห้องมาแล้วยังเย็นยะเหยือกอยู่เลย ดูแล้วชวนให้ย้ายออก เลยหยั่งเสียงอีกรอบว่าจะอยู่คืนเดียวหรือสองคืนดี สุดท้ายเห็นข้าวของที่รื้อค้นออกมาแล้วก็สรุปว่าไม่อยากเก็บของเข้า ๆ ออก ๆ อีกแล้ว กลับเข้าห้องพักเวลานี้ไม่รู้จะทำอะไรต่อ เลยขอไปเดินเล่นแถว ๆ ทาเมลอีกรอบ และตั้งใจหาร้านโทรศัพท์กลับบ้านด้วย เดินเลยมาแถวกาฐมาณฑุเกสต์เฮาส์โน่น แถวนี้มีป้ายบอกมีโทรศัพท์ มีอินเตอร์เนตแทบจะร้านเว้นร้าน แต่ลองเข้าไปสองร้านโทรไม่สำเร็จสักที ตรวจสอบวิธีโทรกับเบอร์ที่มีไม่น่าจะพลาดตรงไหน เดินเข้าเดินออกถึงสองร้านไม่สำเร็จ เลยได้ส่ง e-mail ไปแทนด้วยถ้อยความสั้น ๆ สรุปความได้ว่ายังมีชีวิตอยู่
แวะซื้อน้ำทับทิมคั้นสด ๆ จากร้านแถว ๆ นี้ ที่ลองเพราะสีสรรจัดวางผลไม้ต่าง ๆ ของร้านแสบตา จนอดใจไม่ไหว ผลไม้ที่เด่น ๆ มีส้มกับทับทิม โดยที่คั้นนั้นหน้าตาใหญ่เทอะทะคล้าย ๆ เครื่องคั้นน้ำอ้อยสดที่เห็นได้ในบ้านเรา กรรมวิธีคั้นก็เห็นกันสด ๆ คั้นแบบแก้วต่อแก้ว เห็นแล้วห้ามคิดอะไรมาก สนใจแต่รสชาติน้ำทับทิมที่หวานแบบไร้น้ำตาล กินแล้วชุ่มคอ ชื่นใจอย่าบอกใคร มื้อเย็นนี้ขอผ่านอีกตามเคยเพราะแกงไก่ใน Nepali set ยังนอนอยู่ในท้องเลย หากหิวก็จัดการกับองุ่นลูกเล็กที่หิ้วมาจากบักตาปูร์ที่ซื้อเมื่อวานตอนเย็น ส่ง e-mail เสร็จก็ยังคงเดินเล่นอีกต่อไปเพราะเป็นกิจกรรมบันเทิงที่ดีที่สุดแล้ว บันเทิงกว่าจะกลับเข้าห้อง ทีวีก็ไม่มีดู เย็นก็เย็น ห้องก็อึม ๆ ครึม ๆ ยังไงไม่รู้
ค่ำนี้ที่ทาเมลมีไฟฟ้าสว่างไสว เลยเดินเล่นเข้าออกร้านหนังสือที่มีอยู่หลายร้านเหมือนกัน ราคาหนังสือภาษาอังกฤษหากเทียบกับราคาในบ้านเรา ยังถูกกว่ามาก เลือกไปเลือกมาได้ The Wisdom of Forgiveness ของท่าน Dalai Lama ด้วยราคา 450 รูปี ติดมือมาเล่มหนึ่ง เผื่ออ่านแล้วจะได้ปัญญาจากการให้อภัยกับเขาบ้าง สุดท้ายเดินไปเดินมาได้เวลากลับห้องพัก แต่ไม่วายยังหยุดแวะร้านขายเสื้อยืดสีสรรฉูดฉาด เห็นแล้วอดคิดถึง Bob Malay ขึ้นมาทันใด สาวก reggae เห็นแล้วต้องเหมาทั้งร้าน แต่ผ้ายืด cotton คุณภาพเนปาลทำให้ต้องซื้อเพราะยิ่งซักยิ่งนุ่ม แต่ระวังต้องซักแยก มิฉะนั้นผ้าที่เมืองไทยจะกลืนเป็นสไตล์ reggae ได้โดยไม่รู้ตัว
และร้านเสื้อยืดทรงแบบนี้มีให้เห็นทั่วทาเมล แต่ซื้อแล้วขอแนะว่าเก็บเอาไปใส่ที่บ้านจะดูดีกว่า คนพาเข้าร้านนี้คือพี่จ๊อดเพราะยังไม่ได้ของฝากสาวแมวที่บ้าน เที่ยวแล้วยังไม่วายต้องคิดเรื่องของฝากชาวบ้านอีก นับเป็นภาระกิจที่ชอบมาป่วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ในหัวไม่น้อยเลยทีเดียว และแล้วตัวเองก็เสียเงินค่าเสื้อยืดสีและลายแบบที่ใส่แล้วคนข้าง ๆ ไม่อยากเดินด้วย ไปสองตัวด้วยราคา 1,000 รูปี เสียเงินจนได้ทั้ง ๆ ที่เดินตามเขามาแท้ ๆ
เดินเข้าซอยกลับห้องพัก ลองเข้าไปโทรศัพท์อีกร้านที่ตั้งอยู่เยื้องเกสต์เฮาส์พอดี ปรากฎว่าคราวนี้สายติด สื่อสารได้สมใจ ด้วยราคา 100 รูปีในเวลาไม่ถึงสองนาทีเห็นจะได้ ถือว่าจ่ายแล้วจ่ายเลย เราเองก็ไม่ได้ถามก่อนว่าคิดค่าโทรอย่างไร ค่ำนี้ที่ห้องมีไฟแต่ก็ไม่มีอะไรให้ได้บันเทิง เลยขอแวบไปเล่นอินเตอร์เนตที่ร้านที่เพิ่งโทรศัพท์มา เช็คเมล์แล้วก็อดนึกตลกไม่ได้ที่ไม่มีเมล์ใดในตู้จดหมายเลย ทำราวกับรู้ว่าเราไม่อยากติดต่อใครในอาทิตย์นี้ หรือจริง ๆ แล้วไม่มีใครอยากติดต่อกับเราก็เป็นได้ ตั้งใจจะทักทายคุณพอลสักหน่อย แต่ยังไม่ทันกดปุ่มส่ง ไฟดับพรึบ! หมดกัน เดินกลับเข้าห้องตามระเบียบ ไม่มีที่จะให้เฉไฉไปไหนได้แล้ว
ห้องที่อยู่ยังเย็นเหมือนเดิม แต่ค่อยยังช่วยที่ยังมีน้ำอุ่นให้อาบน้ำ สระผม จัดการกับตัวเองเสร็จ เขียนบันทึกก่อนนอน ที่สำคัญคิดรวมค่าของที่ซื้อในวันนี้ สรุปแล้วหมดไปโดยทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวเพราะความเพลินตัวเดียวแท้ ๆ ไม่นึกว่าก่อนจะนอนยังต้องมาสะกดอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านเพราะเสียงคุยชาย หญิงที่ดังมาจากห้องข้าง ๆ ตอนแรกนึกว่าคุยกันนอกห้องและคุยเสียงดังไปหน่อย เดินออกไปดูก็ไม่มีใครอยู่ เข้ามาสำรวจในห้องเจอคำตอบที่มาของเสียง คือห้องสองห้องนี้ไม่ได้กั้นด้วยอิฐด้วยปูนแต่ใช้ไม้อัดกั้นห้อง
เสียงคุยข้างห้องของชายหญิงคู่นี้ทะลุมาตรงหัวเตียงพอดี ได้แต่ภาวนาขอให้หยุดคุยกันเร็ว ๆ อยู่มาทั้งวันไม่รู้จักคุย จะมาคุยอะไรกันยาวนักหนาตอนดึกดื่นป่านนี้ด้วย ยังแอบนึกกลัวว่าจะมีเสียงอื่นเล็ดลอดออกมาตอนดึกอีกรอบ เอาหมอนปิดหู จะอ่านหนังสือกล่อมประสาทก่อนนอนก็ไม่ได้เพราะไฟสว่างไม่พอ ใจอยากจะลุกไปถาม Tibet Guest House ข้างๆ ว่าคืนนี้มีห้องว่างมั้ย อยากย้ายออกไปซะคืนนี้เลย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่นี่จะใช้ไม้อัดกั้นห้อง! คิดถึง Tibet Guest House ขึ้นมาตะหงิดตะหงิด นอนกลิ้งไปกลิ้งมา พร้อมสวดให้เสียงของห้องข้าง ๆ จบลงโดยไว เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ Good night



เที่ยวเนปาล

เนปาล...ตามไปจนเจอ
Shilva Festival ...ในหุบเขาแห่งกาฐมัณฑุ
หิมาลัยไกลสุดตา
โอ้โฮ...บักตาปูร์
หลากอารมณ์ที่กาฐมัณฑุ
ลาที...ไม่ลาจาก



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail *
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.

counter on iweb

Your visit