ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
dot
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
bulletเที่ยวเนปาล


web bord
เรื่องราว หน้าบ้าน
เพลง เพลินๆ
สารคดื เรื่องสั้น
hspace=0

เที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เที่ยวเมืองไทย

Angkor variety...เที่ยวนครวัด

โปรแจ๊ค...เชียงใหม่กอล์ฟเซอร์วิส

hotel deals in christchurch hotel deals in christchurch Submit Commission Structure Reminder (Monthly Basis) Number of Departures Booking Commission Percentage (BCP) + Cost Per Click (CPC) 1-15 4% $0.10 16-49 4.5% (after the first 15 checkouts) $0.10 50-99 5% (after the first 49 checkouts) $0.10 100-199 6% (after the first 99 checkouts) $0.10 200-999 7% (after the first 199 checkouts) $0.10 1000+ 8% (after the first 999 checkouts) $0.10


เนปาล...ตามไปจนเจอ

บทหนึ่งในเนปาล......โดย JarnJoy  

Day 1 Bangkok – Kathmandu Sun. 22/2/2009

ได้ตั๋วไปเที่ยว Nepal ฟรี! ...ด้วยอภินันทการจากพี่สาวแสนรักผู้ต้องมีชะตาร่วมกันแนบชิดในอีกหลายวันนับจากนี้

....หลังปิดรายวิชาในวันสุดท้ายก่อนสอบไล่ได้สองวัน เวลาที่มีเหลืออยู่เอื้อให้ทำได้เพียงสองสิ่งเพื่อเตรียมตัวก่อนไปเที่ยว คือ หาจองที่พักในคืนแรกที่เนปาล เพราะไม่อยากจะงุนงงเสียเวลา ตระเวณหา และตรวจสอบสภาพอากาศเพื่อจะได้เก็บสัมภาระลงกระเป๋าถูก เท่านั้น ส่วนจะไปไหน ไปดูอะไร ค่อยไปอ่านในหนังสือที่ติดไปด้วยเล่มเดียวบนเครื่อง
เพราะภาระกิจที่สำคัญกว่าคือ ทำคะแนนเก็บและแจ้งผลให้นิสิตรู้เป็นที่เรียบร้อย ไม่ให้ใครต้องโทรถาม ครูจะหนีหายไปในทุบเขากาฐมาณฑุ ที่เนปาลหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ   แม้จะมั่นใจว่าสะสางเรื่องที่ต้องทำไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังแอบคิดเผื่อถึงภาระที่จะต้องกลับมาแบกรับ คือต้องกลับมาทำหน้าที่เป็นทั้งดรูและนิสิตต่อ  ต้องเร่งทำแบบฝึกหัดข้อใหญ่ที่ตั้งโจทย์ไว้ให้เสร็จสิ้นแบบรอช้าไม่ได้อีกเช่นกัน สรุปว่าจิตยังไม่หลุดพ้นสู่ภาวะของความว่างเพื่อรับสิ่งใหม่ๆที่จะพบเจอ

ทริปนี้มีเพียงสองศรีพี่น้องที่เที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์แต่ต้องง้อกันเอง!!

เราออกเดินทางในวันอาทิตย์ช่วงสายประมาณ 11.00 ด้วยสายการบินไทย TG 319 มุ่งไปกาฐมาณฑุโดยใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง จัดแจงหมุนเม็ดมะยมที่ยังแจ้งเป็นเวลาเมืองไทยให้เดินถอยหลังไปอีกชั่วโมงครึ่งซึ่งเป็นเวลาเนปาลที่ช้ากว่าบ้านเรา ไม่ว่าจะบินใกล้หรือไกลขอทำนาฬิการ่างกายให้เข้ากับเวลาประเทศนั้น ๆ ก่อนเป็นสิ่งที่ดี โดยจะถึงที่หมายเวลาเนปาลประมาณบ่ายโมง เวลาเดินทางนั้นไม่มากมายอะไร แค่จัดการมื้อกลางวันบนเครื่องและแถมงีบอีกนิดหน่อย ก็ถึงเนปาลแล้ว

ประเทศที่นักท่องเที่ยวคนนี้แทบจะไม่รู้อะไรมาก่อนเลยนอกจากเป็นเมืองแขก มีเทือกเขาหิมาลัย และ ดวงตาธรรม (The Wisdom Eyes) ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ ประทับตราของประเทศนี้ บวกกับข้อมูลเท่าหางอึ่ง  ที่อ่านจาก web-site แบบผ่าน ๆ และหนังสือ ประเภทเที่ยวไม่ง้อทัวร์ ที่เลือกหยิบมาจากแผงขายหนังสือว่าเป็นเล่มที่ เข้าท่าน่าสนใจกว่า "ตะลุย" เล่มอื่น ๆ คุ้มหรือไม่คุ้มดูได้จากเปิดพลิกจนหน้ากระดาษหลุด เป็นช่วง ๆ ต้องใช้สก๊อตเทปใสดามไว้จนหนังสืออวบอ้วนพี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อ่านหรือเห็นในรูปภาพยังไงก็ไม่สมจริง จนกว่าจะได้ดู ได้เห็น สัมผัสด้วยตนเอง
และภาพแรกจากหน้าต่างเครื่องบินที่บอกให้รู้ว่าได้บินเข้าสู่ย่านฟ้าของเนปาล คือ ภาพวิวเทือกเขาหิมาลัยที่มีหิมะปกคลุมอยู่ลิบ ๆ ไกลตาที่ตัดกับฟ้าสีฟ้าใส ผ่านเมฆขาว ๆ และเมื่อเครื่องบินเริ่มลดระดับ เริ่มเห็นภูมิประเทศมีแต่เทือกเขาที่ยอดเขาแข่งกันเสียดแทงท้องฟ้า  ยิ่งเครื่องบินลดระดับต่ำลง  ก็ยิ่งเห็นบ้านเรือนที่ตั้งอยู่อย่างกระจัดกระจาย หรือไม่ก็เป็นกระจุกตามไหล่เขาสลับกันไปมาอย่างชัดเจน เห็นแม้กระทั่งสีบ้านที่เป็นสีดิน สีอิฐ ไม่มีการก่อฉาบปูนแต่ประการใด และคำถามแรก คือสีที่เห็นไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือภูเขาทำไมถึงออกแต่โทนน้ำตาล แห้ง ๆ กลมกลืนกันไปหมด ไม่มีค่อยสีเขียวแห่งความชุ่มชื้นแทรกให้เห็นบ้างเลย

ภาพทุกอย่างเริ่มชัดขึ้นก่อนที่เครื่องจะร่อนลงสนามบินที่ได้ชื่อว่าเป็นสนามบินหนึ่งที่สูงที่สุดในโลก ไม่ใช่สั้นที่สุดในโลกตามข้อมูลบางแห่งเขียนบอกไว้ เพราะได้คำยืนยันจากกัปตันขับเครื่องบินหลังจากกลับจากทริป พี่โก้บอกว่าที่ไหน ๆ ก็เป็นลานบินที่สั้นที่สุดในโลกได้ ไม่ว่าจะหน้าบ้านมหาเศรษฐี หรือบนตึกระฟ้า  ฟังแล้วยังมีสีหน้างง ๆ ว่าที่ว่าสูงที่สุดนั้นมันสูงอย่างไร 

สนามบินตรีภูวัน...สนามบินแห่งชาติของเนปาล

ถ่ายจากบนเครื่องบิน เสร็จแล้วก็เก็บกล้องได้เลย เพราะจากนี้ไปมีกฏเหล็ก "No Photo" จ้านายจ๋า

 

 

 

 

 

ทิ้งดิ่ง!!! ก่อนแตะรันเวย์

สุดขอบฟ้าแนวขาวๆที่มองเห็นอยู่ไกลลิป คือ....เทือกเขาหิมาลัย 

  

พี่โก้เลยจัดแจงจัดฉากโดยคว่ำแก้วน้ำทรงสูงที่เป็นแก้วเปล่าบนโต๊ะที่กำลังนั่งคุยกัน โดยไม่ต้องมีข้อมูลตัวเลขอะไรมาอ้างอิง เพียงแต่ให้จินตนาการว่าพื้นโต๊ะที่เห็นถือเป็นระดับลานบินของสนามบินทั่วๆ ไป แต่ระดับความสูงของสนามบินแห่งชาติตรีภูวัน (Tribhuvan International Airport) นี้จะอยู่ที่ก้นแก้วที่คว่ำอยู่ จึงทำให้ระยะความสูงในการลดระดับเพดานบินเพื่อลงจอดมีน้อยกว่าสนามบินอื่นๆ  ดังนั้นทันทีที่กัปตันประกาศว่ากำลังจะลดระดับความสูงเพื่อนำเครื่องลงจอด เราจึงรู้สึกได้ถึงแนวเอียงของเครื่องที่ลาดดิ่งปักหัวลงในองศาที่ชันมาก มองออกไปที่หน้าต่างก็เห็นทะเลภูเขาสีน้ำตาลยอดแหลมๆเต็มไปหมดเป็นที่ตื่นเต้นแปลกใหม่ แล้วกัปตันก็พาเครื่องและผู้โดยสารถึงที่หมายโดยใช้เวลาเตะลานบินและเลี้ยงเครื่องลงจอดเพียงแป็บเดียว พี่โก้บอกว่าขืนไม่ทิ้งดิ่งกะระยะให้ดี คงได้พลาดหลุดออกไปถึงภูเขาลูกใดลูกหนึ่งในทะเลภูเขา ที่โอบล้อมเมืองกาฐมาณฑุอยู๋ อะไรจะเกิดขึ้นคงไม่ต้องติดตามตอนต่อไป

ภาพแรกที่เห็นที่ระดับพื้นดิน คือ ภาพของสนามบินกาฐมาณฑุที่เป็นอาคารขนาดเล็กสองชั้น ที่สุดแสนจะธรรมดาบวกกับสภาพที่เห็นแล้ว อดตั้งคำถามต่อมาว่านี้เป็นสนามบินหลักของประเทศแล้วหรือ ทุกคนเดินลงบันได เข้าไปตัวอาคารสนามบิน ไม่มีงวงช้างไปเทียบเข้าตัวอาคารแต่อย่างใด และหากจำไม่ผิดเสียงแรกที่ได้ยินคือ “No photo” จากเจ้าหน้าที่สนามบินที่ไม่รู้ว่าเป็นมาตรการหนึ่งในการรักษาความปลอดภัยหรืออย่างไร ยังแอบนึกในใจว่าน่าจะให้นักท่องเที่ยวได้เก็บภาพไว้ดูต่างหน้าว่านี่คือคือสนามบินนานาชาติของเนปาล ช่างอนุรักษ์ความเก่าอะไรได้ยืนยาวขนาดนี้ ความนำสมัยไม่มีให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ เครื่องใช้ไม้สอยภายในสนามบิน เช่นพวกรถเข็น สายพานกระเป๋า ยิ่งตรงด่านตรวจคนก็ไม่แน่ใจว่าจะมีอุปกรณ์เทคโนโลยีที่จะดักหรือสกัดผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่ เพราะลำพังสภาพเคาน์เตอร์ไม้สีน้ำตาลที่ทั้งทึบและเก่านั้นไม่น่าจะอุปกรณ์ทันสมัยซุกซ่อนแต่ประการใด
ก่อนทางที่จะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองนั้นมีแถวทำ visa upon arrival ด้วย ซึ่งเอกสารการขอจะมีแจกให้กรอกก่อนเครื่องลง แต่หากไม่อยากเสียเวลา ทำมาก่อนนั้นเป็นการดีกว่ากันเยอะ เพราะดูแล้วคิวคนเข้าแถวขอ visa upon arrival มีเยอะกว่าคนที่ทำ visa มาเรียบร้อยแล้วพอดู ช่วงยืนรอเข้าแถวตรวจคนเข้าเมืองนี้นับว่าเป็นช่วงระทึกใจอย่างบอกไม่ถูก จะตื่นเต้นก็ไม่เชิง

แต่เป็นความไม่มั่นใจซะมากกว่าว่าหากก้าวข้ามเขตนี้ไปแล้ว จะได้พบ ได้เจออะไรตลอดทริปนี้บ้าง

ระหว่างที่ยืนรอแถว นึกได้ว่าควรจะแลกเงินสักเล็กน้อยเผื่อเป็นค่าทิปแท็กซี่ที่ทางเกสต์เฮาส์ที่จองไว้จะมารับที่สนามบิน แม้จะบอกว่าเป็นบริการฟรีก็ตาม เหลือบไปเห็นที่แลกเงินก่อนจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอยู่ร้านหนึ่ง และร้านเดียว แต่ก็ยั้งใจไว้อยู่เพราะคิดว่าข้างนอกต้องมีอยู่บ้าง ซึ่งก็มีจริง ๆ อยู่ตรงทางที่จะเดินออกไปเจอกับเหล่าผู้ที่มารับผู้โดยสารขาเข้า มีทั้งมารับคนรู้จัก จากโรงแรม และบรรดาแท็กซี่ทั่วไป ที่ร้องเรียกลูกค้า “taxi taxi?” กันให้ระงมไปหมด
พี่จ๊อดได้เนปาลรูปีไว้ติดกระเป๋านิดหน่อยก่อนจะหลุดมาด้านหน้าอาคารบริเวณขาเข้า ก็ยังไม่ได้สังเกตอะไรมากมายเพราะสายตามัวแต่กวาดหาป้ายที่มีชื่อตนเอง กวาดอยู่ได้สักพักก็ไม่เห็นมีชื่อตัวเอง เกือบจะเรียกแท็กซี่คันอื่นแล้ว แต่พลันมีหนุ่มเนปาลหนุ่มหนึ่งมาปรากฎกายพร้อมแผ่นกระดาษใบน้อย ที่แถบจะต้องหยีตาอ่าน ถึงได้รู้ว่ามารับ Ms. Sonporn ชายหนุ่มทรงแขกนี้มาจาก Khangsar Guest House  สาวไทยกล่าวทักทายเป็นภาษาเนปาลคำแรก  และใช้คำนี้อยู่คำเดียวตลอด ทริป คือ “Nemaste” แล้วก็เดินตามหนุ่มแขกไปที่รถโดยไม่ได้ส่งภาษาไทยคุยกันแต่อย่างใด คงเป็นเพราะยังอึ้งและทึ่งกับภาพที่เห็นในสนามบิน

อากาศข้างนอก แดดเปรี้ยง ฟ้าใส ความร้อนจากแดดทำเอาไม่แน่ใจว่าอุณหภูมิที่คาดไว้ประมาณ 25 องศา นั้นเป็นตัวเลขที่ถูกต้องหรือเปล่า และสิ่งที่ต้องให้อึ้งและทึ่งในลำดับต่อมาคือสภาพรถที่มารับที่ยากจะบอกว่าเป็นรุ่นอะไร และเป็นปีอะไร แต่ดีที่ยังสตารท์ติดและพาเราไปส่งที่เกสต์เฮาส์ได้โดยยังไม่ต้องเปิดบทเจรจาต่อรองราคากับแท็กซี่คันอื่น
ช่วงเวลาที่ได้นั่งในรถและเห็นสภาพรถรา บ้านเรือน และผู้คนข้างทาง ระหว่างทางจากสนามบินไปเกสต์เฮาส์ ไม่รู้ว่าความคิดนับวันกลับมันแว๊บขึ้นมาเมื่อไหร่ ถามตัวเองว่าคิดถูกแล้วหรือที่มาที่นี่ แต่ก็เก็บ คำถามไว้ในใจเท่านั้น บอกกับตัวเองว่าอย่าทำให้จิตตก เพราะยังต้องอยู่อีกหลายวัน เป็นไงเป็นกัน
Mr. Mukthi โชเฟอร์เจ้าถิ่น ขับลัดเลาะเข้าซอยโน่น ออกซอยนี้ อย่างช่ำชอง โดยไม่ได้ใช้ถนนสายหลักของเมืองแต่อย่างไร นั่งมาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงเกสต์เฮาส์ในย่านทาเมล ซึ่งถือเป็นย่านที่พักยอดนิยมในไกด์บุ๊ค เกสต์เฮาส์ Khangsar Guest House นี้เดินเข้าห้องพักได้เลยแล้วค่อยลงมา check-in แต่ก่อนที่จะเข้าห้องพัก พ่อหนุ่มอีกคนที่เคาน์เตอร์อธิบายเรื่องเวลาของไฟฟ้าในเมืองนี้ ว่าจะเปิด จะดับกี่โมง ซึ่งฟังแล้วค่อนข้างงง เพราะจากชีวิตที่เห็นไฟฟ้าตลอดและสมองไม่เคยแปรข้อมูลเรื่องการจำกัดเวลาการใช้ไฟฟ้ามาก่อน ยกเว้นแต่ตอนฝนตกหนัก ไฟอาจดับก็เท่านั้นเอง

ต้องมาปรับประสาทรับข้อมูลชั่วโมงเปิด ๆ ปิด ๆ ของไฟฟ้าที่นี่ พอรู้ว่าไฟไม่ได้มีให้ใช้ตลอด เรารีบแสดงความเป็นห่วงเรื่องน้ำอุ่น เพราะจะหนาวจะร้อนอย่างไร สาวไทยต้องได้อาบน้ำ ไม่คุ้นกับการเก็บไว้หลาย ๆ วันอาบที ซึ่ง ซึ่งพ่อหนุ่มก็ยืนยันว่ามีน้ำอุ่นให้อาบแน่นอนจากไฟสำรอง พอถามโน่นนี้เสร็จก็แบกของมายังชั้นสาม

สภาพห้องเห็นแล้วก็สมราคาตามที่จองไว้ $10 จริง ๆ มีเตียงน้อย ๆ แยกอยู่สองเตียง สภาพผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม ห้องน้ำ ห้องหับ โดยรวม ดูแล้วก็พาลถามตนเองว่าจะย้ายหรือไม่ย้าย โดยใช้เวลาตัดใจและทำใจรับสภาพห้องได้ครู่หนึ่งก็สรุปได้ว่าขออาศัยที่นี่เป็นคืนแรกและคืนสุดท้ายพอ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ เสร็จจากการทำใจก็ลงมากรอกใบ check-in เสร็จก็รีบออกไปตะเวณถามราคาเกสต์เฮาส์แถว ๆ นั้นและเดินสำรวจย่านนี้ว่ามีอะไรให้ดูในยามบ่ายบ้าง โดยไม่คิดห่วงมื้อกลางวันแต่อย่างไร ห่วงแต่จะหาที่พักสำหรับคืนที่สองมากกว่า

จาก Khangsar Guest House เดินสะเปะสะปะหลบแท็กซี่ สามล้อ มอเตอร์ไซด์ แล้วข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม เยื้องๆ กับซอยของ Kangsar Guest House ไปเจอซอยที่มีชื่อป้ายเกสต์เฮาส์ต่าง ๆ นา ๆ ติดอยู่หน้าปากซอย ซึ่งดูทำเลแล้วก็ไม่เลว เลยเดินไปสำรวจดูห้อง ถามราคา โดยไล่ถามไปตั้งแต่ Tibet Guest House, Sunrise Cottage และอีกโรงแรมหนึ่งที่ถัดจาก Sunrise Cottage เข้าไปด้านในนิดเดียว สรุปแล้ว จองห้องที่ Tibet Guest House ไว้สำหรับคืนที่สองด้วยราคา $18 เพราะห้องที่ Sun rise Cottage ที่ราคา $15 นั้นเต็ม ส่วนอีกที่ดูเป็นโรงแรมเกินไปแถมราคาออกจะสูงไปนิด พอเจอที่ที่จะพักสำหรับคืนต่อไปค่อยมีความหวังที่จะอยู่ต่อหน่อย

ซอยนี้ในย่านทาเมล มีชื่อเป็นทางการว่าอย่างไรไม่รู้ แต่เราขอเรียกว่า "ซอยเกสเฮาท์" ดงเกสเฮาท์ในทาเมลยังมีกระจายอยู่ทั่วไปไม่ได้มีแต่เพียงที่นี่เท่านั้น

Kathesimbhu

เพราะหลงมา จึงเจอะเจอ
Kathe simbhu วัดธิเบตในชุมชน ที่จำลองแบบสถูปของวัดสยมภูวนาถ (Swayambhunath) มาสร้างเป็นประธานของวัด ทำเอานักท่องเที่ยวหน้าใหม่งุนงงพอหอมปากหอมคอ แต่ถึงจะเล็กก็สวยงาม มีเสน่ห์ชวนชม

เสร็จสิ้นภารกิจสบายใจแล้ว ก็ถึงเวลาท่องเที่ยวเสียที  กางแผนที่ในไกด์บุ๊คจะไป Kathmandu Dubar Square ตามที่พี่จ๊อดว่า

“เนี่ย ต้องไปดูที่นี่ก่อน”

แต่ดูยังไง ๆ ก็ยังจับทิศทางไม่ถูก เลยเดินไปเรื่อย ๆ ต้องหลบทั้งรถ หลบทั้งคน และสิ่งที่ต้องหลบเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง คือทิศทางของน้ำหมาก น้ำลาย ที่มีให้เห็นแปะไปทั่วถนน ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยในการเดินถนนและการยืดเวลาของกางเกงยีนส์ที่ต้องใส่ซ้ำหลายวันอยู่ หู ตา ต้องไว ประสาททุกส่วนต้องตื่นตลอด

เดินเลาะไปตามตรอกซอกซอย โดยอาศัยสัญชาติญาณและปาก มากกว่าแผนที่ในไกด์บุ๊ค ซึ่งเวลานี้แทบไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย ก็มาเจอวัดวัดหนึ่งมีสถูป (stupa) และมีดวงตาธรรมอยู่ทั้งสี่ด้านเหนือองค์สถูป ซึ่งเป็นภาพเหมือนอย่างที่เคย ๆ เห็นในหนังสือ เลยรีบหยิบไกด์บุ๊คมาเทียบดูรูปภาพว่าที่นี่มันที่ใด เพราะทำไมมันไม่ใหญ่อลังการอย่างที่เห็นในรูปเลย อีกทั้งยังดูแปลก ๆ เพราะคนแถวนี้เป็นหน้าตาคนท้องถิ่นมากกว่าไม่มีนักท่องเที่ยวหน้าตาหรอหราอย่างเรา

สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ไม่น่าจะเป็นไฮไลท์ของนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ ออกจะเล็ก ๆ ไม่อลังการงานสร้าง สุดท้ายนักท่องเที่ยวที่ทำการบ้านมาน้อย  ก็ได้ความว่าสถูปที่ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้านี้มีชื่อว่า Kathesimbhu เป็นสถูปที่สร้างจำลองมาจาก สถูปสยมภูวนาถ (Swayambhunath) ซึ่งเป็นสถูปที่นับว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเนปาล ยิ่งได้ข้อมูลจากไกด์บุ๊ค ที่บอกว่าด้านข้างมีวัดทิเบตพร้อมมีรูปประกอบเหมือนอย่างที่เห็น เลยรู้ทันทีว่าไม่ใช่สถูปที่หมายตาไว้ ต้องไปดูของจริงให้ได้ แต่แม้ที่นี่จะไม่อลังการแต่ก็มีคนท้องถิ่นมาสักการะบูชาให้เห็นอยู่เป็นระยะ

เราใช้เวลาชมที่นี่เพียงชั่วครู่ก็ต้องรีบจร เพราะมิฉะนั้นอาจจะติดไข้หวัดนกจากนกพิราบฝูงใหญ่ ที่พากันมาจิกกินอาหารจากผู้คนที่เอามาโปรยให้ พอโปรยปั๊บนกพิราบบินกันมารุมให้พรึบพรับเต็มหัว ทั้งฝุ่นจากขนนกบวกกับฝุ่นดินลอยฟุ้งเหนือหัว ห้ามอ้าปากเป็นเด็ดขาด

ถามทางไป Kathmandu Dubar Square กับพ่อค้าที่ร้านค้าขายของระลึกด้านหน้าสถูป ก็ให้พอดีมีหนุ่มใหญ่วัยกลางคนยืนอยู่หน้าร้าน เข้ามาช่วยบอกทางอีกคน พอรู้ว่าเป็นสาวไทย คุณพี่รีบรำลึกความหลังให้ฟังว่าเคยไปเมืองไทยมาแล้ว เล่าเสร็จสับละเอียดยิบว่าไปปีไหน (แต่เราก็จำไม่ได้หรอก) แกขออาสาเดินไปส่งเพราะจะไปทางเดียวกันอยู่แล้ว เรารีบขอบคุณ ยินดีอย่างออกหน้า โดยไม่ต้องรอให้สมองประมวลผลว่าจะมาดีหรือร้าย ยามนี้ขอพึ่งใจที่เด็ดเดี่ยวแต่อย่างเดียว ซึ่งก็ใช้ได้ดีเสียด้วย

สองสาวเร่งเดินตามหนุ่มใหญ่ไป โดยออกจากสถูปที่ว่าแล้วเลี้ยวขวา เดินตรงไปเรื่อย ๆแต่สปีดการเดินของผู้นำทางช่างเร็วจี๋ด้วยเป็นเส้นทางที่แกเคยชิน  เราต้องรีบจ้ำตาม กลัวหลุดเส้นทางเพราะคนเดินกันขวักไขว่กันเหลือเกิน

เร่งเดินตาม เดินตรงไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็ใกล้ที่หมาย เนปาลีผู้อารีย์ หยุดอยู่ ณ บริเวณจอแจของตลาด แต่เป็นต้นซอยที่จะนำไปสู่ Kathmandu Dubar Square ได้อีกช่องทางหนึ่ง แกบอกว่าขอส่งแค่ตรงนี้เพราะต้องแยกออกไปทำธุระต่ออีกที่หนึ่ง พร้อมก็ชี้ทางให้เราเดินต่อไปสู่จุดหมาย

แค่นี้ก็เป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว เรา ต่างขอบอกขอบใจเป็นการใหญ่ แถมขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนจะแยกย้าย ลุงไปทาง หนูไปทาง นับว่าเมล็ดพันธ์แห่งมิตรภาพ  เริ่มแตกหน่อในวันแรกของทริป นี้เสียแล้ว ถนนซอยที่เราเดินไปสู่ Dubar Square เป็นย่านการค้าเก่าแก่ มีผู้คนจับจ่าย รถเข็นขายผลไม้  รถจักรยานพ่วงท้ายบรรทุกสรรพสิ่งทั้งของกินของใช้  ร้านรวงจอแจ ดูแล้ววุ่นวายดี เดินชมข้าวของ ผู้คนข้างทางเพลินๆ ได้แป็บเดียวก็มาถึงบริเวณ square ซึ่งต่อไปนี้จะใช้คำว่า “ลาน” แทน

ในตรอกซอยสู่ Dubar Square

ภาพชีวิตในตรอก ซอย และถนน ซึ่งเป็นคำจำกัดความครอบคลุมได้ทั้งหมด สำหรับเส้นทางโบราณแคบๆปูด้วยหิน ที่ทอดยาวไปผ่านอาคารคลาสิก เป็นทางร่วมที่ใช้ด้วยกัน  ทั้งรถยนต์คันโต สามล้อ รถเข็น มอเตอร์ไซต์ จักรยาน และผู้คน ที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป  มันนำไปสู่ Kathmandu Dubar Square  และหนุ่มใหญ่ใจดีคนนี้พาเรามาส่งจนเกือบถึงจุดหมาย  เป็นมิตรภาพที่หาได้ในเนปาล ระลึกถึงด้วยความขอบคุณ

โดยขอเปรียบลานนี้เป็นเสมือน “ลานเพลิน” เรียกได้ว่าเป็นนั่งเล่นของคนเมืองนี้ได้ดีทีเดียว ซึ่งดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับจตุรัส (Piazza)ในกรุงโรมหรือในเมืองเวนิสที่มีน้ำพุหรือวิหารอยู่รายล้อม และมีกิจกรรมของผู้คนให้เห็นให้ชมกัน


แต่ต่างกันที่รายละเอียด ที่นี่ไม่มีโต๊ะที่ปูผ้าขาวเรียบกริป ที่ทางร้านอาหารเอาออกมากางด้านนอกเพื่อเรียกลูกค้า นั่งจิบกาแฟ ดูผู้คน เหมือนอย่างในกรุงโรม มีแต่วัว ฝูงนกพิราบที่บินกันให้พรึบพรับไปหมด นอกเหนือไปจากภาพชีวิตพ่อค้า แม่ค้า เด็ก หนุ่มสาว และขอทาน

ลานเพลินนี้ยังให้รถราเข้ามาวิ่งกันควักไขว่ผ่านกลางลานได้อีก เดินที่ลานเพลินที่กาฐมาณฑุนี้ไม่ต่างอะไรกับเดินริมถนนเพราะต้องคอยหลบรถ หรือหลีกมอเตอร์ไซค์ มิฉะนั้นล้อมอเตอร์ไซค์อาจประทับบนเท้าคนเดินถนนได้ไม่รู้ตัว
บริเวณรอบ ๆ ลานกาฐมาณฑุ จะเป็นวัดต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยไกด์บุ๊คมาดูประกอบว่าเรียกว่าวัดอะไรบ้าง วัดในที่นี้ไม่ใช่วัดที่จะมีนักบวชหรือวัดที่ยังใช้ในศาสนพิธีอย่างวัดในบ้านเรา ดูเหมือนเป็นอาคารที่ไร้ชีวิตที่ตบแต่งด้วยภาพแกะสลัก  ของเหล่าเทพและบรรดาสัตว์ ต่าง ๆ ที่ผู้คนนับถือประหนึ่งเทพเจ้า
แต่สิ่งที่ทำให้ศาสนสถานดูมีชีวิตชีวา คือผู้คนที่นั่งรายรอบ  บ้างก็มานั่งเล่นกินลมชมวิว ชมคน บ้างก็มาเป็นคู่ บ้างก็จับกลุ่มเล่นหมากรุก ทอดลูกเต๋า บ้างก็มานั่งรออะไรสักอย่างในชีวิต และมีอีกหลายที่มานั่งงีบ นอนงีบ ตื่นมาค่อยมากันใหม่ นั่งไป ดูรูปในไกด์บุ๊คเทียบกับจุดที่ต้องไปชมรอบ ๆ ลานนี้ไปพร้อม ๆ กัน ยังไม่เห็นไม้แกะสลักรูปพระศิวะและภรรยาที่ปรากฏพระพักตร์ตรงหน้าต่างตามที่ว่าไว้ในไกด์บุ๊ค
“ไหนละพระศิวะกับเมียแก” ถามพี่จ๊อดพลางชี้รูปที่ตามหาในไกด์บุ๊ค
 “ก็อยู่บนหัวเธอนะซิ” เออหนอจุดใต้ตำตอเข้าแล้วไง

เพราะพอแหงนหน้าปุ๊บก็เห็นพระศิวะกับภรรยาโผล่หน้าตรงหน้าต่างด้านบนทอดพระเนตรดูประชาชนของท่านรวมถึงนักท่องเที่ยวตาถั่วอย่างเราอีกด้วย และตรงที่นั่งอยู่นั้นคือ วัด Shiva-Parvati Temple House ที่เป็นอีกที่หนึ่งที่นั่งดูกิจกรรมกลางลานได้ดีทีเดียว

เดินต่อไปจนถึงวังกุมารี เทพที่ยังมีชีวิตอยู่ (Living Goddess) โดยมีความเชื่อว่าเป็นการกลับชาติมาเกิดของเทพเจ้า แม้ประเด็นของกุมารีตามความเห็นของชาวตะวันตก และความเชื่อของโลกที่นับถือฮินดูถึง 90% ในประเทศนี้จะต่างกันอย่างสุดขั้ว คนที่นี่ให้ความเคารพบูชา เป็นสัญลักษณ์ของเทพฮินดูองค์หนึ่ง ขณะที่อีกโลกหนึ่งเห็นเป็นการ ทารุณเด็ก (Child abused) เพราะมีชีวิตเสมือนอยู่ในกรอบ ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีโอกาสได้วิ่งเล่นเหมือนเด็กอื่น ๆ

ศิวะกับชายา ณ กาฐมาณฑุ ดูบา สแควร์

ทรงทอดพระเนตรลงมาสอดส่องพสกนิกรของพระองค์ ซึ่งในยุตนี้ก็คงรวมถึงนักท่องเที่ยวด้วย สายพระเนตรช่างเรียบเฉย และสงบนิ่ง แต่มิอข้างซ้ายที่ประจงแปะอยู่บนประทุมถันของ พระนางอุมา มันชวนให้สงสัยไม่ได้ว่า  ในใจของพระองค์คิดอะไรอยู่ จริงๆนะ....ภาพนี้เป็นยอดฮิตของคัมภีร์เดินทางทั้งหลาย ที่แนะนำให้ "ต้องดู" หาดูได้ที่ Shiva-Parvati Temple House
แม้ปัจจุบันจะมีการปรับวิถีชีวิตของกุมารีให้เข้ากับยุคสมัยบ้างก็ตาม แต่ไม่ว่าโลกไหนจะมองอย่างไร เราก็เคารพในความเชื่อและประเพณีของบ้านเมืองเขา ถึงแม้จะรู้สึกว่ากุมารีคือเด็กหญิงคนหนึ่งที่โดนกำหนดบทบาทให้มีชีวิตเหมือนดั่งต้องห้ามก็ตามที แต่ความรู้สึกที่ว่ากุมารีเป็นของต้องห้ามกลับพลันเป็นของสาธารณะไปในทันที เพราะมีกลุ่มคนบางกลุ่มคอยจ้องหาประโยชน์ เช่นไกด์ผีแขกที่เพียรพยายามเข้ามาชักชวนให้ใช้บริการ บอกว่าหากจ้างเขาเป็นทัวร์ไกด์ เขาสามารถเรียกกุมารีให้ปรากฎหน้าให้เราได้ยลโฉมกัน เห็นทีเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งเนปาลน่าจะแฝงตัวมาสุ่มตรวจดู หากเป็นจริงตามข้อมูลที่พ่อหนุ่มอาสาเป็นมัคคุเทศน์กล่าวอ้าง จะได้ปรับทั้งคนปรับทั้งเทพกันไปเลย
แหงนหน้าเผ้ามองดูหน้าต่างบ้านกุมารีได้สักพัก ก็ไม่เห็นกุมารีออกมาดูผู้คนเลย พลอยให้สงสัยว่ากุมารีกำลังทำอะไรอยู่หลังหน้าต่างไม้ในห้องทึบ ๆ บนนั้น หากใครไม่อยากเสียเวลารอเห็นหน้ากุมารีหรืออยากมีภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็สามารถหาซื้อโปสการ์ดที่แม่ค้าแร่ขายอยู่ข้างนอกดูแทนไปก่อนก็ได้ เพราะถึงแม้จะได้ยลโฉมกุมารีก็ไม่สามารถถ่ายภาพได้

ถัดจากวังกุมารี ก็เป็นลานโล่งกว้างที่มีแต่พ่อค้าแม่ค้าขายของที่ระลึก ส่วนใหญ่เป็นพวกหน้ากากไม้ พระพุทธรูปน้อยใหญ่แบบโลหะสัมฤทธิ์ เครื่องประดับ ลูกประคำต่าง ๆ มีด และอื่น ๆ อีกจิปาถะ แถว ๆ นี้มีร้านแลกเงินด้วย เลยวิ่งไปแลก $60 แรก ประเดิมกำเงินรูปี เงินดอลลาร์ที่นี่แลกได้มากกว่าที่สนามบินตั้งหนึ่งรูปี โดยที่นี่แลกได้ดอลลาร์ละ 78 รูปี เดินได้สักพักก็เดินย้อนมาด้านหน้าอีกรอบ ที่ที่ไม่ควรพลาดอีกที่หนึ่งคือการเข้าชมพระราชวังเก่า แต่โชคไม่ดีที่มาก็ได้เวลาปิดพอดี เพราะไกด์จ๊อดบอกว่าพรุ่งนี้ก็ได้มาอีก แต่ไม่เป็นไรเก็บไว้ดูวันพรุ่งนี้ก็ได้
เดินเลาะมาตรงเกือบถึงทางออกเลยขอนั่งพัก ชมผู้คนอีกรอบ พร้อมหยิบตำรามาดูว่าตกหล่นอะไรไปบ้าง และบรรดาวัดที่เห็นมาแล้วมีชื่อว่าอะไรกันบ้าง ซึ่งแต่ละวัดมีชื่อเรียกยากจำยากอีกต่างหาก เลยไม่จำเป็นต้องจำแบบต้องท่องให้ขึ้นใจ เพราะไม่มีข้อสอบทดสอบความรู้หลังทริปแต่อย่างใด คิดว่าได้มาเห็น มาชมก็น่าจะพอแล้ว แต่สิ่งที่ยากจะลืมคือความงามของงานสลักไม้ภายนอกตัวอาคาร โดยเฉพาะบานหน้าต่าง ประตู และคันทวยบนหลังคาที่งามวิจิตร แม้จะมีอายุล่วงเลยมานานนับร้อยปีแล้วก็ตาม เดินออกมาตรงที่เป็นทางเข้าทางเดิม เห็นตลาดขายผ้า ลวดลายดอกดวงสีสรรบาดตาบาดใจน่าดู แต่ที่แปลกคือผ้าที่ขายไม่ได้ใส่ไม้เป็นพับ ๆ แต่แบกับดินขยุ้มขยุ้มไว้เป็นกอง ๆ ได้แต่เดินผ่านไม่ได้ไปโกยกับเขาด้วย เพราะเห็นลายแล้วไม่รู้ว่าจะออกแบบตัดชุดอะไรดี

เดินจนไปเจอซอกหลืบหนึ่งที่ขายแต่ลูกปัดหลากสีสัน ลูกปัดที่นี่เป็นลูกปัดสีใส ๆ ที่จะเอาไปร้อยเป็น กำไล สร้อยคอ ก็ว่ากันไป ลูกปัดแต่ละร้านร้อยห้อยเต็มแผง มีมากจนนึกไม่ถึงว่าสาวชาวเนปาลจะเอาไปตบแต่งอะไรกันนัก หรือว่าจะเป็นความเชื่อทิ่ยิ่งมีเครื่องประดับ (ornament) มากเท่าไร ความเป็นเทพ (divinity) ก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น เหมือนดั่งกุมารีที่ประโคมใส่เครื่องประดับต่าง ๆ เต็มไปหมดในยามปรากฏตัวในงานพิธี

 

ได้แต่เดินชมลูกปัดหลากสีที่ยิ่งงามเมื่อแสงไฟส่องกระทบ เพราะนึกไม่ออกว่าจะซื้อมาทำอะไร แต่ที่ได้กลับเป็นสติกเกอร์ที่สาวแขกลอกใช้ติดตรงกลางหน้าผาก ที่ไม่ต้องเจิมเป็นการถาวร นึกอยากเปลี่ยนสไตล์ เปลี่ยนลายก็ให้ลอกสติกเกอร์ติดแปะไปเลย ร้านนี้อยู่แซม ๆ ในดงร้านขายลูกปัด ใครจะซื้อเป็นของฝากแบบขำ ๆ ก็เลือกซื้อหาได้ตรงนี้เลย

 

ขากลับเรียกสามล้อปั่นกลับเข้าทาเมล นับเป็นการใช้บริการสามล้อคันแรกในกาฐมาณฑุ สามล้อที่นี่วิ่งฉิว ไม่มีชักช้า แถมยังมีที่ปั่นแซงสามล้อด้วยกันเองให้เห็นอีกต่างหาก นั่งบนสามล้อนี่ก็ให้อารมณ์ที่แปลกไปอีกแบบ แถมยังได้ชมวิวร้านค้า บ้านเรือนข้างทางที่หลายต่อหลายครั้งต้องเหลียวหลังไปมองอีกรอบเพราะพี่สามล้อแกปั่นทำเวลาเร็วเหลือเกิน มองไม่ทัน ให้สามล้อมาส่งย่านทาเมล ไม่ได้ไปส่งที่เกสต์เฮาส์เพราะจะยังอยากเดินสำรวจและหาร้านที่จะกินมื้อเย็นมื้อแรกในกาฐมาณฑุ

ทันทีที่ลงจากสามล้อ ก็เกิดอาการงวยงงว่าจะเดินไปซ้ายหรือขวาดี ท้องฟ้าก็เริ่มมืด มีแต่แสงไฟตามร้านค้าที่จะสว่างมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องปั่นไฟที่ส่วนใหญ่จะตั้งไว้หน้าร้าน พร้อมกับกลิ่นน้ำมันที่ลอยคลุ้งมาจากเครื่องปั่นไฟ เดินไปเดินมาไปเจอซุปเปอร์มาเก็ตตรงหัวมุมถนนพอดี จากจุดตรงนี้หากเดินเลยซุปเปอร์มาเก็ตไปนิดเดียวจะเป็น Kathmandu Guest House ที่ที่ดูออกจะได้รับความนิยมพอดู เพราะเปิดดูจากใน web-site มีให้เช่าทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน และพอได้เห็นกับตาแล้วคงจะเป็นที่นึกไว้จริง ๆ เพราะมีเหล่าบรรดาแท็กซี่จอดรออยู่หน้าเกสต์เฮาส์ต่อคิวยาวเลย แถมยังมีนายหน้าเข้ามาถามขายทัวร์ ที่เจอแล้วต้องจ้ำหนี
ตื่นเต้นมากที่เจอซุปเปอร์มาเก็ตแรกในกาฐมาณฑุ ที่ตื่นเต้นเพราะอยากรู้ว่าเค้ามีอะไรขายบ้าง ซึ่ง ของในร้านก็เหมือนในซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป มีทั้งของใช้จำเป็น อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง ลูกอม ขนมขบเคี้ยว ชอกโกแลต บิสกิต อื่น ๆ อีกจิปาถะ คงไม่ใช่เราแต่เพียงผู้เดียวที่ตื่นเต้นกับซุปเปอร์มาเก็ตในกาฐมาณฑุ เพราะมีเสียงของกลุ่มคนไทยที่ชี้ชวนกันดูโน่น ซื้อนี่ พาลให้นึกว่ากำลังอยู่ใน Tops หรือ Tesco Lotus อย่างไงอย่างงั้นทีเดียว สินค้าก็ไม่ได้แปลกอะไร แต่ที่แปลก คือ ป้ายสรรพคุณที่วางตรงชั้นช็อกโกแลตที่มีหลากหลายยี่ห้อ รวมทั้งห่อคุ้กกี้เนยถั่วที่หน้าตาดูออกจะแข็ง ๆ ที่ว่า “Good for tracking” พลันนึกนับถือนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินป่า ปีนเขา เป็นอย่างยิ่ง หากรักที่จะผจญภัยแล้วยังต้องเตรียมเสบียงไว้กินกันตายอีกต่างหาก  แต่เราขอเป็นนักท่องเที่ยวแบบชมผู้คน ชมบ้านเมืองไปพลาง ๆ ก่อน
ออกจากซุปเปอร์มาเก็ตได้น้ำเปล่าสองขวดใหญ่กลับห้องพักด้วยราคาขวดละ 15 รูปี มื้อเย็นมื้อแรกในเนปาลมาจบที่ร้านอาหารไทยตรงร้านในย่านทาเมลที่มีแต่หน้าตานักท่องเที่ยวเดินสวนกัน เดินเข้าร้านอาหารไทยก็จริงแต่จะสั่งอาหารไทยก็กระไรอยู่ ดูออกจะเสียเที่ยวที่จับเรือบินมากาฐมาณฑุ เลยกวาดตาดูรายการอาหารอินเดียที่มีในเมนูเช่นกัน ตกลงเราได้ไก่ย่าง สไตล์อินเดีย ซึ่งรสชาติไม่เลวเลยทีเดียว แม้จะติดเค็มไปหน่อย ส่วนพี่จ๊อดผู้เห็นเมนูแล้ว แสดงความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด เลือกอยู่นาน สุดท้ายได้มาจบที่จานสปาเกตตี้
อากาศเริ่มเย็นต่างจากเมื่อตอนกลางวันอย่างรู้สึกได้ชัด จากที่นั่งข้างนอกตรงระเบียง คนขี้หนาวที่มาด้วยต้องขอไปนั่งหลบหนาวด้านใน และแม้มื้อค่ำนี้จะอยู่ใต้แสงเทียน ที่ออกจะโรแมนติก แต่คนที่นั่งตรงข้ามไม่ชวนโรแมนติกด้วยแต่อย่างไร เลยกินไป ชมของตบแต่งร้านไปพลาง ๆ มีของอยู่สองสิ่งที่สะดุดตา ที่พอจะบอกได้ว่าเป็นร้านอาหารไทย คือ ร่มบ่อสร้างเชียงใหม่สองคันที่ดูทรงแล้ว คาดว่าน่าจะได้มานานพอดู แขวนอยู่ที่มุมเสาสองต้น พร้อมรูปในหลวงและพระราชินีที่ตั้งเด่นอยู่เหนือเสากลางร้าน พอสอบถามเด็กเสริฟตอนจ่ายตังค์ได้ความว่าเจ้าของร้านเป็นแขกหาใช่เป็นคนไทยไม่ แต่ดูจากรายการอาหารไทยที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายเลย เดาเอาเองว่าเจ้าของคงมีสายสัมพันธ์กับคนไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแนบแน่นเป็นแน่ แต่จะดองกันอย่างไร แบบไหน ก็เกินกว่าจะเดา
กินเสร็จง่วงทันที คงได้เวลานอนเต็มแก่แล้ว เพราะวันนี้ชีวิตเริ่มประมาณตีสี่กว่าได้ ไหนจะขึ้นเครื่องบิน นั่งแท็กซี่ ขึ้นสามล้อปั่นและเดินเท้า ในขณะที่ระบบประสาททุกส่วนต้องทำงานหนัก ปรับข้อมูลรับภาพ รับเสียงพร้อมกลิ่นแบบแทบตั้งตัวไม่ติด แม้แต่เสียงเพลงที่ได้ยินตอนเดินกลับที่พัก จะเป็นเพลงฝรั่งที่คุ้นหู ที่ร้องกันแบบสด ๆ ดังลอยมาหาบาร์แห่งใดสักแห่งในย่านทาเมล ก็ไม่สามารถหยุดเราให้ตามหาที่มาของเสียงที่ร้องได้ดีราวกับเปิดแผ่นได้
แต่ปัญหาก่อนที่จะไปล้มตัวนอนในยามนี้คือหาทางกลับที่พักไม่ถูก ไม่รู้จะไปซ้ายหรือขวาดี มืดก็มืด หนาวก็หนาว แผนที่ที่มีก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ท้ายสุดก็มาถึงที่หมายจนได้โดยใช้ปากนำทาง ถามหนุ่ม ๆ ที่ยืนแกร่วอยู่หน้าร้านขายของ มาเป็นระยะ ๆ ด้วยการถามเน้นเสียงสูงที่ท้ายประโยค “Khangsar Guest House?”
แล้วเราก็พาตัวเองกลับมาถึงห้องพักจนได้  ทั้งห้องมีเพียงไฟสำรอง แสงสลัวจากหลอดไฟสีเหลืองเพียงดวงเดียว ซึ่งตอนที่check-in มา หนุ่มที่เคาน์เตอร์บอกว่าไฟจะมาตอนเที่ยงคืน ในใจก็ได้แต่คิดว่าช่างมาในเวลาที่ไร้ประโยชน์ซะ  จริง ๆ ใครมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องอาศัยเสียบ charge คงต้องลุกมาเสียบตอนเที่ยงคืนกระมัง เสียบทิ้งค้างไว้ก็ยังไม่แน่ใจว่าไฟจะเข้าหรือปล่าว เอาอุปกรณ์ล้างหน้า เครื่องนอนออกจากกระเป๋า
ตั้งท่าจะอาบน้ำสักหน่อย แต่ต้องซักแห้งไปก่อนเพราะไม่มีน้ำอุ่นตามที่พ่อคุณข้างล่างบอก น้ำนั้นเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งละลาย ได้แต่เพียงล้างหน้า ใครใคร่อยากล้างชำระอะไรก็ค่อย ๆ บรรจงล้างเป็นบางส่วนแล้วกัน ได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้จะมีน้ำอุ่นให้ได้อาบสมใจ คืนนี้เปลี่ยนชุด นอนฟังเสียงแตร เสียงรถที่ดังลอยลมมาจากถนนด้านล่างหน้าเกสต์เฮาส์ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

ราตรีสวัสดิ์




เที่ยวเนปาล

Shilva Festival ...ในหุบเขาแห่งกาฐมัณฑุ
หิมาลัยไกลสุดตา
โอ้โฮ...บักตาปูร์
ห้วงคำนึงในเมืองเก่า
หลากอารมณ์ที่กาฐมัณฑุ
ลาที...ไม่ลาจาก



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail *
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.

counter on iweb

Your visit