ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
dot
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
bulletเที่ยวเนปาล


web bord
เรื่องราว หน้าบ้าน
เพลง เพลินๆ
สารคดื เรื่องสั้น
hspace=0

เที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เที่ยวเมืองไทย

Angkor variety...เที่ยวนครวัด

โปรแจ๊ค...เชียงใหม่กอล์ฟเซอร์วิส

hotel deals in christchurch hotel deals in christchurch Submit Commission Structure Reminder (Monthly Basis) Number of Departures Booking Commission Percentage (BCP) + Cost Per Click (CPC) 1-15 4% $0.10 16-49 4.5% (after the first 15 checkouts) $0.10 50-99 5% (after the first 49 checkouts) $0.10 100-199 6% (after the first 99 checkouts) $0.10 200-999 7% (after the first 199 checkouts) $0.10 1000+ 8% (after the first 999 checkouts) $0.10


Shilva Festival ...ในหุบเขาแห่งกาฐมัณฑุ

บทหนึ่งในเนปาล......โดย JarnJoy

Day 2 Kathmandu Mon. 23/2/2009

เช้าแรกในกาฐมาณฑุ ตื่นมาไม่มีน้ำอุ่นอาบเหมือนที่สังหรณ์ใจไว้ไม่ผิด ดีที่ได้กาแฟสัญชาติเวียดนามแบบ 3 in 1 ที่พี่จ๊อดติดมาด้วยช่วยชีวิตบรรเทาเช้าที่ค่อนข้างเย็น โดยวิ่งไปขอน้ำร้อนที่ห้องอาหารข้างล่าง แต่ก่อนที่จะขอมีโวยวายเรื่องน้ำอุ่นนิดหน่อยกับหนุ่มที่เคาน์เตอร์เมื่อตอนที่ check-in ที่คงจะควบเข้าเวรดึกไปด้วย ทำท่าเกาหัวประมาณว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแน่นอน ได้แต่คิดในใจว่าไม่ว่าจะผิดพลาดจริงหรือเธอทำเฉไฉ ช่วยเอาน้ำร้อนมาหนึ่งกาพร้อมถ้วยกาแฟสองชุดด่วน ฉันไม่สนเธอแล้วเพราะคืนนี้จะย้ายไปนอนที่อื่น แทนที่จะได้เงินฉันสองคืนตามที่จองไว้ เอาไปคืนเดียว แล้วจบกัน ในใจไม่คิดว่าจะต้องจ่ายค่าน้ำร้อนเพราะน้ำอุ่นก็ไม่มีให้อาบ แต่ก็ลองถามลองใจดู และแล้วก็ได้ตามที่ลองขอทันทีคือ จ่าย 20 รูปี เป็นค่าน้ำร้อนชงกาแฟ
ไม่อยากมากความ สู้ไปชงกาแฟกินดีกว่ากันเยอะ พ่อคุณยังมาทักท่าถือกาน้ำ กับถ้วยกาแฟเราว่าไม่เคยทำงานร้านอาหารมาก่อน ได้แต่ยิ้มน้อย ๆ มุมปาก อยากจะตอบพ่อหนุ่มเหมือนกันว่า “ใช่จ๊ะ พี่ไม่เคยเป็นสาวเสริฟ เคยเป็นแต่ reception ตามเคาน์เตอร์เหมือนเธอนี่แหละ และถ้าพี่เป็นน้อง พี่ไม่กล้าคิดตังค์ค่าน้ำร้อน จริง ๆ” พี่แกคงคาดไม่ถึง หรือไม่ได้คิดว่าควรจะชดเชย หรือเอาใจแขกอย่างไร ปล่อยให้แขก ซักแห้งข้ามวัน ข้ามคืน เดินประคองเหยือกน้ำร้อนกับถ้วยกาแฟในท่าที่ถูกทักว่าไม่ใช่เป็นมืออาชีพ ขึ้นบันไดไปสามชั้น

สารคดี เที่ยวเนปาล , เงินเนปาล

งุนงงหนักหนาเงินตราเจ้าเอย!!!!!....

จิปกาแฟแต่เช้า แก้หนาวประชด น้ำอุ่นที่หายวับไปในฝัน แล้วก็ช่วยกันสำรวจ เงินตราเนปาล ด้วยสับสนหนักหนา แค่ตัวเลขบนแบงค์ที่หลากหลายราคา เจอตัวเลขเนปาล พลิกไปพลิกมาหาเลขสากล  ก็สับสนจะแย่  ไม่พอมาเจอกับหลากหน้าหลายตาประมุขบนแบงค์ แล้วยังมีทิวเขาหิมาลัยเข้าให้อีก เลยพากันขอดูชัดๆ ว่ามันอะไรกันหว่า แล้วเราก็พอสรุปกันได้ว่า

สารคดี เที่ยวเนปาล , เงินเนปาล

เนปาลเพิ่งผ่านพ้นเรื่องวุ่นวาย และโศกนาฏกรรม แห่งการแย่งชิงอำนาจ ราชบัลลังค์ ใบหน้าผู้มีอำนาจเลยเปลี่ยนไป ตามเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นฉับพลัน และท้ายสุด เมื่อราชวงศ์ถูกล้มไป แบงค์รุ่นใหม่ จึงกลายเป็นเทือกยอดเขาบนเทือกหิมาลัย รู้แล้วรู้รอดไป
 
เช้านี้ยังไร้เสียงจอแจ ชะโงกดูห้องพักข้างๆ ยังเงียบนิ่งสนิทดูเหมือนจะยังหลับไหล จมคราบไคลที่สะสมไว้เมื่อวันวานเต็ม ๆ เหมือนเรากระมัง จัดการกับกาแฟ จัดการกับตัวเอง อาบน้ำแบบแยกส่วน อาบทั้งตัวไม่ได้ โดยให้แต่ละส่วนค่อยๆ โดนน้ำพร้อมกระโดดไปมา ด้วยฤทธิ์ของน้ำที่เย็นเหมือนน้ำแข็งยังไงยังงั้น และไม่แค่อาบอย่างเดียว ยังยอมทนหนาวสระผมอีกด้วย อาบไปกระโดดไป ไม่เกินห้านาที ควัน (ไอเย็น) เต็มห้องไปหมด อาบเสร็จแล้วแทบจะต้องสะบัดตัวแรง ๆ ให้เส้นเลือดสูบฉีด อาบเสร็จเก็บข้าวของลงในกระเป๋า เตรียมย้ายที่นอนคืนนี้ พ่อหนุ่มที่เคาน์เตอร์ที่ตอบเราไม่ได้ว่าทำไมไม่มีน้ำอุ่นยังอุตสาห์ถามทักทายว่าวันนี้จะไปเที่ยวไหนกัน เราก็เฉไฉตอบว่าอาจจะไป นาการ์กอต ( Nargakot)
แค่เจรจาลอยๆ นาย Mukthi ที่บังเอิญอยู่แถว ๆ เคาน์เตอร์รีบนำเสนอว่ามีพี่ชายทำงานอยู่บนดอยโน่น พร้อมเสนอบอกจะให้ราคาพิเศษอีกเสร็จสรรพ ส่วนพ่อหนุ่มที่เฉไฉเรื่องน้ำอุ่นยังแนะต่ออีกว่าวันนี้มีเทศกาลใหญ่ที่วัดวัดหนึ่ง และที่สำคัญคือ “smoking is free” เรานึกในใจว่าคงไม่ใช่แจกบุหรี่ให้สูบฟรีหรอกนะ แล้วรีบประมวลสิ่งที่เชื่อมเข้ากับการสูบการเสพ แล้วถามกลับว่า “you mean pot?” พ่อหนุ่มบอกว่าถูกต้อง ใช่เลย และคำว่าฟรีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไม่ต้องเสียตังค์ แต่ถือว่าสูบกัญชาไม่ผิดกฎหมายเฉพาะวันนี้เท่านั้น ไม่ได้ถามต่อว่าเทศกาลอะไร วัดอะไร และไม่อยากสูบกัญชา เพราะตอนนี้อยากจะกินแต่ข้าว เลยรีบตัวบท ได้แต่ขอบคุณ ขอตัวไปหาอะไรกินก่อนแล้วจะกลับมา check-out เดินไปบ่นไปเหมือนจะรักษาหน้าตัวเองที่พาเพื่อนร่วมทางเข้าที่พักผิดที่ ผิดทาง
“ไอ้เราก็นึกว่ามืออาชีพ เห็นตอบ e-mail ยืนยันค่าห้องเป็นเรื่องเป็นราว แถมยังมีคนไปรับที่แอร์พอทฟรีอีกต่างหาก”
แต่คนที่เดินมาด้วยไม่ออกความเห็นแต่อย่างไร เป็นอันว่าเดินไปบ่นไปให้ตัวเองฟังก็แล้วกัน
เดินข้ามถนนไปกินอาหารเช้า ที่ Tibet Guest House แต่ก่อนจะกิน เดินมายืนยันกับหนุ่มที่เคาน์เตอร์อีกทีว่าเดี๋ยวจะมา check-in และก็เดินเลยต่อไปที่ Sunrise Cottage ว่าจะกลับมานอนวันที่ 26 หลังจากสองคืนที่จะไปพักที่นาการ์กอตและที่บักตาปูร์ (Bhaktapur) มัดจำไว้ที่ $5 โดยไม่มีใบมัดจำใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงลายมือเขียน $5 ตัวน้อย ๆ ของเจ้าของเกสต์เฮาส์หลังนามบัตรของเกสต์เฮาส์เท่านั้น



เมนูอาหารเช้าที่นี่ก็เหมือนเมนูอาหารเช้าฝรั่งที่คุ้นตา ราคากินได้สบาย ๆ ได้ไข่เจียวใส่เห็ดกับขนมปังปิ้ง มาแกล้มกับกาแฟร้อนถ้วยที่สอง คาดว่าคาเฟอีนในกาแฟสัญชาติเวียดนามแก้วแรกคงจางหายไปตั้งแต่ตอนกระโดดอาบน้ำกระมัง มื้อนี้อิ่มท้องไปด้วยราคา 328 รูปีสำหรับสองคน!

ตรงข้ามหน้า Tibet Guest House มีบริษัททัวร์ตั้งเด่นอยู่บริษัทหนึ่ง พี่จ๊อด  ลองเข้าไปติดต่อถามหาข้อมูลเผื่อจะหาลูกค้าคนไทยให้ (เธอทำมาหากินอยู่กับแวดวง เที่ยวตะลอน) หนุ่มที่หน้าตาจะออกไปทางทิเบตมากกว่าไปทางแขก ก็เจรจาพาทีมีอัธยาศัยดี และที่ดีกว่านั้นคือได้ราคาค่าห้องที่นาการ์กอตที่พิเศษจริง ๆ เป็น Hotel View Point ที่ถือว่าหรูอีกที่หนึ่งด้วยราคา $16 เท่านั้น จากราคา tariff ที่ตกเกือบ $40 เห็นจะได้ แถมพ่อหนุ่มยังทำการจองให้เสร็จสรรพเพราะเป็นโรงแรมในเครือเดียวกับ Tibet Guest House สรุปราคาที่ได้ถูกราวกับได้พักฟรี ถูกกว่าราคาที่อีตา Mukthi บอกอยู่โข สงสัยราคาที่ว่าพิเศษนั้น คงจะพิเศษสำหรับพี่ Mukthi แกแต่เพียงผู้เดียวกระมัง

ตอนนี้พอเห็นอนาคตแล้วว่าจะได้นอนที่ไหนในคืนต่อ ๆ ไป บวกกับได้เติมพลังจากอาหารเช้า เลยจ้ำไปเอากระเป๋าออกมาจาก Khagsar Guest House มาไว้ที่ Tibet Guest House ก่อนจะตะลุยกาฐมาณฑุหนึ่งวันเต็ม ๆ เรียกสามล้อแถวหน้า Tibet Guest House ให้ปั่นให้ไปส่งที่ลานกาฐมาณฑุ (Kathmaund Dubar Square) ที่เดิมที่ไปมาเมื่อวานด้วยราคา 80 รูปี สามล้อถีบที่นี่มีประทุนสำหรับบังแดด บังฝนที่เปิดปิดได้ด้วย เราขอเปิดประทุนแบบให้เห็นบ้านเรือนสองข้างทางแบบเต็ม ๆ ตา แถมยังเก็บรูปข้างทางได้อีกต่างหาก
แต่ถ่ายรูปบนสามล้อนี้ค่อนข้างจะลำบากนิดนึง เพราะพี่เขาปั่นเร็ว แถมยังโขยกตามทางขรุขระบางช่วงบางตอนอีกต่างหาก แม้สามล้อจะปั่นผ่านเข้าซอกโน่น ออกซอกนี้ ที่พอจะคุ้น ๆ ตาเหมือนเมื่อเย็นวันวาน แต่แสงของช่วงสายนี้ทำให้ภาพบ้านเรือนต่างไปจากภาพเมื่อวานอยู่มากทีเดียว




สามล้อจอดให้ลงตรงทางเข้าอีกด้านหนึ่งของลานกาฐมาณฑุ จำไม่ได้แล้วว่าทำไมไม่ไปส่งถึงที่เลย จะว่าเป็นเขตรถห้ามเข้าก็ไม่น่าใช่ เพราะเมื่อวานเย็นยังเห็นรถราวิ่งผ่ากลางลานอยู่เลย แต่เมื่อพี่สามล้อให้ลงเดิน ก็ลงเดินไม่มีปัญหาเพราะตอนนี้ยังอยู่ในอารมณ์อยากลงเดินดูร้านค้า บ้านเรือน และยังหามุมแปลก ๆ ถ่ายรูปได้อีก ไม่ต้องถ่ายไปกล้องสั่นไป เพราะเชื่อว่าระบบลดการสะเทือนของกล้องยี่ห้อใด ๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้บนสภาพถนนในซอกซอยในกาฐมาณฑุบวกกับความแรงของสามล้อ ที่ปั่นอย่างสุดตัวสุดแรง




สองสาวเที่ยวถ่ายรูปกับประตู หน้าต่าง สีฟ้า สีเขียวที่ช่างตัดกับสีอิฐตามตัวอาคารเก่า ๆ ได้อย่างงามจริง ๆ ข้ามถนนไปถ่ายรูปฝั่งโน้นที ฝั่งนี้ที ไม่เพียงแต่ชมบ้าน ประตู หน้าต่าง ยังมีป้ายโฆษณาที่ดูเก่า โบราณ และแปลกตาสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ดูบรรดาพ่อค้าขายส้ม องุ่น และกล้วยที่จูงขายบนรถจักรยาน ที่มีให้เห็นตลอดทั้งทริป อาจจะมีแอปเปิ้ลบ้างประปราย




เห็นแล้วสรุปให้ตัวเองว่า ผลไม้ส้ม องุ่น กล้วย แอปเปิ้ล เป็นผลไม้คู่โลก จะต่างกันที่รูปทรง หน้าตาที่ชวนกินหรือไม่เท่านั้น แต่ที่ต้องสะดุดตาเป็นที่สุด คือตาชั่งสีดำเขื่องรุ่นพกพาที่สุดแสนจะคลาสิก ที่ต้องใช้ตุ้มน้ำหนักวัดน้ำหนักของที่ต้องการชั่ง เห็นแล้วต้องถือว่าเป็นบุญตาที่ได้เห็น

เพราะที่เคยเห็นว่าโบราณที่สุดแล้ว ก็เป็นพวกตาชั่งวัดน้ำหนักนักมวยหรือกระสอบข้าวแบบเก่า เห็นแล้วก็อดคิดถึงหน้าที่ของตาชั่งไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแบบดิจิตอลหรือต้องใช้ตุ้มน้ำหนักถ่วง ก็ทำหน้าที่บอกหน่วยชั่ง ตวง วัด เหมือนกัน แต่จะแม่นยำหรือคลาดเคลื่อนมาก น้อย เพียงใด คงขึ้นอยู่กับคนที่ใช้มากกว่าจะเป็นที่ตัวตาชั่งนั้น ๆ
เดินดูของกินข้างทางประมาณกล้วยแขกทอดบ้านเราก็มีให้เห็นเหมือนกัน อย่าง Samosa หรือกะหรี่ปั้บสัญชาติแขกของพ่อหนุ่มที่กำลังทอดอยู่ ดูและดมของเขาแล้วก็เกรงใจ เลยเสียเงินค่า samosa มาลองชิมดูสองอัน พ่อหนุ่มจับ samosa สองอันร้อน ๆ ลงในถุงหิ้วสีดำที่เหมือนถุงขยะดำบ้านเรา แต่ใบน้อยกว่า เดินแกว่งถุง samosa ไป เดินชมเมืองไปแบบไม่รีบแต่ก็ยังต้องระวัง รถราให้ดีตามเคย

เที่ยวเนปาล บนถนนที่ กาฐมัณฑุ ดูบาสแควร์

เดินมาถึงลานกาฐมาณฑุก็ยิ่งแปลกใจเพราะผู้คนดูละลานตามากกว่าเมื่อเย็นวันวานอยู่มาก สาวๆแต่งส่าหรี สีสดใสเต็มไปหมด อีกทั้งมีเด็กวิ่งให้เต็มเมือง เข้าไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามพี่เจ้าของร้านปักผ้าทังก้าแถว ๆ บริเวณทางเข้าลาน ดูบาร์ สแควร์ ที่ส่งภาษากายดูแล้วเป็นมิตร
“Namaste” สาวไทยทัก แต่ไม่วายจะหลุด“Morning”
“Namaste … morning” หนุ่มเนปาลทักตอบพร้อมส่งยิ้มน้อย ๆ
“Why so many people here today?” สาวไทยถามด้วยประโยคที่ละกฎไวยากรณ์
“Festival …” หนุ่มเนปาลตอบ สาวไทยทำท่าจะรุกถามต่อว่าเทศกาลอะไร
“Shilva’s birthday…government holiday.” ประโยคที่ไม่สมบูรณ์แต่ได้ใจความชัดเจน เป็นคำตอบ สวนมาทันควัน
สรุปแล้ววันนี้เป็นวันหยุด เป็นวันเฉลิมฉลองวันประสูติของพระศิวะ และคงเป็นเทศกาลเดียวกับที่พ่อหนุ่มที่ Khangsar Guest House บอกเมื่อตอนเช้า เราได้แต่หลับตานึกภาพว่าคนที่ไปเที่ยววัดที่พ่อหนุ่มชวน คงจะทำตาปรือ ตาปรอยเพราะเมากัญชากันทั้งวัด อย่างนี้เขาเรียกว่าฉลองกันให้สุด ๆ ผู้คนเต็มลานไปหมด และที่แน่นยิ่งกว่าที่ใด ๆ คือวัด Mahendreswor ที่เป็นวัดแรกตรงทางจะมุ่งเข้าไปยังลานกาฐมาณฑุ ซึ่งวัดนี้หน้าตาคล้าย ๆ กับศาลเจ้าพิกล ด้านหน้าของวัดนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียดกันไปไหว้สักการะกันด้านใน เราเองก็เดินมาตามรอยที่เดินเมื่อเย็นวาน แล้วก็ เข้าไปวังกุมารีเหมือนเคย วันนี้กุมารีก็หลบอยู่แต่ในวังทึบๆ อีกตามเคย มีแต่แม่หรือพี่เลี้ยงก็ไม่ทราบได้ โผล่หน้าออกมาให้เห็นนอกหน้าต่าง ตกอกตกใจหมดเลยว่าทำไมรูปพรรณกุมารีทำไมถึงเปลี่ยนรูปองค์ไปได้มากมายขนาดนี้

หลังจากพลาดที่ไม่ได้เห็นองค์เทพ ก็เดินออกมาชมคนเดินดินเป็น ๆ ตรงลานขายของข้าง ๆ วังกุมารี เห็นผู้คนขวักไขว่อีกตามเคย ความแปลกของลานนี้คือ แม้จะเป็นสถานที่ที่ให้ผู้คนเดินชม เดินเล่น แต่ก็ยังปล่อยให้รถราวิ่งกันให้จราจล ไม่ต่างกับท้องถนนสัญจรแต่อย่างไร ฉะนั้นไม่ว่าจะไปทางไหนต้องหลบรถให้ดี
และแล้วพี่จ๊อดก็โดนล้อมอเตอร์ไซค์เหยียบแบบถาก ๆ จนได้ คนโดนเหยียบก็ยั๊วสุดฤทธิ์ คนถามก็เป็นห่วง กลัวจะเดินไม่ได้เอาจริง ๆ แต่ยังแอบถามในใจว่าเธอเดินยังไงของเธอ สงสัยมัวแต่เพลินแหงนหน้าหามุมกล้อง วัดแสง เลยลืมมองเบื้องล่าง เราถามย้ำว่าไม่เป็นอะไรแน่นะ ใจนะกลัวว่าจะไปออกอาการเอาเวลาอื่น เธอก็ตอบย้ำเหมือนกันว่าไม่เป็นอะไร ว่าแล้วก็กลับหลังหัน เดินกลับเพราะลานเพลินนี้กำลังจะเดือดเป็นลานเพลิงเพราะคุณเธอเริ่มเดินไป บ่นไป

 

 

จากลานกว้างด้านข้างวังกุมารี เดินย้อนกลับไปทางออกที่เดินตรงลานเพลินที่เดิม เห็นผู้คนจับจองที่นั่งตามขั้นบันไดสูงเก้าชั้นตรงเทวาลัยมาจู กันให้ครึกครื้นคงมารอดูขบวนอะไรซักอย่าง เพราะเราเห็นวงดุริยางค์กำลังเตรียมตัว
แต่ก็ไม่ได้อยู่รอดู เลยเดินไปดูพระราชวังเก่าที่พลาดชมเมื่อวาน และวันนี้ก็พลาดอีก
เพราะปิด วันจันทร์ พลาดมาแล้วสองครั้งเลยได้แต่ปลอบใจตนเองไปพลาง ๆ
ว่าเราคงจัดอยู่ในวรรณะจัณฑาลกระมัง เลยเข้ารั้ว เข้าวังอะไรเขาก็ไม่ได้

ได้แต่ถ่ายรูปประตู หนุมาน (Hanuman Dhoka) ที่ตั้งอยู่บนแท่นสูง
ด้านหน้าข้างประตู ทำหน้าที่เป็นนายทวาร วันนี้มีผ้าแดงปิดคลุมหนุมาน
ทั้งตัวแต่ก็ยังมีผู้คนมาไหว้สักการะกันไม่ได้ขาด

แม้พระราชวังจะปิดแต่ก็มีทหารยืนถือปืนเฝ้าอยู่ด้านใน
พอเรายังเห็นผู้คนเดินเข้าไปไหว้เทวรูปด้านในตรงประตู
ทางเข้าเราก็เลียบๆ เคียงๆ ขอเฉียดวังไปกับเขาด้วย
แต่ก็เดินเข้าได้แค่เขตที่ทหารยืนอยู่เท่านั้น เลย
ขอถ่ายรูปคู่กับพี่เค้าแบบไม่มีเขิน
โดยใช้โอกาสนี้ส่องมองดูพื้น
ที่ด้านใน ที่ร้างไร้ผู้คน ไม่มี
กิจกรรมใด ๆ ให้เห็นทั้งสิ้น

 

เดินกลับไปที่วัด Shiva-Parvati Temple
House เพื่อไปร่ำลาพระศิวะกับพระมเหสี
องค์เทพที่พี่จ๊อดผู้ซึ่งมีตาไวสังเกตเห็นก่อน
เมื่อวันวาน แต่วันนี้ตาเธอยังสังเกตอย่างถี่ยิบ

 

“พระศิวะจับนมเมียด้วย”
“บ้า!”
“เอ๊าะ ... ไม่เชื่อเธอดูดี ๆ ซิ”

จริงอย่างที่ว่าด้วยซิ เพราะปทุมถันข้างซ้ายของพระนางปารวตี มีนิ้วทั้งห้าของพระศิวะแปะ
ณ ตำแหน่งที่ว่าจริง ๆ แถมพระกรข้างขวาของนางโอบไหล่พระสามี แต่ท่าโอบแต่ละองค์ดูจะขัดกับพระพักตร์ที่ตั้งตรง ทอดพระเนตร ออกนอกพระบัญชรอย่างไรพิกล

นั่งพินิจภาษากายขององค์เทพทั้งสองอย่างทุกซอกทุกมุม ตามแต่จะเห็นได้ในทิศเบื้องล่างนี้พร้อมกับหยิบเอา samosa ที่ผูกแกว่งกับกระเป๋าอยู่นาน มาชิมใต้เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ แต่ด้วยรสชาติที่ไม่คุ้นลิ้น มองหาถังขยะที่จะทิ้งมันไปให้ไกลตา ก็หาไม่เจอสักใบไม่ว่าจะเป็นจุดไหน ๆ ของลานนี้ เลยต้องเก็บที่เหลือผูกไว้ข้างกระเป๋าให้แกว่งไปมาเหมือนเดิม
ทางออกยังคราคร่ำไปด้วยผู้คน มีทั้งคนเดิน แม่ค้าขายถั่ว เด็กขายสายไหม พ่อค้าขายไอติม คนนั่งขอรอทานจากผู้ใจบุญ อย่างไม่สะทกสะท้านความร้อนของแดดที่มาแทนที่อากาศเย็น และสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ใช่กระป๋องใส่เงิน แต่เป็นอาหารพวกเม็ดข้าวสาร กล้วยสุกที่งอมจนดำ เป็นต้น เราได้แต่แอบมองและเดินไปถ่ายรูปพ่อค้า แม่ค้า เด็ก ๆ แทน
ขาเดินออกจากลานกาฐมาณฑุนี้ เดินทิ้งช่วงกับพี่จ๊อดแต่ไม่ให้หลุดเส้นทาง เพราะมุมที่โดนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่พอมาด้านหน้าวัด Mahendreswor ชะโงกหาพี่จ๊อดไม่เจอเพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ผ้าสาหรีคลุมหัวหญิงแขก สีสรรฉูดฉาด ลายตาไปหมด เพ่งกวาดสายตาหามองไปโดยรอบสักพัก เห็นเธออยู่ในมวลหมู่เด็กราวกับ “ปุ๋ยรักเด็ก” ก็ไม่ปาน ไม่รู้คุยถูกอกถูกใจอะไรกัน แถมมีขอที่อยู่เด็กน้อย สัญญาว่าจะส่งรูปไปให้อีกต่างหาก
แต่แล้วอารมณ์รักเด็กพลันเปลี่ยนเป็นอยากกินเด็กไปในทันที เพราะสองสาวน้อยที่ตั้งท่าให้ถ่ายรูปนั้นวิ่งมาขอเงินหน้าตาเฉยหลังจากที่พี่ปุ๋ยเดินละจากมาเพียงไม่กี่ช่วงก้าว ตอนแรกพี่ปุ๋ยแกนึกไม่ถึง เห็นท่าทางเหมือนเด็กมาวิ่งเล่นแถววัดเพราะโรงเรียนปิด แต่ที่ไหนได้ น้อง ๆ เค้ามาหารายได้เสริมในวันหยุดนั่นเองโดยมีนักท่องเที่ยวที่มีโหวเฮ้งแบบ “ปุ๋ยรักเด็ก” เป็นเป้าหมาย

เดินแทรกผู้คนเพื่อไปชมข้าวของในตลาด ตั้งใจจะไปแค่ชม ไม่ซื้อ แต่ต่อมเสียตังค์มันแวบเข้ามาว่าถ้าจะซื้ออะไรเวลาไปเที่ยว ก็ให้ซื้อซะเพราะไม่รู้ว่าชั่วโมงหน้าจะได้ซื้อหรือเปล่า ซึ่งต่อมนี้ทำงานได้ดีชะมัดเพราะแม้เพิ่งจะเป็นวันที่สองของทริป ก็ได้ผ้าคลุมไหล่มาสามผืน ไม่รู้ว่าถูกหรือแพงกว่าที่ทาเมล เพราะเห็นคนท้องถิ่นเดินกันย่านนี้ โดยคาดเอาเองว่าน่าจะถูกว่าแถวที่นักท่องเที่ยวอยู่กัน ซื้อมาแล้วก็แล้วกัน
แม้วิธีขายของที่ร้านที่หลุดเข้าไปนี้ไม่ให้ลูกค้าได้มีเวลาตัดสินใจ หรือเปรียบเทียบเลย พ่อคุณทำการขายแบบเชิงรุกจริง ๆ ส่วนใครที่ชื่นชอบลูกกุญแจแบบโบราณ หม้อ ไห กระทะทองเหลืองทองแดง กลอนประตู ที่จับประตู ของแต่งบ้านและอื่น ๆ อีกมากมาย หาซื้อได้ที่นี่หมด แต่จะชอบอย่างไรก็ต้องยับยั้งช่างใจไว้บ้าง

ขืนแบกหม้อแขกที่หนักเกือบห้ากิโลกลับบ้านคงไม่ไหวแน่ ได้ถาดทองเหลืองมาฝากครูสุรภี ตั้งใจให้แม่ใส่เหล่าผลไม้ (แต่ไป ๆ มาครูสุรภีก็เก็บเข้ากรุอีกตามเคย ) ราคาทองเหลืองที่นี่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและลวดลาย และจากที่สังเกตหม้อไห กระทะ ถาด เหล่าบรรดาภาชนะที่ใช้ในครัวที่เป็นเหล็ก โลหะทั้งหลาย

พาลให้มีคำถามถึงการครัวของแขกที่นี่ว่าเขาต้องเตรียม ต้องปรุงกันอย่างไร นึก ๆ แล้วคงต้องหาแม่สามีเป็นชาวเนปาลีกระมัง รับรองได้เรียนรู้หมดแบบไม่มีกั๊ก ติดเพียงแต่ว่าจะอยู่ทนทำอาหารให้แม่สามีและสามีกิน ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ต่างหาก

มัวแต่เพลินชมข้าวของ ดูเวลาแล้วยังไม่ได้กินกลางวันกันและยังมีที่ต้องไปดูซ่อมเมื่อวานที่องค์สถูปเล็กไปหน่อย ที่ที่จะไปในบ่ายนี้ คือ สถูปสยมภูวนาถ ที่ตั้งอยู่บนเขาที่เราต้องนั่งแท็กซี่ออกไปอีกประมาณสามกิโลเมตร รีบนั่งสามล้อปั่นเอาข้าวของไปเก็บที่เกสต์เฮาส์ก่อน พักที่ Tibet Guest House ท่าทางคุณภาพชีวิตจะดีขึ้นเพราะอย่างน้อยก็มีไฟ charge แบตกล้อง อีกทั้งมีน้ำอุ่นให้อาบอีกด้วย คืนนี้คงได้นอนฝันดีเป็นแน่

พี่จ๊อดเธอรีบอาบน้ำชำระล้างที่เก็บค้างมาตั้งแต่เมื่อคืน เธอผวาว่ากลับมาจะไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ เราก็นอนรอเกลือกกลิ้งบนเตียงได้ไม่นานเพราะต้องรีบทำเวลา เวลานั่งกินกลางวันไม่มีแล้ว ค่อยเก็บไว้กินตอนเย็นทีเดียว

จาก Tibet Guest House เดินไปร้าน Weizen หาขนมปังกินรอท้องไปพลาง ๆ ก่อน เราได้คุ้กกี้ เนยถั่วมาอันหนึ่ง อันเท่าจานรองแก้ว อันนี้ไม่ได้ซื้อกินกันตายเหมือนที่จะเอาไปกินเวลาเดินป่า เดินเขา แต่กินเพราะเห็นถั่วโรยมิดตัวคุ้กกี้ ส่วนรสชาตินั้นก็ไม่เลวแม้จะกรอบจนถึงขั้นแข็งไปหน่อย

เรียกแท็กซี่แถวทาเมลขึ้นไปบนสถูปบนเขาที่เรียกว่า สยมภูวนาถ (Syayambhumath) ขึ้นมาจำไม่ได้แล้วว่าราคาเท่าไหร่ จำได้แต่เพียงมีการเสนอขายขากลับว่าถ้าให้รอจะคิดราคาเท่านี้ ได้แต่บอกปัดไปว่าไม่เอา
 
เพราะไม่รู้ว่าจะต้องอยู่นานเท่าไหร่ พอนั่งไปอีกสักพักพ่อคุณก็เสนอขายขากลับอีก เราก็ต้องปฏิเสธย้ำไปอีกว่าไม่เอาจริง ๆ นะนายจ๋า
เส้นทางสู่สถูปที่เท็กซี่ขับผ่านดูแปลกตาดี ข้างทางเป็นร้านรวง บ้านคนแบบธรรมดา ๆ ถนนแคบ ๆ ที่ต้องลุ้นเวลารถสวนกัน และสไตล์การขับก็ไม่มีใครหลีกให้ใคร จนมีช่วงหนึ่งพี่แท็กซี่ต้องจอดรถแล้วเดินไปย้ายมอเตอร์ไซด์ที่จอดข้างทาง กระเถิบหลบ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้ไปไหนกันสักที เพราะคันที่สวนมาก็จะไปเหมือนกัน แทนที่จะแบ่ง ๆ กันไป ผู้โดยสารต้องนั่งลุ้นตาม และสุดท้ายแท็กซี่ก็ขับปุเรงปุเรงมาถึงที่จนได้
ภูมิทัศน์ที่เชิงเขาด้านล่างก่อนเดินขึ้นไปยังสถูปข้างบน ไม่ได้ชวนให้เชื่อว่าเป็นหนึ่งใน a must to see แต่อย่างใด  พาลให้ไม่แน่ใจว่ามาถูกที่จริง ๆ หรือเปล่าว  ตะวันเริ่มจะคล้อยแล้ว ต้องรีบเดินขึ้นเขาตามบันไดที่สูงชันพอควร แถมมีลิงหน้าแดง หางยาว คอยจ้องที่ถุงขนมปังที่ถือหิ้วขึ้นมา เรารีบหาตัวช่วยโดยใช้สายตาสบตากับกลุ่มน้อง ๆ หนุ่ม ๆ ที่นั่งเกาะแถวราวบันได ราวกับจะถามว่าจะต้องทำอย่างไร มันจะกัดไหมนี่ พ่อหนุ่มเหมือนจะรู้ว่าสาวแปลกหน้ากำลังหาตัวช่วยอย่างออกหน้าเลยบอกว่า “It’s OK.”
แม้จะเป็นอย่างที่หนุ่ม ๆ บอก พี่ก็รีบยัดถุงขนมใส่อกเสื้อหน้าตาเฉย โดยไม่มีท่าทีเหนียมอายแต่อย่างใด ไม่เคยไว้ใจลิงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้ตามความเชื่อของชาวฮินดูที่ว่าหากผู้ใดให้ความรัก ความเมตตาต่อลิง ผู้นั้นก็จะได้รับความรักจากพระเจ้าเช่นกัน นับถือกันถึงขนาดให้เป็นลิงศักดิ์สิทธิ์ ตามชื่อเรียกวัดนี้อีกชื่อหนึ่งคือ วัดลิง (Monkey Temple) ไม่ใช่ว่าไม่เมตตาลิง แต่กลัวลิงรุมทึ้งขึ้นสมอง
เห็นลิงทีไรอดนึกถึงข่าวลิงที่เขาสามมุกหรือลิงที่ลพบุรีที่ตบตีแย่งอาหารจากนักท่องเที่ยวไม่ได้ และที่น่าแปลกคือมันรู้ด้วยว่าถุงไหนเป็นถุงอาหาร แต่ลิงที่นี่ท่าทางจะน่ากลัวกว่าเพราะดูแล้วกว่าจะรออาหารที่จะเหลือจากคนคงต้องนั่งรอไปอีกนาน สรุปแล้วไม่ว่าลิงที่ไหน หรือประเภทไหน ก็ไม่ควรเข้าใกล้ อยู่ห่างไว้เป็นดีที่สุด และคงมีลิงประเภทหนึ่งที่ไม่อาจกล้ำกรายเข้าเขตพวกกะเทยได้เลย คือ ชะนี ไม่เพียงแต่กะเทยที่จะไม่ชอบ เราเองบางครั้งก็ไม่ถูกกับชะนีในบางอารมณ์เช่นกัน
ค่อย ๆ เดินบันไดขึ้นเขาไปเพราะค่อนข้างชันพอควร จำเป็นต้องจับราวบันไดเหล็กไว้ให้มั่น ยึดไว้ไม่ให้หงายท้องตกเขาเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้เห็นสถูปที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในเนปาล และขณะที่กำลังรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายก่อนจะถึงขั้นสุดท้าย พลันมีเสียงบอกให้เสียค่าผ่าน หันไปรอบ ๆ เห็นมีแต่ซุ้มเล็ก ๆ ด้านข้างบันได ที่ไม่ได้เขียนบอกอะไรที่เด่นชัด เราเองก็จ่ายไม่มีขัดขืนอยู่แล้ว แต่ที่ยังงง ๆ คือ จ่ายตังค์แต่ไม่มีตั๋วให้ แม้จะถามย้ำแล้วว่า “No ticket?” ไม่ต้องมีตั๋ว มีใบอะไรที่บอกว่าฉันจ่ายไปคนละ 100 รูปีแล้วหรือ แขกเฝ้าซุ้มก็ทำท่าบอกให้ขึ้นไป อย่าเรื่องมาก ฉะนั้นค่าเข้าชมที่นี่จ่ายแล้วก็จบกัน ไม่รู้ว่าเงินนั้นจะไปอยู่ในกล่องของใคร

คำถามแรกที่เลยบันไดขั้นสุดท้าย และยืนอยู่ตรงหน้าสถูปคือ ธงภาวนาที่โยงตามมุมสถูปเหมือนในรูปหายไปไหน เห็นมีแต่ธงสีซีด ๆ บาง ๆ ที่ติดห้อยตรงลานชมเมืองเหนือสถูปนี้ เริ่มไม่แน่ใจว่าที่นี่ใช่ที่เราจะมาแก้มือจากสถูปจำลองที่ไปเห็นมาเมื่อวานเย็นหรือเปล่า และแล้วซึ่งสิ่งที่ยืนยันคำตอบได้ในยามนี้คือ

เปิดไกด์บุ๊คใช้อ้างอิง เราเลยเอ๋อเล็กน้อยว่าที่นี่แหละคือตัวจริง ภาพจริง เพียงแต่ไม่มีธงภาวนาโบกสะบัดเหมือนดั่งในรูปเท่านั้น บทเรียนของการเดินทางบทแรกนี้ คืออย่าได้พกความคาดหวังมาเต็มร้อย
เดินดูรอบองค์สถูป พร้อมเงยหน้าสบตากับดวงตาธรรมด้วยใจสำรวมและด้วยความความเคารพ นอกจากชมองค์สถูปแล้วยังเดินชมบริเวณรอบ ๆ ที่มีเจดีย์เล็ก ๆ รายล้อม มีวัดทิเบตและพระทิเบตที่ประกอบกิจทางศาสนาภายในวัด มีร้านขายของที่ระลึก รูปภาพและ CD เพลงมีกลิ่นอายของเพลงสวด เดินแล้วก็ได้แต่ดู แต่ไม่รู้ที่มาที่ไป บอกตัวเองว่าต้องไปเพิ่มอ่านเติมสักหน่อยให้ สมกับการเดินขึ้นมานมัสการองค์สถูปบนเขานี้
เย็นแล้วแต่ก็ยังมีคนเดินขึ้นมาอยู่ นอกจากมาไหว้พระแล้ว ยังมาดูทิวทัศน์ภาพเมืองกาฐมาณฑุในมุมกว้าง ภาพเมืองกาฐมาณฑุจากเขาบนสถูปนี้ คือ เมืองสีตุ่น ๆ เมืองที่ไม่มีตึกทันสมัยระฟ้า เสียดแทงสูงเด่นแต่ประการใด แต่จะให้บอกตำแหน่งไหนเป็นอะไรคงต้องเหน็บชาวเนปาลีมาช่วยพากย์เป็นดีที่สุด เดินเก็บรูปยามเย็นบนเขาอยู่ไม่นานเพราะแสงอาทิตย์ยามเย็นมาเยือนแล้ว ไหนยังจะต้องบวกเวลาเดินลงและกลับเข้าเมืองอีก ขาลงจับราวบันไดไว้ให้มั่นตามเคย ค่อย ๆ เดินลงจนมาถึงระดับที่ปลอดภัย ขาลงมานี้ไม่เห็นฝูงลิงแล้ว สงสัยพากันกลับบ้านเหมือนนักท่องเที่ยวที่ลงเดินกลับเข้าเมืองเช่นกัน
ระหว่างทางมีพ่อค้าขายผลไม้ที่เฉือนขายกันสด ๆ สดทั้งมือแขกและสดทั้งผลไม้ ที่แปลกคือหนึ่งในผลไม้นั้นมีมะพร้าวแก่ ที่ฝานขายเป็นชิ้น ๆ พร้อมทั้งมีการจุ่มลงในน้ำอะไรสักอย่าง มีลูกค้าสาวกำลังอุดหนุนอยู่  หล่อนกัดแบ่งกับเพื่อนสาวที่มาด้วย ท่าทางเคี้ยวมันเคี้ยวเพลินอย่าบอกใคร
ลงมาจนถึงด้านล่าง มองเห็นธงภาวนาหลากสีแต่สภาพบางซีดพัดโบกสะบัดอยู่พาลให้สงสัยว่าธงภาวนาที่องค์สถูปนั้นคงได้รับการรื้อออกเพราะอาจจะเก่าเต็มที และคงรอเวลาเฉลิมฉลองเปลี่ยนประดับธงให้สดใสในเทศกาลใดเทศกาลหนึ่งเป็นแน่แท้
สาวสูงวัยใจบุญ แวะซื้อหินสลักที่ทำเป็นจี้ห้อยคอ สลักตัวอักษรประมาณ Om ทำนองนั้น ที่อุดหนุนเพราะเห็นพี่แขกนั่งแกะสลักตอนขาขึ้นเขา และขาลงนี้พี่แขกก็กำลังเก็บร้านโดยโกยของที่วางเรียงอยู่บนผ้าที่เปื้อนฝุ่นสีซีด สีที่ยังพอให้เห็นเป็นลาง ๆ ว่ามันเคยเป็นผ้าสีแดงมาก่อน เธอเลยอุดหนุนไปสองอัน ไว้เป็นขวัญถุงพี่แขกก่อนจะเก็บร้านกลับบ้าน
เรียกแท็กซี่ด้านล่างสถูปกลับทาเมล ได้ราคากันตามที่ต่อ เกือบจะเปิดประตูไปนั่งอยู่แล้วเชียว เพิ่งมารู้ว่าราคาที่ตกลงกันเป็นราคาแบบร่วมด้วยช่วยกัน โดยจะจับแหม่มฝรั่งอีกสองคนนั่งเป็น car pool ไปกับเราด้วย อีตาแท็กซี่คนนี้ถ้าไม่บ้าก็เพี้ยนที่จะให้เรานั่งไปกับคนแปลกหน้า แถมยังจะอัดสี่บั้นท้ายเข้าในรถบุโรทั่งคันจิ๋วนี้ เพิ่งจะรู้ว่าเวลาตกลงราคาแท็กซี่ที่นี่ต้องย้ำว่าไม่ใช่ราคา car pool นะ
รีบเดินเลี่ยงหนีเหล่าคิวแท็กซี่ ไปเรียกรถคันที่เพิ่งขึ้นมาส่งคน ช่วยเอาสาวไทยสองคนนี้กลับไปด้านล่างด้วย โดยเจรจาต่อรองด้วยราคาที่ย้ำว่าไปกันแค่สองคนเท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยว ไม่ต้องเสียสติให้แขกหลอกจับนั่งสนทนาธรรมไปกับใครก็ไม่รู้ ขาลงมานี้เจอด่านหยุดรถ แต่เป็นด่านบุญที่มีเด็ก ๆ เป็นหัวโจก และวิธีการเรี่ยไรบุญดูจะจิ๊กโก๋ไปหน่อย โดยใช้เชือกกั้นรถที่ผ่านไปผ่านมา
ที่จริงภาพนี้เห็นตั้งแต่เช้าที่หน้า Khangsar Guest House แล้ว ที่กลุ่มชายหนุ่มจะคอยเรียกรถให้หยุดโดยใช้เชือกเป็นอุปกรณ์ ราวกับว่าเป็นประตูเงิน ประตูทองในงานแต่งไทย แล้วก็มีคนถือกล่องกระดาษเขียนว่า “donation” เรี่ยไรเงินทำบุญ แต่สังเกตได้ว่าคนโดนเรี่ยไรเงินจะเป็นหน้าตาคนท้องถิ่นมากกว่า เขาไม่รบเร้า เซ้าซี้กับนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด เพราะตอนนั้นเราเดินตัวลีบพร้อมภาวนาในใจว่าอย่ามายุ่งกับตู ซึ่งก็เป็นตามที่ภาวนาจริง ๆ และแม้หล่อนจะรอดไปแต่ก็อดนึกถามตัวเองไม่ได้ว่าที่ปล่อยให้ผ่านนี้เป็นเพราะสวยไม่พอหรือไร
ส่วนแท็กซี่ที่นั่งมานี้ก็ผ่านด่านมาหลายด่านเหมือนกัน ซึ่งพี่เค้าก็ไม่ได้มีท่าทีหงุดหงิดประการใด แต่ไม่รู้พูดโหวกเหวกอะไร เด็ก ๆ เลยให้ไฟเขียว ผ่านฉลุย มาถึงทาเมลยังขอเดินเล่นอีกเล็กน้อยก่อนหาที่กินข้าวเย็น เดินผ่านร้านขาย CD เพลง และด้วยจังหวะ ท่วงทำนองแบบแขก “ดึ๋ง ดึ๋ง ตึง ตึง” ไม่มี Nobody ของ Wonder Girl หรือ Circus ของ Britney Spear เปิดกระหน่ำให้เสียบรรยากาศ มนต์เพลงแขกสะกดเราให้เข้าไปในร้านอย่างไม่รู้ตัว พร้อมกับการทำงานของต่อมซื้อของที่ทำหน้าที่ขึ้นมาทันที
ให้เหตุผลกับตัวเองว่าเอาไว้เป็นที่ระลึก เหมือนตอนที่ควัก 20 ปอนด์แลกกับ CD สองแผ่นจากวงเปิดหมวกที่ลอนดอน เพลงอะไรก็ไม่รู้ วงอะไรก็ไม่รู้จัก แต่แค่ได้ฟังช่วงทำนอง จังหวะที่แปลกหู นักดนตรีเล่นกันสด ๆ ก็ยินดีที่จะอุดหนุน โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เราถือว่าภาษาเพลง คือ ภาษาสากล ไม่มีภาษาแม่ ไม่ใช่ภาษาที่สอง หรือภาษาต่างประเทศแต่อย่างใด เลือกไปเลือกมาได้มาสามแผ่น ได้ทั้งแผ่นผีแขกและแผ่นไม่ผี โดยไม่ต้องร้องปวรณาตั้งตนว่าจะซื้อแต่ของลิขสิทธิ์ เพราะพ่อหนุ่มคนขายเขาจัดให้เองหมด ตั้งใจจะเอาฟังยามคิดถึง Nepal
แต่ที่ทำให้เพลินทั้งฟังและซื้อ คือ พ่อหนุ่มดีเจคนขาย ขอลองฟังเพลงไหน อัลบั้มใด พี่ก็จัดให้ทุกเพลง ไม่มีงอแง แถมแนะนำอัลบั้มไหนขายดี ชุดไหนเพราะ นักร้องคนไหนดังอีกต่างหาก พอเลือกได้เสร็จสรรพ ทิ้งพี่จ๊อดอยู่เลือกต่อและรอจ่ายเงิน ส่วนตัวเองขอวิ่งไปแลกตังค์ก่อนเพราะวันนี้จ่ายไปเยอะพอดู กลัวจะมีตังค์ไม่พอจ่ายค่าข้าว 
ร้านแลกเงินอยู่เยื้องร้าน CD ไปหน่อยเดียว แลกเงินท่ามกลางแสงเทียนที่จุดสลัว โดยยื่นใบร้อยดอลลาร์แต่ขอแลก $60 ก่อนและพอได้เงิน นับเงินครบปุ๊บก็วิ่งแน่บกลับไปที่ร้าน CD เพราะบรรยากาศหนึ่งหญิงไทย หนึ่งชายแขก ในช่องแลกเงินในซอกเล็ก ๆ พร้อมแสงสลัวจากเทียนไม่ได้สร้างบรรายาศให้ประวิงเวลาขอให้คืนนี้ผ่านไปอย่างช้าๆ แต่อย่างใด
อาหารเย็นจบลงที่ร้าน Weizen ร้านขนมปังที่ซื้อขนมปังและคุ้กกี้เนยถั่วเมื่อตอนกลางวัน โดยด้านในนั้นเป็นร้านอาหาร ซึ่งเราได้เล็งเมนูไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ได้กินแกงไก่สไตล์อินเดียเป็นมื้อแรกในเมืองแขก เสริฟมาพร้อมกับ chapati สองแผ่น ซึ่งตอนแรกสั่งไปหนึ่งแผ่น พ่อหนุ่มทำโทนเสียงเหมือนบอกว่าแผ่นเดียวจะพอหรือ สาวไทยผู้คุ้นแต่แผ่นโรตีและแผ่นนาน (Nan) ก็ทำหน้างงๆ แต่ก็สั่งไปสองแผ่นเพื่อให้พี่เขาสบายใจ
แกงไก่เสริฟมาพร้อมกับ chapati แต่วิธีกินก็เหมือนกับโรตี คือ บิแผ่นแป้งเป็นคำแล้วจิ้มลงไปในแกง รสชาติกลมกล่อมถูกปาก แม้ว่าจะติดเค็มไปหน่อย แกงไก่ถ้วยนี้หมดไปพร้อมกับ chapati หนึ่งแผ่น ไม่สามารถจัดการกับแผ่นที่เหลือได้แต่อย่างใด มื้อเย็นนี้กินเคล้าแสงเทียนอีกตามเคย หากคู่รักใหม่หรือคู่เก่าอยากได้ความโรแมนติกต้องมาเนปาลนี้เพราะจะได้กินข้าวเคล้าแสงเทียนโดยไม่ต้องไปเสียสตางค์กินใต้แสงเทียนตามโรงแรมหรูแต่อย่างไร แต่ก็ไม่รับประกันเหมือนกันว่าจะหวือหวาไปตลอดทริปหรือไม่ อาจจะกลับมาเบื่อขี้หน้ากันเหมือนเดิมเพราะต้องทนกินมองหน้ากันใต้แสงเทียนไปอีกหลายมื้อ
อากาศค่อนข้างเย็นพอดู กินเสร็จได้เวลาเดินกลับ Tibet Guest House โดยไม่ต้องเดินไป ถามทางไป เพราะประสาทสัมผัสด้านทิศทางย่านนี้เริ่มปรับและทำงานได้แล้ว พอเห็นห้องแล้วเหมือนสวรรค์ ไม่น่าเชื่อว่าส่วนต่างของราคาเพียงแปดดอลลาร์จะทำให้รู้ว่านรกและสวรรค์นั้นมีจริง แต่ก่อนที่จะเสวยสุขในแดนสวรรค์ พลันนรกก็มาเยือนตรงหน้าอีกรอบเพราะหลังจากที่เขียนจดรายจ่ายในวันนี้และนับเงินที่เหลือในถุง Zip Loc มีแต่เงินรูปี ไม่มีใบดอล์ลาร์ที่ต้องทอนคืนตอนแลก $60
สมองรีบประมวลเหตุการณ์ไม่นานก็ถึงบางอ้อว่า พอได้เงินรูปีมาปุ๊บก็วิ่งแน่บ ทำยังกับเงินที่ไปแลกนั้นขโมยใครมา เลยต้องรีบแลก รีบรับ นึกโทษตัวเองว่าทำไมถึงสะเพร่าอย่างนี้ กำลังจะทำใจและตัดใจ ไม่อยากแพร่งพรายให้เพื่อนร่วมห้องรู้ แต่แค่เกริ่นเหมือนพูดกับตัวเองเท่านั้นแหละ คุณเธอบอกให้เรียกสามล้อ ไปตามเอามาเดี๋ยวนี้เลย ทันใดนั้นสาวไทยพาชีวิตโดดขึ้นสามล้อไปตามเงิน $ 40 ท่ามกลางเมืองมืด ไฟสลัว ขึ้นสามล้อเที่ยวนี้ไม่มีการต่อรองเพราะโชว์เศษเงินรูปีที่เหลือ 55 รูปีให้ดู ถ้าไม่เอาก็จะได้ไปเรียกคันอื่น แถมยังกำชับพี่สามล้อว่าต้องรอด้วยนะ
สามล้อเห็นท่าทางสาวเจ้าดูร้อนรน คงไม่อยากขัดใจเช่นกัน พาปั่นบึ่งไปทีเกิดเหตุ ฝ่าไอเย็นไปทันที ส่วนสภาพหญิงสาวในนาทีนั้นใส่กางเกงนอน เครื่องเคราบน ล่างถอดออกหมดแล้ว ได้แต่หยิบเสื้อ coat มาคลุม ไม่ต้องแต่งอะไรอีกแล้ว ในใจก็ภาวนาขอให้ร้านยังเปิดอยู่ จะเจรจาได้หรือไม่ได้ก็ว่ากันอีกเรื่อง สามล้อปั่นมาถึงที่เกิดเหตุได้ไม่เกินห้านาที แม้ระหว่างทางใจจะคอยคิดว่าจะเจรจาอย่างไรกับแขก แต่ก็ยังไม่วายนึกเห็นใจสามล้อที่ปั่นจนน่องปูดเพราะคาดว่าถนนช่วงนั้นจะเป็นช่วงขึ้นเนิน เพราะนั่งปั่นไม่ได้ต้องยืนปั่นเป็นบางช่วง เห็นใจสามล้อก็เห็นใจ แต่ใจตอนนี้เห็นแก่เงิน $ 40 มากกว่า
และแล้วจิตก็ตกไปถึงตาตุ่มเพราะร้านที่หมายปิดแล้ว ซึ่งดูเวลาก็เลยสามทุ่มมานิดหน่อย คงได้เวลาปิดจริง ๆ แขกคงไม่รีบชิงปิดร้านก่อนที่สาวไทยจะวิ่งมาทวงเงินคืนเป็นแน่แท้ สุดท้ายก็กลับมาทำใจอีกรอบ หากจะสูญก็สูญไป เพราะต้นเหตุมาจากความไม่รอบคอบของตนเองฝ่ายเดียว แต่ยังไม่วายยังจุดความหวังอันหริบหรี่ให้กับตัวเองว่าจะกลับไปตามอีกรอบตอนเช้าก่อนจะออกไปนาการ์กอตในวันพรุ่งนี้
แม้คืนนี้จะจิตตกไปนิดหน่อย แต่พอได้กลิ้งบนผ้าปูที่นอนสีขาว ปูตึงเรียบกริ๊บ สามารถชดเชยความรู้สึกเสียทรัพย์ไปได้มากทีเดียว และแม้ไฟในห้องจะเป็นไฟสำรอง แต่ก็มีน้ำอุ่นเปิดให้ขัดสีฉวีวรรณ แถมยังไหลแรงอีกต่างหาก ค่ำนี้ชีวิตอยู่ใต้แสงเทียนทั้งกินข้าวและอาบน้ำ ไม่รู้ว่าจะโรแมนติกไปถึงไหน เขียนบันทึกกันลืมนิดหน่อยก่อนนอน และยังบอกกับตัวเองอีกว่าหากได้ $40 คืนมาจริง ๆ จะไม่งอแง หรือตั้งป้อมกับพี่แขกแต่ประการใด

เกือบห้าทุ่มแล้วยังได้ยินเสียงแตรรถล่องมาตามลมอยู่เลย แม้เกสต์เฮาส์นี้จะอยู่ในถัดเข้ามาในซอยได้ประมาณหนึ่งก็ตาม ได้เสียงแตร เสียงรถเป็นเสียงขับกล่อม แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะนอนไม่หลับ นอกจากความบันเทิงที่จะหาไม่ค่อยได้แล้ว ร่างกายจะบอกว่าพักได้แล้วเพราะใช้พลังงานมาทั้งวัน ประสาททุกส่วนต้องตื่นอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่นี่เดินทอดน่องกินลมไม่ได้ ต้องหลบหลีกการจราจร หลบคน พร้อมเหลียวซ้ายแลขวา หาพิกัดของน้ำหมาก น้ำลาย และต้องหลบให้ทัน นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าหากโดนแปะลงไปโดนส่วนใดส่วนหนึ่งบนร่างกายแล้ว ชีวิตจะดำเนินต่อไปอย่างไร พอหมดวันก็หมดแรง อย่าได้คิดฝืนให้ผิดธรรมชาติแต่ประการใด สู้เก็บแรงไว้เที่ยวในวันรุ่งขึ้นดีกว่า ราตรีสวัสดิ์

 




เที่ยวเนปาล

เนปาล...ตามไปจนเจอ
หิมาลัยไกลสุดตา
โอ้โฮ...บักตาปูร์
ห้วงคำนึงในเมืองเก่า
หลากอารมณ์ที่กาฐมัณฑุ
ลาที...ไม่ลาจาก



[1]

Opinion No. 5 (143040)
กำลังหาข้อมูลเตรียมจะไปเที่ยวเนปาล  ดีมากๆเลยค่ะ  แต่ยัวกลัวๆการเดืนทางไปเที่ยวคนเดียว
By Souabantae Date 2013-08-03 20:20:32 IP : 223.206.124.187


Opinion No. 4 (141176)
ขอบคุณสำหรับบทความนะค่ะถ่ายรูปสวยมากเลยค่ะ:)วางคอลัมน่าอ่านดีจัง
By :) Date 2012-08-05 00:21:33 IP : 27.130.37.59


Opinion No. 3 (140825)
ผ่านเข้ามาโดยบังเอิญ แต่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เข้ามาอ่าน ตัวหนังสือของพี่ (ขออนุญาตเรียกพี่นะคะ)  มันอ่านแล้วทำให้หนูมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกค่ะ อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ แต่อ่านไปยิ้มไป อยากบอกว่าอ่านซ้ำแต่ล่ะหน้าหลายรอบมากค่ะ ไม่รู้ว่าพี่เป็นนักเขียนหรือเปล่า ..........อืม เอาเป็นว่าชอบบทความของพี่มากนะคะ
By แพงหยา Date 2012-06-15 11:35:18 IP : 202.28.21.91


Opinion No. 2 (140383)

ลืมชมอีกอย่างครับ  คุณถ่ายภาพได้สวยมาก ขอชมจากใจจริงๆ ไม่รู้ผมจะถ่ายสวยได้อย่างคุณหรือเปล่า

By lovetravel (yotinlek-at-hotmail-dot-com)Date 2012-03-11 15:27:58 IP : 223.206.50.198


Opinion No. 1 (140382)

ก่อนอื่นต้องขอบคุณมากนะครับ ที่เขียนได้ระเอียดแทบจินตนาการออกมาเป็นภาพเลยทีเดียว ผมกำลังจะไปเที่ยวเนปาลคนเดียว ในเดือนหน้านี้เองแหละครับ ได้ความรู้ ความบันเทิงมากมาย  ขอบคุณมากจริงๆครับ

By lovetravel Date 2012-03-11 15:25:46 IP : 223.206.50.198



[1]


Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail *
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.

counter on iweb

Your visit