ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
dot
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
bulletเที่ยวเนปาล


web bord
เรื่องราว หน้าบ้าน
เพลง เพลินๆ
สารคดื เรื่องสั้น
hspace=0

เที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เที่ยวเมืองไทย

Angkor variety...เที่ยวนครวัด

โปรแจ๊ค...เชียงใหม่กอล์ฟเซอร์วิส

hotel deals in christchurch hotel deals in christchurch Submit Commission Structure Reminder (Monthly Basis) Number of Departures Booking Commission Percentage (BCP) + Cost Per Click (CPC) 1-15 4% $0.10 16-49 4.5% (after the first 15 checkouts) $0.10 50-99 5% (after the first 49 checkouts) $0.10 100-199 6% (after the first 99 checkouts) $0.10 200-999 7% (after the first 199 checkouts) $0.10 1000+ 8% (after the first 999 checkouts) $0.10


ขับรถเที่ยว นิวซีแลนด์..... ตอน Kawarau สายน้ำแห่งความเร้าใจ

FB ขับรถเที่่ยวนิวซีแลนด์

 

หฤทัย บุญวงศ์โสภณ.....เรื่อง-ภาพ

ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์..... ตอน Kawarau สายน้ำแห่งความเร้าใจ

 

 

Queentown - Dunedin ระยะทางประมาณ 280 กม. ตามแผนที่ แต่มิเตอร์บันทึกระยะทางของเรามันวัดได้ มากกว่า 300 กม. และเราก็เข้าที่พักมืดค่ำกว่าทุกวันที่ผ่านมา  พิสูจน์ได้จริงว่าหลงทางเสียเวลา  ยังดีนะที่ยังไม่หลงอะไรให้เสียอนาคต ...........

 

 

 

 

ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์

 

 

Queenstown – Dunedin

วันนี้ดูจะเป็นวันที่ร่ำไร อาวรณ์ มากที่สุดเพราะต้องสั่งลากับวิวสวยในมุมอันวิเศษของ Queenstown ถึงจะตื่นเช้ากว่าทุกวัน แต่ก็อ้อยอิ่งอยู่เป็นนานกับกาแฟถ้วยใหญ่ในมือ  ที่บรรจงละเลียดมัน ไม่อยากให้จิบสุดท้ายหมดไปจากถ้วย พยายามหาเหตุทอดเวลา ที่จะเพ่งสายตาผ่านกระจกใสบานใหญ่หน้าอพาร์ตเม้นท์ ซึมซับภาพสวยริมทะเลสาบ ให้เนิ่นนานออกไปมากที่สุด อย่างน้อยๆก็จนกว่ากาแฟจะหมดแก้วนี่แหละ แต่สุดท้ายกาแฟมันก็หมดแก้วจนได้ซิน่า ได้เวลาต้องไปกันแล้ว แต่เชื่อเถอะทุกครั้งที่หลับตาและนึกถึงนิวซีแลนด์ ภาพตรึงตานี้จะปรากฎขึ้นในใจของฉันเสมอ

“เราจะไปนอนที่เมืองไหนกันล่ะคะวันนี้ ”เจนนี่ส่งคำถามไม่เจาะจงคนตอบมายังผู้อาวุโสกว่าทั้ง 3  เหมือนจะบอกว่าใครก็ได้ช่วยตอบหนูทีเถอะ เธอถามเพราะเมื่อคืนเธอขาดประชุม หลับปุ๋ยไปด้วยความเหนื่อยอ่อนเสียก่อน

“ เราจะต้องไปให้ถึงเมือง Dunedin วันนี้ ” น้าจอยเป็นผู้ตอบ

Dunedin เป็นเมืองท่าติดทะเลทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ เส้นทางในวันนี้จะต้องมุ่งลงใต้อีกยาวไกล แล้ววกเข้าสู่ฝั่งทะเลตะวันออก รวมระยะทางทั้งหมดก็ราว 300 ก.ม. จากไกด์บุ๊ค  ระบุว่าเป็นระยะทาง 281 ก.ม. แต่แหงล่ะเราต้องมีแวะเที่ยว วกเข้าออกตามรายทาง แล้วก็เผื่อหลงในเมืองอีกด้วยไง ทำลืมไม่ได้เชียว!
  ยังเสียดายไม่หายกับแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง ที่เราต้องพลาดชม เช่น ล่องเรือสำราญชมทะเลทีเรียบเป็นแผ่นกระจก สะท้อนเงาของภูเขาที่ยอดปกคลุมไปด้วยหิมะ เลาะเรียบโตรกผาน้ำตกที่เราเห็นในรูปงามจนน้ำลายหกที่ Milford Sound หรือไปนั่ง 4WD ตะลุยหุบเขาตามรอยหนังมหากาพย์ Lord of the rings (เค้าถ่ายทำกันที่นี่ขอบอก) หรือจะรายการเที่ยวสนุกๆแบบครอบครัวที่เมือง Wanaka เข้าชม Puzzling world โลกบิดๆเบี้ยวๆ ฉงนปนสาระ โหย!..อีกเยอะแยะ มันน่าเที่ยวไปหมด แต่สุดท้ายเราก็ต้องจากลาด้วยเวลาที่มีอยู่เท่านี้ เอาเถอะน่ายังไงเสียวันนี้ก็มีที่เที่ยวและอะไรให้ชมอีกเยอะ เก็บส่วนที่พลาดชมเอาไว้ดูครั้งหน้าบ้างก็ได้

 

 ....อีกแล้วรู้สึกจะเก็บไว้คราวหน้าเยอะแล้วนะ แล้วต้องมากันอีกกี่ครั้งละเนี่ยถึงจะตามเก็บไอ้ที่ฝากไว้ได้หมด (ยังแอบมีแผนการล่วงหน้ามาย่ำรอยนี้อีกแนะ)

 

ตามธรรมเนียมก่อนลาจาก เราจัดเก็บทุกอย่างในอพาร์ตเม้นท์ให้เข้าที่เข้าทาง อย่างไม่ให้ตกหล่น ยิ่งเจ้าของบ้านเค้ามีความไว้วางใจเรามากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจัดการได้สะอาดเนี้ยบแบบสุดๆไปเลย ไม่ให้เสียชื่อประเทศชาติ ภาระกิจนี้ยิ่งใหญ่มากนะ (หลุดออกมาจาก Thailand แดนสยามเมื่อไหร่ แล้วจะมีความรู้สึกถึงภาระนี้จริงๆนะ ใครรู้สึกเหมือนเราบ้างยกมีขึ้น)

“เรากลับเข้ามาทางเดิมอีกแล้วเหรอ จ๊อปว่าเมื่อวานซืนตอนเราจะเข้า Queenstown เราก็มาทางนี้นี่นา ” เฮ้! นายจ๊อปมันจำได้ อเมซิ่งมาก ก็ทุกทีพ่อคุณขึ้นรถเป็นหลับฟี้มาตลอด

“ แม่นแล้ว เราต้องย้อนกลับมาที่เมือง Cromwell ก่อนเพราะเราจะไปเที่ยวที่สะพานบันจี้ จัมพ์ แล้วถึงจะเดินทางลงใต้ต่อไป ” ฉันตอบข้อข้องใจ

เมื่อ 2 วันก่อน เรามาถึงเมือง Cromwell แล้วต้องเลี้ยวขวาไปทางทิศตะวันตก เป็นระยะทางราว 50 ก.ม. เพื่อเข้าสู่ Queenstown และระหว่างเส้นทางนี้แหละที่เราหมายตากันไว้ตั้งแต่ขามาแล้วว่าจะต้องแวะหยุดเที่ยวกัน 2 แห่ง ทำเครื่องหมายขีดด้วยปากกาหัวโตว่า ห้ามพลาด!

และแล้วก็มาถึงที่เที่ยวสำคัญแห่งแรกที่มาเกาะใต้นิวซีแลนด์  แล้วไม่ได้มาแม่ด่าตาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า

“ Kawarau Bungy Bridge ” ตำนานแห่ง Bungy Jump สะท้านโลก พลันเมื่อรถจอดสนิท เราพากันเปิดประตูออกมาแทบจะทันทีทันใด ด้วยหัวใจพร้อมจะโลด   แล้วทันทีทันควัน ประตูรถที่เปิดออกก็ถูกกระชากปิดกลับเข้ามาพร้อมๆกันราวอัตโนมัติ

บรื๊อ!..... อากาศข้างนอกมันหนาวเกินคาดจริงๆ ฟ้าใสไร้เมฆ ลมไม่กระดิกแบบนี้ทำไมหนาวจัง สมาชิกทุกคนพร้อมใจกันงัดเอาอุปกรณ์กันหนาวบรรดามี ออกมาสวมใส่กันเต็มยศ แล้วค่อยๆย่องออกจากรถกันใหม่อีกครั้ง ..... ค่อยยังชั่วหน่อย อุณหภูมิประมาณนี้ฉันคาดว่าน่าจะถึง 0 ºC เพราะที่ผ่านมา ว่าหนาวกันสุดๆแล้วก็อยู่ประมาณ 2- 4 ºC ทีเป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะทำเลของที่ตั้งสะพานคาวารัว และสถานีบันจี้ จั๊มพ์ แห่งนี้อยู่ท่ามกลางหุบเขาและโตรกผา ตัวของสะพานขึ้งอยู่ระหว่างโตรกผาเหนือแม่น้ำ Kawarau ที่ไหลผ่านเลาะมาตามโตรกผา มองจากมุมสูงแบบนี้สวยมาก....แต่เสียวชะมัด

 

“ สวัสดีค่ะ มาจากเมืองไทยหรือเปล่าคะ ”  ฉันทักทายคุณน้าคนสวยคนหนึ่งในกลุ่มของนักท่องเที่ยว ที่มาถึงที่นี่เวลาไล่เรี่ยกับเรา หลังจากมองๆ เดาๆ กันอยู่ครู่หนึ่งแต่ยังไม่กล้าทัก เพราะตั้งแต่สนามบินจนเดินทางมาถึงที่นี่ เราเจอแต่กลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชีย ที่เป็น ญี่ปุ่น เกาหลี และแน่ล่ะมากที่สุดเป็นจีน แต่กับกลุ่มนี้ฉันค่อนข้างแน่ใจว่า ต้องเป็นไทยเลือดสุพรรณของเรานี่เอย แน่ๆเลย แม้จะไม่ได้ยินเสียงสนทนา แต่ก็กล้าที่จะส่งเสียงทักทายไปก่อน

“ค่ะใช่ ” เธอตอบรับแล้วส่งยิ้มกลับมา

“ ทีแรกพี่จะทักคุณ แต่ก็ไม่แน่ใจนึกๆอยู่ว่า จะเป็นญี่ปุ่นหรือเปล่า เลยไม่กล้าทัก ”  ฮั่นแน่แสดงว่าเรานี่ไม่คมเข้มใกล้เคียงคุณเรียม จากคลองแสนแสบเลย ต้องปรับปรุง!

“ มากันแค่นี้เหรอคะ ”

 “ค่ะเราขับรถมาเที่ยวกันเอง”  ฉันตอบแล้วคุยทักทายกันพอหอมปากหอมคอ

ได้ความว่านักท่องเที่ยวจากเมืองไทยกลุ่มนี้เป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายในแวดวงวิชาการ พากันจับกลุ่มมาเที่ยว จัดเส้นทางท่องเที่ยวกันเอง แต่เนื่องจากคณะเดินทางค่อนข้างใหญ่(ประมาณ 20 คนได้กระมัง) เกินกว่าจะต้องแบกภาระ วุ่นวายจัดการเอง เลยต้องใช้บริษัททัวร์ดำเนินการให้ ค่อยยังชั่วหน่อยที่ พี่น้อง ผองเพื่อนร่วมอาชีพทัวร์ ยังทำมาหากินกันได้อยู่

ซื้อตั๋วเข้าชมคนละ 5 NZ$ แล้วพากันเดินไปบนสะพานถ่ายรูปเป็นที่ระทึกตามธรรมเนียม แม้จะหนาวจนฟันกระทบกันเดินตัวห่อกลมดิ๊ก แต่เมื่อเอ๊คท่าถ่ายรูปเมื่อไหร่ จะเด้งผึงผึ่งผายกันทุกคน คนมันเท่ห์ก็เป็นแบบนี้แหละช่วยไม่ได้

เราเดินถึงจุดปล่อยตัวนักบันจี้จัมพ์ ที่ตั้งอยู่อยู่กลางสะพานเป็นสถานีเล็กๆ ชะโงกหน้าเข้าไปมองแบบหนูอยากรู้ Say Hi กับเจ้าหน้าที่ 3-4 คนในนั้น แล้วสำรวจด้วยสายตาคร่าวๆ เห็นอุปกรณ์ในการกระโดด และ เซฟตี้ จัดอยู่เป็นหมวดหมู่ เชือกที่ผูกขาสำหรับกระโดดจัดอยู่เป็นกองใหญ่มหึมา เป็นเชือกสีขาวขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางคะเนด้วยสายตา ฉันว่ากว้างราว 1 นิ้วกว่าๆ  มีที่สำหรับปล่อยตัวนักดิ่ง ยื่นออกไปจากสะพานสู่อากาศประมาณสัก 5- 6 ฟุต เจาะเป็นช่องเปิดโล่ง แค่ยื่นสายตามองจากจุดกระโดดสู่พื้นน้ำเบื้องล่าง ยังหวิวซะขาสั่น แล้วท่ากระโดดจริงมันจะเป็นไงเนี่ย อะ อ๊ะ ไม่เอา ไม่เอา ไม่ลองดีกว่า  เพราะฉันเป็นโรคต้องห้ามสำหรับกิจกรรมนี้ กติกาเค้าห้าม คนเป็นโรคหัวใจ และโรคปอดกระโดด ห้ามโรคหัวใจน่ะก็พอเข้าใจแต่โรคปอดมันเกี่ยวยังไง .... เกี่ยวซิก็โรคปอดแหกไง โรคนี้แหละที่ฉันเป็นเข้าขั้นร้ายแรงเลยล่ะ

สถานที่พร้อม อุปกรณ์พร้อม เจ้าหน้าที่พร้อม บรรยากาศปลอดโปร่ง แต่เวลานี้ขาดอยู่อย่างเดียว คนกระโดดไงยังไม่มีเลย ณ เวลานี้ความเคลื่อนไหวโดยรอบเลยดูเนือยๆ นิ่งๆยังไงไม่รู้ เราเดินไปอีกสักพักก็ทำเก่งท้าความหนาวเหน็บต่อไปไม่ไหว ไอ้ที่คิดว่าจะเดินข้ามไปอีกฝั่ง มันก็เลยกลายเป็นหันหลังกลับทางเดิม เดินเข้าไปในอาคารรูปโดมเป็นกระจกใสมองเห็นภายนอกได้เป็นมุมกว้าง สร้างไว้เป็นคาเฟ เป็นจุดชมวิว เป็นศูนย์ข้อมูลทั้งปวง คิดว่าเข้ามาหลบพอให้คลายหนาว เดินดูข้อมูล จิบกาแฟคนละแก้ว แล้วก็คงต้องเดินทางต่อแบบเหงาๆไม่เต็มอารมณ์  เพราะไม่ได้เห็นการกระโดดจริง เราอาจจะมาถึงที่นี่เช้าเกินไป ส่วนเรื่องจะให้สมาชิกในคณะกระโดดเองนี่ลืมไปได้เลย

แต่แล้วก็เกิดแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ท่าทางสิ้นหวัง และเสียงบ่นในใจของเราอาจดังไปถึงหูสร้างความเวทนาให้เทพเจ้าแห่ง Kawarau พระองค์เลยส่งนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ลงมา เสียงล้งเล้งเจี๊ยวจ๊าวดังลั่นมาก่อนได้เห็นตัว เป็น Duck farm ตามทัศนะของฝรั่ง (เหงากันนักนี่พระเจ้าเลยจัดให้) แบบนี้ไม่ต้องเดาเลยว่าเค้าและเธอเหล่านั้นมาจากไหน  บางส่วนเดินเข้ามาในอาคารโดมที่เรานั่งอยู่ก่อน บางส่วนกระจายกันออกไปถ่ายรูปบนสะพานเหมือนเรา

แล้วทันใดสถานะการก็สร้างพระเอก เป็นมังกรจีนวัยกำลังคะนองคนหนึ่ง เค้าเป็นผู้กล้ารายแรกที่จะสังเวยชีวิตต่อเทพเจ้า เอ้ย! ไม่ใช่ เป็นรายแรกที่จะกระโดดลงมาจากสะพานวันนี้ เอาล่ะมีลุ้น สถานการณ์เปลี่ยนไปจากบรรยากาศนิ่งๆ หงอยๆ เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นคึกคัก ชื่นบาน ผู้คนเกือบทั้งหมดในโดม พากันออกไปยืนคอยลุ้นเชียร์หนุ่มคนนั้นในที่ทางที่จัดไว้ให้ชม

แรกๆก็ดูคึกคักดี แต่เวลาผ่านไปจาก 5 นาที เป็น 10 นาที แล้วผ่านเลยมาถึง 20 นาที เหตุการณ์บนจุดปล่อยตัวก็ยังเงียบไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ทีมงานที่ลอยเรือยางคอยรับตัวอยู่ในแม่น้ำเบื้องล่าง ก็รอจนแหงนมองขึ้นมาเป็นระยะๆ วัยรุ่นชักเซ็ง! มองไปที่จุดประหาร เอ้ย!จุดปล่อยตัว เจ้าหนุ่มที่แต่แรกดูเหมือนจะเป็นฮีโร่ ก็ถูกผูกขาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังนั่งคู้ชันเข่านิ่งอยู่ตรงนั้น แบบนี้น่าจะมีอาการแทรกซ้อนของโรคปอดแหกแหงๆ เวลาล่วงเลยไปจนชักไม่แน่ใจว่าจะอยู่รอดูต่อไปหรือไม่  เรายังต้องไปอีกยาวไกลนะวันนี้

ตี๋เอ้ย....โดดซะทีเหอะ สงเคราะห์เจ๊หน่อย!

 

เสียงโวยวายจากกองเชียร์เพื่อนร่วมชาติเริ่มดังขึ้นประปราย และทันใดนั้นดูเหมือนอาตี๋จะคิดได้กระมังว่าจะต้องกระโดด เพื่อเป็นเกียรติแก่ อาม่า แกลุกขึ้นยืนชูมือส่งสัญญาณว่าอั๊วพร้อมแล้ว  เสียงปรบมือให้กำลังใจดังขึ้น สนั่นสะท้อนไปทั้งโตรกผา

One…Two…Three…Jump อาตี๋กระโดดแล้ว.....เย้!

ร่างอาตี๋ลอยละลิ่วทิ้งดิ่ง ลงมาพร้อมกับเสียงร้องลั่นไม่เป็นภาษา ไม่รู้ว่าเพราะความกลัวหรือสะใจ แต่ฉันว่าเป็นอย่างแรกมากกว่า....ฮา ชั่วพริบตา ร่างก็ถึงจุดที่เชือกผูกข้อเท้าตึงสุด แล้วแรงดีดกลับก็ส่งอาตี๋ สปริงตัวเด้งขึ้นไปอีกจังหวะ คราวนี้เสียงอาตี๋เปล่งออกมาเปลี่ยนไปเป็นประมาณว่า ยาฮู้ ยาฮู้ อันนี้ไม่ต้องเดาคงเป็นเสียงความมันส์แล้วล่ะซิ เชือกสปริงตัวอยู่อีก 2 – 3 ครั้ง จนโมเมนตัมหยุดนิ่ง อาตี๋ก็ห้อยหัวต่องเต่งเป็นค้างคาว ละเรี่ยกับผิวน้ำ ทีมงานเรือยางก็เข้ามาเก็บกู้เอาตัวอาตี๋ลงมา แล้วยืนอยู่บนเรือชูมืออย่างผู้ชนะ   รับเสียงปรบมือเกรียวกราว จากกองเชียร์รวมทั้งจากฉันด้วย ขอบใจนะนายที่ทำให้ชีวิตฉันมีสุขเพิ่มขึ้นอีกนิดนึง อย่างน้อยก็ไม่ต้องคาใจ ให้ต้องกลับมาตามเก็บ......

วันนี้...เป็นวันแรกที่เราต้องเปิดฮีทเตอร์ในรถ ด้วยเพราะอากศที่หนาวจับจิต ออกจากสะพานคาวารัว แพลบเดียวเราก็มายืนอยู่หน้า Gold field mining centre

“ต้องร่อนทองให้ได้ อย่างน้อยๆก็ต้องให้คุ้มค่าผ่านประตูที่ต้องจ่าย 14 NZ$ ”

คุณนายเจี๊ยบบ่นปนสำทับสมาชิกด้วยเสียดายค่าทัวร์เหมืองที่แสนแพง

เธอก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ เราเข้ามาสู่อาคารต้อนรับ เลือกกิจกรรมที่มีบริการ แล้วเราก็เลือกกิจกรรมแบ่งกันเป็น 2 กลุ่ม

เจี๊ยบ จอย แจน 3 สาว เลือกตีตั๋วคนละ 14 NZ$ ให้ไกด์พาเดินไปในเหมือง ชมพิพิธภัณฑ์ ชมสถานที่ ชมข้าวของที่จัดเก็บจากประวัติศาสตร์ ฟังเรื่องราวของสมัยตื่นทอง แบบเรียบๆแต่ปิดท้ายรายการให้ท้าทายหน่อยก็ตรงที่ให้ร่อนทอง ในสถานที่จริงดั้งเดิมตั้งแต่ ค.ศ 1862 เปิดโอกาสให้วาดวิมานในอากาศซะหน่อย   ก็น่าสนใจดี   แต่ฉันกับนายจ๊อปบอกว่ามันเด็กๆ ชิลเด้นท์ ชิลเด้นท์ เลยเลือกกิจกรรมที่โลดโผนและ.....แพง!กว่าเยอะ

เราจ่ายคนละ 75 NZ$ ทุ่มทุนลืมตัวเพื่อทัวร์เหมืองแบบเร้าใจด้วยเจ็ทโบท (Jet Boat ) อันเลื่องลือ เรา 2 คนนี่มันพวกชอบท้าทาย ให้มันได้อย่างนี้ซิ มาถึงแล้วจะพลาดกิจกรรมดังยอดฮิตของนิวซีแลนด์ได้ไง (ยกเว้นบันจี้จัมพ์ ที่ขอบาย...บรื้อ! น่ากลัว น่ากลัว) Gold field mining centre นี้ตั้งอยู่ที่ Kawarau Gorge ที่มีแม่น้ำ Kawarau ไหลผ่านโตรกเขา สายเดียวกับที่ Kawarau Bridge ที่กระโดดบันจี้ นั่นแหละ กิจกรรมทั้ง 2 อย่างที่เราเลือก ต่างใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม. พอๆกัน

ฉันกับนายจ๊อป แยกตัวตาม Leader ออกไปก่อนเพื่อไปที่จุดเตรียมตัว เรามาที่นี่โดยมี คณะทัวร์ไทยที่เจอกันก่อนหน้านี้ มาสมทบในเวลาไล่เลี่ยกัน และมีสมาชิกส่วนหนึ่งเลือกลง Jet Boat  เหมือนเรา ดังนั้นเมื่อมีสมาชิกเพียงพอที่จะลงเรือลำเดียวกันได้เต็มพอดี กิจกรรมก็เริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนักท่องเที่ยวรายอื่นมาสมทบ

บรรดาสมาชิกปากกล้าขาสั่นทั้งหลายถูกนำให้เดินไต่ขึ้นไปบนเขาอันเป็นที่ตั้งของสถานีเตรียมตัว รับแจกอุปกรณ์แต่งตัว เป็นเสื้อกันน้ำอย่างหนาและเสื้อชูชีพให้ใส่กันครบถ้วน แต่งตัวกันเต็มยศแล้วเดินเลาะหน้าผา ไต่ลงมาตามบันไดและทางที่ปรับให้สะดวกและปลอดภัย ลงมาสู่ท่าเรือ ที่เจ้า Jet Boat จอดรออยู่แล้วพร้อมพลขับตัวสูงใหญ่ ล่ำสัน และ....หล่อ อะแฮ้ม! น่าขอยืมตัวไปควงเดินโชว์ในห้าง

 

นายรูปหล่อเริ่มทักทายด้วยรอยยิ้ม ดูจะเป็นคนขี้เล่น อารมณ์ดีเอาการ หรือเป็นเพราะต้องทำหน้าที่ตามอาชีพหว่า อยู่บ้านแกอาจจะทำหน้าเมื่อยกับเมียก็ได้ใครจะไปรู้ เอ้าชักจะจินตนาการเรื่อยเปื่อยไปกันใหญ่

“ Hi my name is Jep ” อ้อชื่อนายเจ็บนี่เอง อย่าทำชั้นขวัญหายก็แล้วกันไม่งั้นนายได้เจ็บสมชื่อแน่

ก็แค่คิดหยอกๆแอบกัดแหละน่า แล้วนายเจ็บก็ไล่ชี้มาที่สมาชิกในเรือให้บอกชื่อรายงานตัวทุกคน โถ่! ยังกับพ่อจะจำได้ยังงั้นแหละ แนะ...แอบกัดอีกแล้ว ใจนะแอบกัด แต่ปากก็ say hi บอกชื่อตัวเองยิ้มแป้นเชียว

“เอาล่ะทุกคนมองขึ้นไปบนนั้นพร้อมๆกัน แล้วยิ้มให้ร่าเริงสุดชีวิตเลยนะครับ”

นายเจ็บบอกพร้อมกับชี้มือขึ้นไปบนสะพานเชือกที่ขึ้งข้ามแม่น้ำ ข้างบนมีทีมงานของนายเจ็บเล็งกล้องลงมาที่เราพร้อมกับรัวชัตเตอร์ กดกระหน่ำติดกัน 4-5 แชะ เอาอีกแล้วเป็นไปตามสูตร เอาไว้ลุ้นดีกว่าว่าไอ้รูปที่ถ่ายเนี่ยมันจะถูกเอาไปแปะไว้บนจานที่มีขาตั้งหรือเปล่า บนสะพาน 3 สาว ของเรายังมายืนชโงกหน้าแล้วโบกมือ บ๊าย บาย ให้เราอยู่เลย นี่พวกเธอยังไม่ได้เริ่มทัวร์กันอีกหรือ

นายเจ็บพาเรือแล่นเอื่อยๆ ออกมาจากท่าแล้ว ความโลดโผนเร้าใจยังไม่เริ่ม สักแป๊บนึงแกก็บังคับให้เรือลอยอยู่กับที่กลางลำน้ำ แล้วหันมาอธิบายประวัติของเหมือง ชี้มือขึ้นไปบนฝั่งบอกว่าตรงนั้นนะเป็นอย่างนี้ ตรงนี้นะเป็นอย่างนั้น ราวปี 1862 ที่นี่เป็นขุมทรัพย์เลยนะ มีการขุดหินดินในบริเวณนี้เอามาร่อนหาแร่ทองในแม่น้ำ

ฉันก็มองตามมือแกไปเรื่อยๆ ที่แกชี้ไปมันเป็นพื้นที่ชายฝั่งไม่กว้างมากนัก สลับกับพื้นที่ส่วมมากที่เป็นโตรกผา ไอ้ที่ชี้บางที่ก็จินตนาการไม่ถึงหรอกเพราะมันอยู่บนเขา แกบอกว่ามีแรงงานชาวจีนจำนวนมากมาร่อนทองที่นี่ อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านด้วยนะ เออ….แล้วคงเป็นญาติกับพวกขุดทองอยู่ที่ Airrow Town แหงมเลยฉันว่าอึตาเจ็บแกเล่าเรื่องราวได้อย่างบันเทิงหยอดมุมเป็นระยะๆ

ก็ขำมันทุกมุขแหละทั้งที่บางทีฉันก็ไม่เข้าใจหรอกว่าที่อีพูดถึงมันคืออะไร ก็คนเล่าก็ขำคนฟังก็ขำแล้วฉันจะทำหน้าตูมอยู่คนเดียวได้ไง เสียฟอร์มหมด....ฮา เหอะน่ามันต้องมีคนในกลุ่มที่คิดอย่างฉันบ้างแหละ เห็นมั๊ยขำอีกแล้วเดี๋ยวขอหัวเราะก่อน ฮา ฮา ฮา ตกลงมานั่งเรือฟังเรื่องตลกหรือไงเนี่ย...ฮ่วย

ไม่รู้เพราะกระแสจิตจิกกัดของฉันสื่อออกไปแรง หรือเพราะนายเจ็บปิดมุขเสร็จพอดี

 

“ Are you ready ? ” นายเจ็บถามสมาชิกเสียงสูงปริ๊ด  หมายความว่าการบรรยายจบลงแล้วด้วย

“ มีใครเป็นโรคหัวใจหรือเปล่าครับ” แนะยังมีมุขอีก ฉันเป็นโรคปอดย่ะไม่ใช่โรคหัวใจ

 “จากนี้ไปสายน้ำจะนำพาท่านไปพบกับความตื่นเต้นเร้าใจ” แท่น แทน แท๊น

“แต่ก่อนอื่นเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมรับกับความระทึกข้างหน้า ผมจะสาธิตให้ดูก่อนนะครับ ว่าท่านจะพบกับสถานะการณ์แบบนี้”

ว่าแล้วก็บังคับเรือวิ่งจี๋ออกไปกลางลำน้ำ ทันใดพี่แกก็หักพวงมาลัยเลี้ยวคว๊าบครึ่งวง เรือเอียงหมุนไปเป็นครึ่งวงกลม พร้อมกับส่งน้ำแตกกระจายอย่างแรงส่งกระโจนขึ้นมาบนเรือ ลูกเรือเปียกกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะที่นั่งทางด้านซ้าย อ๋อ! ไอ้เสื้อที่ให้ใส่ไว้กันเปียกมันเอาไว้ใช้แบบนี้เอ๊ง

เสียงกรี๊ดๆ ดังสนั่นจากลูกเรือ เรียกเสียงหัวเราะชอบใจของจากนายเจ็บ เดี๋ยวก่อน! พวกที่นั่งด้านขวาอย่าเพิ่งดีใจ

“อันนี้วนทางขวานะครับ ระวังต่อไปเป็นทางซ้าย” ไม่ทันขาดคำพ่อก็เลี้ยวคว๊าบให้อีกที เปียกอีกแล้ว คราวนี้ชุ่มฉ่ำกันถ้วนหน้าทั้งขวาซ้าย

 

นายเจ็บเริ่มพาเรือตัดกระแสน้ำมุ่งไปข้างหน้ารวดเร็วปานจรวด  ทะยานกระแทกน้ำปั๊กๆ สลับกับการเลี้ยวคว๊าบหมุนเรือสลับซ้ายขวาบ้างเป็นระยะ  หมุนทีไรเรียกเสียงกรี๊ดๆได้ทุกทีแต่ทีหลังๆชักจะแผ่วลง  เพราะรู้ทางนายเจ็บกันหมดแล้ว  จนผ่านเข้าสู่ช่องเขาที่ลดเลี้ยวและบีบแคบเข้ามา  สายน้ำก็เลยไหลเชี่ยวแรงขึ้นกว่าเดิม  อีกทั้งยังมีแก่งหินโผล่ขึ้นมากลางน้ำ  นายเจ็บเป็นต่ออีกแล้ว  แกอ่านออกอยู่แล้วว่าลูกเรือเริ่มมีอาการแทรกซ้อนของโรคปอด   จู่ๆแกก็ขับเรือเข้าไปเฉียดโขดหินที่แนวผาซะอย่างนั้น

จะเหลือเหรอ! เสียงกรี๊ดมันก็ดังสนั่นบาดหูลั่นไปทั้งคุ้งน้ำ  แล้วก็ตามด้วยเสียงหัวเราะของนายเจ็บ

แต่สภาพแบบนี้มีอยู่เพียงช่วงสั้นๆ เรือออกมาสู่แม่น้ำที่กว้างขึ้นอีกครั้ง  กัปตันเบาเครื่องเรือแล้วเริ่มเล่าเรื่องราวอีกครั้ง พร้อมกับชี้ให้ดูร่องรอยของระดับน้ำบนผาหินว่ายามหน้าน้ำหลาก   บางปีน้ำจะสูงขึ้นถึงระดับนี้  และร่องรอยที่สูงที่สุดสูงถึงกลางหน้าผาโน่นแนะ  นายเจ็บบอกว่าในปีที่น้ำสูงขนาดนี้  ในเมืองก็จะถูกท่วมจมหายไปเลย

ถึงตอนนี้นายเจ็บก็เล่านิทานหลอกผู้ใหญ่ให้ฟังอีกว่า  กิจกรรมร่อนทองที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสจนถึงวันนี้  ก็ยังมีนักท่องเที่ยวบางคนร่อนทองได้ก้อนใหญ่เท่าไข่เป็ด  รวยแบบฟลุ๊กๆได้อีก

"จริงๆนา เดือนที่แล้วก็มีคนร่อนทองได้ชิ้นใหญ่เบ้อเริ่ม"  แนะมีย้ำอีก  ขี้โม้จริงเชียวถ้ามันเป็นอย่างนั้นนายมิไปร่อนทองแทนที่จะมาขับเรืออย่างนี้เหรอ  เอ! ว่าแต่ว่าป่านนี้ 3 สาวจะร่อนทองได้บ้างหรือเปล่าน้า  อ้าว....แล้วกันฝันกลางวันตามเค้าไปซะอีก

"อยากลองดูเดี๋ยวขึ้นจากเรือแล้วไปลองดูกันก็ได้" จะขายตั๋วอีก 14 NZ$ นะดิโถ่

จบการขาย  เรือก็ถูกบังคับให้กลับสู่ทางเดิมที่ผ่านมา แต่คราวนี้เป็นการพุ่งตรงกลับไปรวดเดียว ไม่มีรายการสวี๊ทสว๊าทของกัปตันอีก.......แต่เดี๋ยวก่อน

"เรากำลังจะกลับถึงท่าเรือแล้วนะคร๊าบ สมาชิกทุกท่านเตรียมตัวพร้อม นะคร๊าบ" นายเจ็บตะโกนบอก "แล้วนี่เป็นรายการปิดท้ายเพื่อความประทับใจของท่าน"

 

กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆ....... เสียงนี้ดังกว่าทุกกรี๊ดที่ผ่านมา เพราะเรือถูกบังคับให้หมุนเป็นวงกลมอยู่กลางน้ำ นายเจ็บนะนายเจ็บ นายปิดท้ายได้ประทับใจครบเครื่องเลยนะ

กรี๊ด...หวาดเสียว...และเปียก

 

ฉีกยิ้มหน้าบานก่อนเริ่มทริป และหลังทริประทึกก็ฉวยนายเจ็บ กัปตันเรือมาฉีกยิ้มถ่ายรูปด้วยกัน

กลับขึ้นมายังอาคารต้อนรับ 3 สาวกำลังมะรุมมะตุ้ม หยอกล้อกับโกลเด้นท์ รีทีฟเวอร์ ตัวใหญ่ใจดี อยู่หน้าเตาผิงฆ่าเวลารออยู่ก่อนแล้ว  เราเป็นพวก Dog loverกันทั้งบ้าน เพราะฉนั้นการฆ่าเวลาแบบนี้ดูจะเป็นที่โปรดปราน  เลยไม่มีอาการงอแง

เวลายังยืดต่อไปเพราะนายเจ็บเป็นต้นเหตุอีกแล้ว  แกโผ่ลมายืนรอท่าเราอยู่แล้ว (มาทางไหนก็ไม่รู้ไวปานพลพรรคหนุมาน) พร้อมกับผายมือให้เราดูรูปตัวเองฉีกยิ้มในจอมอนิเตอร์   ก็อีรูปที่พรรคพวกร่วมทำมาหากินของแกถ่ายไว้ตอนก่อนเริ่มทัวร์ กรี๊ดๆ นั่นแหละ  ว่าแล้วเชียวนึกไว้ไม่มีผิดซื้อหวยไม่เคยถูกแบบนี้เล้ย ดีหน่อยที่ไม่ขึ้นมาเจอรูปตัวเองฉีกยิ้มอยู่บนจาน  แล้วฉันก็ต้องควักกระเป๋าดังหนึบจ่ายไปอีก 7 NZ$ ให้เค้าปริ๊นรูปออกมาให้ รู้เค้าหลอกก็เต็มใจให้หลอกอยู่ดี  โถมาถึงขั้นนี้แล้วพ่อ ยังไงฉันก็อุดหนุนอยู่ดี  ครั้งหนึ่งเป็นที่ระลึก ไม่มีหนที่สองแน่นอน ไม่ใช่กลัวแต่เพราะแพง! จ่ายแล้วก็ค้อนตาเจ็บให้อีกวง อย่างนี้ต้องมีของแถม ว่าแล้วก็ดึงเอาตัวมาเป็นนายแบบถ่ายรูปกับเรา  เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนคุ้ม

อ้อ! 3 สาวที่หมายมั่นว่าจะร่อนทองเอาค่าทัวร์คืน ก็กินแห้วอร่อยไปตามกัน

 

ทุกคนเข้าประจำตำแหน่งพาดัวเองออกมาอยู่บนถนนอีกครั้งหนึ่ง  พากันออกมาถึงทางแยกที่เมือง Cromwell เพื่อจะเลี้ยวเข้าสู่เมือง Alexandra เราเลี้ยวเข้ามาตามเส้นทางมาได้สักระยะ  ฉันรู้สึกแปลกๆกับเส้นทาง  ดูมันไม่คุ้นเหมือนที่เคยผ่านมา 2 วัน ที่แล้วเมื่อขับไปควีนทาวน์  เลยบอกให้เจี๊ยบหยุดรถแล้วเช็คเส้นทางกันใหม่อีกครั้ง  ปรากฏว่าเราเลี้ยวผิดเข้ามาอีกทางเลยมาตั้งเกือบ 20 ก.ม. โชเฟอร์ก็ขับเพลิน ต้นหนก็ไม่เฉลียวใจ ไม่ได้ดูแผนที่เพราะเห็นเป้นเส้นทางเดิมที่เคยผ่านเข้ามาแล้ว

ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ มองออกไปล้วนเป็นทุ่งโล่งไกลตา  ไม่มีจุดสังเกตุเป็นอาคารบ้านเรือน ถนนที่ทอดยาวไกลมองออกไปก็เหมือนๆกันหมด  ซ้ำร้ายตามเส้นทางไม่มีหลักกิโลบ่งบอกระยะทาง ทุกระยะกิโลเมตรเหมือนบ้านเรา  ถนนในนิวซีแลนด์จะมีป้ายบอกระยะทางสู่เมืองต่างๆ เป็นป้ายใหญ่ทิ้งระยะห่างมาก นานๆจะเจอสักครั้ง แล้วแสดงรายการเป็น รายชื่อเมือง 3-4 เมืองข้างหน้าเลยว่า อีกกี่กิโลเมตรจะไปถึงเมืองนั้น  ไปถึงเมืองนี้  อันนี้บอกกันไว้เป็นข้อมูลเผื่อใครได้มีโอกาสมาขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์อย่างเราจะได้รู้กัน

ระยะทางอีกราว 220 ก.ม. กับเวลาที่ล่วงเลยมาเกินครึ่งวันบวกกับหนทางที่ไม่รู้จัก  ทำให้เกิดความเครียดกรุ่นขึ้นในบรรยากาศ  โดยจุดกำเนิดความเครียดเกิดขึ้นบริเวณส่วนหน้าของรถ อันได้แก่ฉันและเจี๊ยบ แล้วแผ่กระจายครอบคลุมไปถึงสมาชิกส่วนหลัง  วัดได้จากความเงียบทั้งที่ไม่มีใครหลับ บรรยากาศประหนึ่งศุกร์ 13 ฝันไม่หวานไม่ได้การแล้วเราสองคนซึ่งถือว่ารั้งตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุด ต้องรีบปรับอารมณ์และดึงบรรยากาศให้กลับสู่ปกติโดยเร็วพลัน

"เฮ้! ดูฟักทองยักษ์ ที่กองอยู่ข้างหน้าซิ ลูกโตเท่าโอ่งได้มั๊ง"  ฉันพูดโพล่งออกมาอย่างตื่นเต้น

"เออ ไม่เคยเห็นเยอะแยะเลยน่าเอาไปเจาะเป็นหน้ากากฮาโลวีนยักษ์ " เจี๊ยบพูดเสริมขึ้นทันใด

ขอบคุณเจ้าฟักทองยักษ์สีส้มแปร๊ด  ที่ชาวไร่เอามากองไว้ริมทางมากมาย (มีตั้งแต่ลูกเท่าโอ่งไปจนลูกเท่าถัง ขนาดเล็กที่สุดก็ใหญ่กว่าหม้อแกงล่ะ ) ที่ช่วยให้ฉันมีมุขจุดประกายละลายความเครียด แล้วมันก็ได้ผลซะด้วย  สมาชิกต่างชี้ชวนกันดูร้องอู้ฮู  โชว์เฟอร์ก้เป็นใจ  ชลอรถให้มองเห็นกันชัดๆ  บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันใด เรามองเจ้าฟักทองพวกนั้นจนลับหายไปจากสายตา  แม้จะไม่ได้แวะลงไปถ่ายรูปแต่ทุกคนก็ดูจะอิ่มใจ  เออ! แล้วมันก็น่าแปลกที่ตลอดทางจากนั้นเราไม่ได้เห็นกองฟักทองยักษ์  ที่ไหนอีกเลย

อาหารกลางวันวันนี้เป็นมื้อที่ต้องจดจำ  เรากินข้าวกันบนพื้นหญ้าริมทางด้วยความทุลักทุเลกว่าทุกมื้อในทริปนี้  ด้วยความที่ล่วงเลยเวลาอาหารมามากพอควร   แต่เรายังยังมองหาที่พักริมทางเหมาะๆไม่ได้เลย  จะแวะกินในร้านย่านชุมชนก็ไม่ได้  เพราะเตรียมหุงหาเสบียงกันมาเต็มพิกัดตั้งแต่เมื่อเช้าก่อนออกเดินทาง ถ้าไม่กินก็จะบูดเสีย  และก็ไม่คิดว่าวันนี้ชะตามันจะตุปัดตุเป๋  ยิ่งเวลาล่วงเลยไป  ท้องไส้ก็ยื่งจะส่งเสียงโวยวายมากขึ้น สุดท้ายก็ต้องแวะในทำเลที่คิดว่าพอใช้ได้ เป็นป่าละเมาะข้างทาง บนพื้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่

ขนเสบียงลำเลียงลงมาวางกับพื้น  ถึงเวลานี้แผนที่แผ่นใหญ่ที่เราหอบมาเป็นข้อมูลเดินทาง  ก็มีประโยชน์ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง  คือเป็นเสื่อสาดให้เราได้วางเสบียงและรองนั่ง  ใครจะคิดเล่าว่า  จะต้องได้มาปิคนิคที่นิวซีแลนด์ในสภาพเช่นนี้  ฮ่า ฮ่า ฮ่า ประสบการที่ไม่ได้ออกแบบและหาซื้อไม่ได้  กินกันไปคุยกันไปชวนให้ฉันคิดเทียบเคียงบรรยากาศ เหมือนกำลังพักกลางวันใต้ต้นไม้ในบรรยากาศท้องทุ่งริมคันนา  ที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย  แล้วมื้อนี้ก็ผ่านไปด้วยความเอร็ดอร่อย  เรามองหน้ากันแล้วก้พากันหัวเราะคล้ายกับว่า " ถ้าหม่อมแม่รู้เข้า  เป็นถูกด่าเปิง เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๋ง ...."

จุดเกิดเหตุนี้อยู่ในเขตเมือง Alexandra ซึ่งเราได้แวะเติมน้ำมันเป็นครั้งที่สอง  เมืองนี้ถูกระบุในแผนที่ว่าเป็น fruit lands ฉันก็ยังสงสัยว่ามันเป็นผลไม้ประเภทไหน

" ดูสวนแอปเปิ้ลข้างทางซิ  มันแห้งแหงแก๋เลย  มีลูกเหี่ยวติดกิ่งอยู่ด้วย " เสียงจอยดังมาจากเบาะหล้ง ฉันเงยหน้าละสายตาออกมาจาก Guide Book มองตามเสียงของจอยเป็นอันเฉลยข้อข้องใจ

" เออจริงด้วย ข้างหน้าก้มีอีกสวน มิน่าเค้าถึงระบุว่าเป็นเมืองผลไม้ แล้วมันจะมีผลไม้ชนิดอื่นอีกหรือเปล่าเนี่ย " ข้อสงสัยของฉันยังไม่จางใจ

จากนั้นมาสองข้างทางก็ปรากฏสวนแอ๊ปเปิ้ลกิ่งแห้งโกร๋น มีลูกเหี่ยวๆติดกิ่งและร่วงอยู่ใต้ต้นให้เห็นเป้นระยะ บางครั้งก็มีสวนส้ม หรือสวนผลไม้อะไรซักอย่างที่มีผลสีส้มจัดแทรกมาบ้าง   เช่นเดียวกันสวนเหล่านี้ต่างก็มีกิ่งโกร๋นจนสุดจะเดาว่าเป็นผลไม้ชนิดไหน ไม่รู้มีสวนกืวีบ้างหรือเปล่าอยากเห็นจริงๆสักครั้งในชีวิต  (มารู้จากการอ่านข้อมูลทีหลังว่า ผลไม้โดดเด่นของที่นี่เป็น แอปเปิ้ล กับ แอปปริคอท  ดังนั้นเจ้าสวนส้มที่ฉันคาดเดา  มันอาจจะเป็นสวนแอปปริคอดก็ได้)

" อยากเห็นลูกแอ๊ปเปิ้ลสดๆ บนต้นจัง " น้องแจนเปรยออกมาซึ่งก็คงจะตรงกับใจของสมาชิกทุกคน

แล้วโชคก็เข้าข้างเราบ้างแล้ว เทวดาท่านคงเมตตาปลอบใจเรา เพราะเมื่อเราเข้าใกล้เมือง Roxburgh ก็ปรากฎสวนแอ๊ปเปิ้ล ออกลูกดกเต็มต้นขึ้นตามทาง  สร้างความตื่นเต้นให้กับเราถ้วนหน้า

นิว:uแลนด์-Dunedin นิว:uแลนด์-Dunedin 

" จอด ๆ ๆ ข้างหน้ามีอีกสวน จอดหน่อยๆ ๆ" เสียงระเบ็งเซ็งแซ่ดังขึ้นทันใด โชว์เฟอร์ของเราก็คงใจเดียวกัน ไม่ต้องบอกเธอก็คงจะจอดอยู่แล้วเป็นแน่แท้

สวนแอ๊ปเปิ้ลที่เราเลือกจอดรถ น่าจะเป็นทำเลที่เหมาะที่สุด เพราะเป็นร้านกึ่งโกดังรวบรวมผลิตผลด้วย  มีกระบะไม้ใหญ่ใส่แอ๊ปเปิ้ลสารพัดหลากพันธุ์ ทั้งลูกแดง ลูกส้ม ลูกเหลือง  เยอะแยะมากมาย ฉันไม่ใส่ใจกับมันนักไม่รู้หรอกว่ามันเป็นพันธุ์อะไรบ้าง  เพราะสิ่งที่ดึงดูดใจฉันให้โลดไปมันเป็นสวนแอ๊ปเปิ้ลแปลงใหญ่มโหฬาร  ออกลูกดกเต็มต้นที่อยู่ข้างๆโกดังต่างหาก

ก้าวแรกที่ลงจากรถสมาชิกออกอาการลังเลอยู่บ้างที่จะเข้าไปในที่ส่วนบุคคล  แต่ใจฉันมันโลดจนไม่ได้คำนึงว่ามันจะมีอุปสรรค ใดมาขวางทางรัก (ชักผะอืดผะอม) ถลาเข้าไปทันใด ตรงไปที่ร้านเพื่อขอใครก็ได้ตรงนั้น ว่าให้ฉันเข้าไปชมสวนให้สมใจ นะ นะ นะ สาวชาวสวนที่สาละวนอยู่กับการคัดแยกแอ๊ปเปิ้ลใส่กระบะ คงเห็นกริยาที่เก็บไม่อยู่ของฉัน  รีบฝายมือบอกอนุญาต  ตั้งแต่ฉันหลุดคำขอ " May I . . . .  ? " ยังไม่ทันจบประโยค แล้วก็ก้มหน้าก้มตาสาละวนอยู่กับงานของเธอต่อไป  โดยไม่สนใจพวกเราที่โลดโดดไปที่สวนอย่างทันใดโดยพร้อมเพรียงกัน

ผลแอ๊ปเปิ้ลกำลังสุกเต็มที่เปล่งประกายเป็นสีส้มแกมแดงและเหลืองพราวเต็มต้น  และที่ร่วงหล่นเกลื่อนอยู่ใต้ต้นก็ใช่น้อยมันคงจะสุกหง่อมเต็มทน  ประกอบกับใบเหลืองที่ทิ้งปลิดปลิวลงมาผสม ส่งผลให้ทั้งสวนเหมือนจะระบายไปด้วยสีเหลืองส้ม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้เห็นแอ๊ปเปิ้ลสดๆติดอยู่บนต้นเป็นสวนมากมายแบบนี้ เราตื่นชมอยู่กับต้นแอ๊ปเปิ้ลแค่บริเวณชายขอบของสวน  ไม่ได้บุกรุกเดินลึกเข้าไปในสวนที่กว้างใหญ่  แค่นี้ก็ชื่นชมสมใจแล้ว ผลัดกันถ่ายรูปสมใจแล้วก็พากันเดินออกมาอุดหนุนผลิตผลในกระบะ  ที่ราคาแสนถูกแค่กิโลละ 1 เหรียญ อีกถุงเบ้อเริ่ม กินกันสดๆทั้งหวานทั้งกรอบ อร่อยจริงๆ

 

พ้นจาก Roxburgh มาสักระยะ ทุ่งหญ้าป่าสนดูเขียวขจี  ฝูงแกะอ้วนพีขาวฟู ดูดีมีความสุขมากกว่าแกะมอมแมมที่เล็มหญ้าแห้งอยู่บนภูเขาบริเวณ Lindis Pass  ประชากรแกะก็หนาแน่นมากขึ้นดูจะมากพอๆกับทุ่งหญ้า Canterbury ที่เราผ่านมาในเส้นทางวันแรกๆ สัญญาณนี้บ่งบอกว่าเราหลุดพ้นมาจากพื้นที่แห้ง Otago แล้ว

Otago คือพื้นที่แห้งแล้งใจกลาง Southern South Land ที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ อากาศแห้ง หนาวจัดและร้อนจัดในแต่ละฤดูต่างกันสุดขั้ว  เป็นพื้นที่ปลูกองุ่นและแหล่งอุตสาหกรรม Wine ที่สำคัญของเกาะใต้นิวซีแลนด์  อันประกอบไปด้วยเมือง Alexandra  Clyde  Crowwell  Roxburgh และ Ranfurly  ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่เราขับรถผ่านมาแล้วทั่งสิ้น

เส้นทางของเราเกาะอยู่บนถนนหลวงหมายเลข 8 ตั้งแต่เมือง Crowwell มาตลอดโดยมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ถึงทางแยกเจอกับทางหลวงหมายเลข 1 ขับวกขึ้นทิศเหนือเลาะเลียบชายฝั่งทะเลไปเรื่อยๆ สู่จุดหมายที่เมืองดันดีน [Dunedin] ซึ่งก็อยู่อีกไม่ไกลแล้ว

4 โมงเย็น เรามาถึงเมืองดันดีน [Dunedin] ถึงเร็วกว่าที่คาดไว้ อาจเพราะไม่มีอุปสรรคใดๆเข้ามาแทรก และ อะแฮ้ม!!! อาจเพราะโชว์เฟอร์ แอบเหยียบคันเร่งเกินพิกัดมานิดๆในบ้างช่วง  เสี่ยงๆเล่นเกมส์กับเรเซอร์จับความเร็วของระบบจราจรเมืองกีวี(ไม่ยักกะมีป้ายบอกว่า  ข้างหน้ามีการตรวจจับความเร็วเหมือนบ้านเรา ที่เป็นตลกของทางหลวงไทยที่ขำไม่ออก)

ท้องฟ้ายังไม่มีท่าทีมืดมัว มีแต่แสงแดดสว่างใสต้อนรับเรา ส่งผลให้พลังในตัวของเราเต็มเปี่ยมแรงไม่มีตก แล้วอย่างนี้จะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปไย  สมองฉันสั่งจี๋  ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวของเมืองนี้ที่ทำการบ้านมาเริ่มเรียงตัวในมโนภาพ  มือก็เปิดคู่มือท่องเที่ยวยืนยันย้ำความมั่นใจ

สถานที่ท่องเที่ยวใน Dunedin ดูจะให้น้ำหนักกับการเที่ยวชมบ้านเมืองอาคารเก่ากลิ่นอายของอดีตในอิทธิพลของอังกฤษ แต่ปัญหาคือ อาคารสถานที่สำตัญที่ชี้ชวนให้ชมอยู่ห่างกันในระแวกเมือง  โถ!...ก็ขนาดถนนกว้างขวางเบ้อเริ่มเรายังหลงกันมาแล้ว  แล้วถนนในเมืองใหญ่ที่จอแจมีเครือข่ายเป็นไยแมงมุมแบบนี้จะไปเหลืออะไรหล่ะพากันหลงแหงมๆ  กลัวเวลาที่มีเหลืออยู่น้อยนิดจะกลายเป็นทัวร์หลงทาง  แล้วข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวดูนกแพนกวินบริเวณชายขอบเมืองก็สะดุดตาขึ้นทันใด  แถมยังชี้ช่องให้อีกแนะว่าเวลาที่เรากำลังขับรถวนเวียนอยู่นี่แหละเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการชม

"ไปดูนกแพนกกินกันดีกว่า" ฉันเปรยขอความเห็น " มีทั้งพวกตาสีเหลือง กับ พวกตัวสีฟ้าด้วย" ก็ให้ข้อมูลไปตามไกด์บุ๊คนั่นแหละ

"แต่มันต้องออกไปสุดปลายแหลมนอกเมืองนะ" จอยซึ่งช่วยดูข้อมูลออกเสียงแย้ง แหลมที่ว่าคือ Penisula Otago เธอเตือนเพราะไม่รู้สภาพของเส้นทางทำให้เกิดความกังวลเล็กน้อย

"เอาเถอะน่ามาถึงนี่แล้ว ไปให้มันรู้กันดีกว่า  มัวลังเลเดี๋ยวฟ้าจะมืดซะก่อน" เจี๊ยบออกความเห็น

"ไม่เข้าท่าเข้าทาง  ก็ขับรถกลับทางเก่านั่นแหละ"

"แจนว่าน่าไปดูนะ ไม่เคยเห็น" น้องแจนออกความเห็นปิดท้ายการลังเล

Let's go ทันใดไปกันเลย ว่าแล้วโชเฟอร์ก็ออกตามคำบอกของเนวิเกเตอร์ การเดินทางถึงวันนี้ เราเริ่มไม่วิตกกังวลเรื่องที่พักแล้ว  หลายวันมานี้ประสบการณ์มันบอกว่า  ชัวร์ยังไงก็มีที่นอน ไม่ต้องดูกันเยอะเลือกกันแยะแล้ว เพราะคุณภาพเค้าได้มาตราฐานใกล้เคียงกันทุกที่  แล้วยิ่งเมืองใหญ่ๆแบบนี้ข้อมูลที่พักมีเป็นกระตั๊ก  เราเลยห่วงไปเที่ยวกันมากกว่า  เก็บทุกช่วงเวลาทำให้มีค่ามากที่สุด  ถึงไหนถึงกัน

เราออกมารอบนอกเมืองเลาะเรียบทะเลมุ่งสู่ Penisula Otago ชายฝั่งมีท่าเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ให้เห็นเป็นระยะ เข้าสู่เขตของแหลม Otago ท่าเรือชายฝั่งเปลี่ยนเป็นท่าเรือยอร์ชเพื่อการท่องเที่ยวจอดอยู่เยอะแยะหลายแห่งสวยงาม  ขับรถมาตามป้ายบอกทางจนเกือบสุดปลายแหลม  ก็ถึงจุดหมายเป็นท่าเรือแห่งหนึ่งมีสะพานท่าเรือทอดยาวออกไปในทะเล  มีป้ายชี้บอกว่าเป็นที่ดูนกแพนกวินแต่ไหงมันดูเงียบๆอย่างไรชอบกล  กันเด๋อด๋าหน้าแตกเป็นหมู่คณะ  จอยกับแจนเลยต้องเป็นกองสอดแนมไปหาข้อมูลก่อน  ประเดี๋ยวเดียวทั้งคู่ก็เดินทำท่าเซ็งๆ ออกมารายงาน

"วันนี้เค้าไม่เปิดทำการล่ะ  บอกว่านกแพนกวินพากันป่วยเยอะ เลยต้องปิดระยะหนึ่งไม่ให้คนเข้าไปรบกวน" อ้าวเป็นซะอย่างนั้นทำไมเราช่างน่าสงสารจัง 

แต่ก็เป็นความผิดหวังเล็กๆเท่านั้น เพราะเราไม่ได้คาดหวังอะไรสูงนัก  ไม่หวังก็ไม่เสียใจเป็นสัจธรรม  ใจฉันติดอยู่แค่สงสัยว่ารูปแบบการดูนกแพนกวินจะเป็นอย่างไร เป็นแบบที่เห็นในสวนสัตว์ เป็นการซุ่มดู หรือต้องนั่งเรือออกไปชมตามเกาะตามแหลมชายฝั่ง  ก็คิดไปเรื่อยๆตามประสา  ข้อมูลที่ได้จากคู่มือบอกว่า  ดูนกแพนกวินเป็นหนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวยอดฮิตของที่นี่และ Otago Peninsula ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบ Soft Eco Tourism ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งกิจกรรมก็หนักไปทาง  พากันไปดูชีวิต นก หนู ปู ปลา แมวน้ำ อะไรทำนองนี้  ด้วยวิธีการสารพัดทั้งล่องเรือ  นั่งรถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือหลายล้อ ไปแอบซุ่มดูตามแหล่งต่างๆ นับว่าสนุกสนานและเพิ่มสีสันให้การท่องเที่ยว

เราพากันรีบกลับเข้าเมืองโดยพลัน  ตะเวนหาที่พักในยามโพล้เพล้แสงสลัว เป็นการหาที่พักที่มืดค่ำที่สุดในทริปนี้  ขับรถวนเวียนอยู่ 2-3 รอบตามธรรมเนียม  แล้วก็ได้ที่พักเป็น Motel ริมถนน ชื่อ Alcala Motor Lodge ตรงมุมถนน David กับ Groge Street ใกล้ดาวทาวน์ซึ่งห่างไปไม่กี่บล๊อคถนน และเป็นเหตุผลสำคัญที่เราเลือกพักที่นี่ ประกอบกับเวลาที่ไม่มีเหลือให้ลองดูที่อื่นอีก  ห้องพักจะดูเก่า โครงสร้างและการจัดวางพื้นที่ดูแปลกๆ และราคาก็สูงไปนิดเมื่อเที่ยบคุณภาพกับที่พักในคืนก่อนๆ  เป็นบทเรียนเล็กๆว่าอย่าได้ชะล่าเช่นนี้อีกนะ

นิว:uแลนด์-Dunedin นิว:uแลนด์-Dunedin

อย่างไรก็ตามที่พักก็สะอาดได้มาตราฐาน  มีอุปกรณ์เครื่องใช้ครบครัน  ที่อิดออดเจ็บใจก็แค่เพียงเพราะราคาที่จ่ายไปนี่แหละ  หลายวันมานี่เราชักจะติดใจกับของดีราคาถูกก็เลยพากันออกอาการขัดใจบ้างเล็กน้อย

ที่ว่าพื้นที่จัดวางแปลกๆ ก็เพราะมีการจัดที่นอนไว้บนชั้นลอย 2 เตียง มีระเบียงลูกกรงโปร่งๆกั้นกันตก  คนที่นอนบนนี้ต้องปีนบันไดลิงขึ้นมา มีเตียงวางอยู่ในห้องนั่งเล่น 1 เตียง และมีห้องนอนจริงๆเพียง 1 ห้อง ดังนั้นสมาชิกบนชั้นลอยกับห้องนั่งเล่น เลยใกล้ชิดอบอุ่นคุยกันจนหลับได้เลย เรายกกระเป๋าเก็บสัมภาระเข้าที่พักแล้วก็รีบเผ่นแนบไปย่านแสงสี หาอะไรใส่ท้องและชมเมืองกัน

 

ยามราตรีใน Dunedin คึกคักสว่างไสว เราตื่นตากับแสงสีเป็นบ้านนอกเข้ากรุง โถ!..ก็ตั้งแต่บินจากกรุงเทพฯ  เราก็อยู่กับบรรยากาศสงบเงียบ  ค่ำคืนมีแต่เดือนกับดาว  มีแต่ทะเลสาบใส  มีแต่ใบไม้หลากสี มีแต่เสียงธรรมชาติ น่าสงสารจะตาย ค่ำคืนวันนี้เราอยู่ในวงล้อมของแสงสีในขณะที่ท้องยังหิวอยู่ น่าอภิรมย์เริงใจดีจังเล้ย เดินไปสายตาก็สอดส่ายสังเกตุการณ์  ร้านรวงเยอะแยะ ทั้งร้านอาหาร ผับ ร้านเบเกอร์รี่ ร้านขายสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า สารพัด ไม่รู้วันนี้มีพลังมากจากไหน  ทั้งๆที่ดูจะเป็นวันระหกระเหินแต่เราก็เดินกันได้ไม่เหน็ดเหนื่อย

เราดูกลมกลืนไปกับผู้คนที่เดินขวักไขว่รอบตัว  มองหน้าตาล้วนแต่คุ้นๆตระกูลเดียวกัน เป็นวัยรุ่นจากเอเชียเสียเป็นส่วนมาก สำเนียงเสียงภาษาที่ลอยมากระทบหู  บ่งบอกความเป็นนานาชาติ  มีทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดีย และ ภาษาไทย ที่ฉันได้ยินอยู่เป็นระยะ  เพราะความที่ Dunedin เป็นเมืองมหาวิทยาลัยนี่แหละ วัยรุ่นวัยเรียนจากต่างแดนจึงมีมากมายเช่นนี้ และยามนี้ก็คงเป็นเวลาที่ต่างพากันออกมา Hang out พบปะสังสรรค์กันนั่นเอง

เป้าหมายที่เรากำลังค้นหาคือ  ร้านอาหารที่เหมาะกับเรา เอ้อ...ที่ว่าเหมาะ ก็คือไม่แพงนั่นแหละใช้คำหรูดูดีพอครึ้มใจ และเราก็อยากกินอาหารแบบเอเชียด้วย  แล้วฉันมีอันสะดุดตาและเคืองใจเป็นสุด เมื่อเดินผ่านร้านอาหารที่ขึ้นป้ายว่าเป็นร้านอาหารไทย มันเอาเศียรพระพุทธรูปมาทำเป็นลูกบิดประตู !!! อุแม่จ้าว มองผ่านกระจกเข้าไปมันใช้พระพุทธรูปตกแต่งวางอยู่ตามมุมในร้าน  ฉุนจนลืมหิวร่ำๆจะเข้าไปขอดูหน้าเจ้าของร้าน  รับประกันได้เลยว่ามันต้องไม่ใช่คนไทย  มองไปที่องค์พระแล้วต้องอาศัยธรรมของท่านช่วยข่มใจ  แล้วก็รีบเดินให้มันพ้นๆไปจากที่ตรงนั้นอย่างรังเกียจเดียดฉันท์เป็นที่สุด

ร้านอาหาร แบบเอเชียหากินง่ายในเมืองนี้  ดังนั้นใช้เวลาไม่นานเราก็เข้าไปนั่งในร้านอาหารที่ถูกใจ ชื่อ Sam Pan เป็นร้าน Self Service   เมนูมีมากมายหลายสิบรายการ มีทั้งจานเดียวประเภทข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว ซุปและกับข้าว ที่หน้าตาและรสชาติคุ้นลิ้น แต่ระบุชัดไม่ได้ว่าร้านนี้เป็นสัญชาติใด จะออกเสียงชื่อร้านเป็นภาษาไทยก็ได้ว่า "สัมพันธ์" แต่พนักงานในร้านส่วนมากดูจะเป็นคนจีน  นอกจากเมนูหลากหลายแล้วราคาอาหารยิ่งถูกใจเรานักหนา อาหารจานเดียวราคา 7 - 10 เหรียญ และ 12-15 เหรียญ สำหรับอาหารที่เป็นกับข้าวล้วนๆ  ปริมาณก็มากเกินจะกินหมดสำหรับสาวๆตัวเล็ก อย่างคณะของเรา สั่งอาหารกันคนละอย่างก็เหลือทุกจานจนไม่อยากให้อภัยตัวเอง  ยกเว้นนายจ๊อบที่จัดการส่วนของตัวเองได้เรียบร้อย  และช่วยเหลือสาวๆได้บ้างเพียงเล็กน้อย  เพราะถูกใจเป็นนักหนากับร้านนี้  วันรุ่งขึ้นก่อนเดินทางต่อไป เรายังแวะมาซื้ออาหารที่นี่ห่อไปกินเป็นเสบียงกลางวัน  แต่เราสั่งอาหารแค่ 3 อย่างเพราะมีประสบการณ์กับมื้อเย็นช่วยเราประหยัดสตางค์ได้อีกหน่อย

อิ่มท้องเดินเล่นอยู่ในเมือง เด็กๆพากันเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้แล้วก็ได้อะไรจุกจิกตามประสาวัยรุ่น  ติดมือกลับมา 2-3 ชิ้น  ฉันเลือกที่จะนั่งคอยในร้านกาแฟดัง Star Bucks ที่ตกแต่งเก๋ไก๋ ชวนผ่อนคลาย ตามคำชักชวนของจอยที่เป็นสาวกกาแฟดังยี่ห้อนี้  ก่อนกลับเข้าที่พักเจอร้านเบเกอรี่จากร้านที่มีคนเข้าแถวยาว ฉันก็เลยไปต่อแถวกับเขาบ้าง ได้ขนมหลายอย่างเอาไว้เป็นอาหารเช้าของพรุ่งนี้ 

ท่ามกลางผู้คนมากมายและแสงสีที่น่าจะทำให้อารมณ์เบิกบานสราญใจ  แต่วูบหนึ่งฉันกลับมีอารมณ์ที่หดหู่อ่อนไหวขึ้นมาฉับพลัน คิดถึงเมืองไทยจับจิต  คิดถึงทุกอย่างที่บ้านเมืองเรา  6 วันนับจากบ้านมาเดินทางผจญชะตาด้วยตัวเอง มันฉุดจิตให้ตกได้อย่างไม่น่าเชื่อ  แล้วที่สุดก็ต้องกดโทรศัพท์หาใครคนหนึ่งที่เมืองไทยขอแค่ฟังเสียงเสริมพลังใจ  แล้วใจที่เหี่ยวเฉาในวูบนั้นก็ถูกสายลมหนาวพัดผ่านไป  แววตากลับมามีประกายกระหายถึงเส้นทางข้างหน้าต่อไป

ค่ำคืนนี้เราหลับไหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน   ท่ามกลางเสียงรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่มาแผดเสีบงอยู่ข้างหู   ราตรีนี้จึงต่างจากคืนก่อนๆที่เรามีแต่เสียงธรรมชาติขับกล่อม ...... 

 FB ขับรถเที่่ยวนิวซีแลนด์




Series....เที่ยวนิวซีแลนด์

Newzealand Route Drive
ขับรถเที่ยว นิวซีแลนด์....ตอนชะตา นี้ช่วยกันลิขิต
ขับรถเที่ยว นิวซีแลนด์....ตอน แกะๆๆ สุดขอบฟ้า กับอนุสาวรีย์หมาเลี้ยงแกะ
ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ -ตอน ปล่อยไก่ที่ Mt.Cook แล้วมุ่งสู่ Queentown article



[1]

Opinion No. 10 (139699)

    

         อยากไปนิวซีแลนด์ง่ะ  ค่าทัวร์เท่าไรคะ

By คนอยากไปนิวซีแลนด์ (chonlathorn1-at-hotmail-dot-com)Date 2011-10-04 22:10:16


Opinion No. 9 (137498)

เราเดินทาง ในเดือนพฤษภาคม ค่ะอากาศเริ่มหนาว ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี ถ้าเดินทางเดือนเมษายน ก็น่าจะได้บรรยากาศเหมือนเรา อากาศอาจอุ่นกว่าเล็กน้อย ลองอ่านประสบการณ์ ขับรถเที่ยวของเราแล้วอาจจะ พอมีจินตนาการร่วม ได้ค่ะว่าจะสนุกหรือเปล่า ตามไปคุยกันได้ที่ หน้า Face Book ได้นะคะhttp://www.facebook.com/thailandmgg?ref=name

By web master (seeson-at-hotmail-dot-com)Date 2011-01-01 00:23:00


Opinion No. 8 (137285)

ไม่ทราบว่าช่วงที่คุณหฤทัยไป  ประมาณเดือนอะไรค่ะ  กำลังวางแผนไปเที่ยวแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรไปช่วงไหนดี  เม.ย. ถ้าไปก็ลางานน้อยหน่อย  แต่กลัวจะแห้งแล้งเกินไปหรือเปล่า 

By bow (pornpitm-at-betagro-dot-com)Date 2010-12-08 14:34:24


Opinion No. 7 (136982)

อยากไปเที่ยวด้วยครับ จัดเที่ยวครั้งหน้าถ้าไม่ติดธุระขอติดคณะไปด้วย 2 คน...บรรยายได้ถูกใจจริงๆ ไม่สนใจแผ่นดินไหวแล้วครับ

sommainoi

By sommainoi Date 2010-11-03 11:28:42


Opinion No. 6 (134667)

ตอบคุณพิงค์ค่ะ ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ แบบที่เราไปตอบไว้ที่ ความเห็นที่ 12 ในหน้านี้ต่ะ http://www.banpanya.com/สารคดีเที่ยวนิวซีแลนด์/MtCook-ตอนที่3.html 

ไป 15 ท่านเช่ารถแบบ เราก็ใช้แค่ 3 คัน ลองอ่านประสบการณ์ในตอนต่างๆดูนะคะ ต้องขอโทษมี่อาจจะกระท่อนกระแท่นไม่สมบูรณ์ทุกตอน  เพราะยังเขียนไม่ต่อเนื่อง

แต่จำนวนคนค่อนข้างเยอะ เราเองสามารถประสานงานอำนวยความสะดวกให้ได้เพื่อลดความยุ่งยากของคุณพิงค์ โดยจะส่งให้โอเปอเรเตอร์ของสีสันทัวร์เป็นผู้ประสานคุณพิงค์ให้ตามอีเมล์ จะใช้บริการหรือไม่ ไม่ต้องกังวลใจเค้ายินดีให้ข้อมูลค่ะ

By เจ้าบ้าน-BJ (seeson-at-hotmail-dot-com)Date 2010-04-20 10:51:57


Opinion No. 5 (134656)

กำลังวางแผนไปเที่ยวเกาะใต้กับคณะราว 15 คน  อยากได้ผู้รู้ช่วยแนะนำ การจัดการ การจองรถ ที่พัก สถานที่เที่ยว ส่วนคณะที่ไปอายุระหว่าง 40-60 ปี จะเดินทางต้นมิถุนายน 53 นี้  หากเที่ยวอย่างที่พวกคุณไปกัน  ช่วยประมาณเคร่าๆ ให้หน่อยค่ะ จะได้พวกพรรคพวกเตรียมเงินไว้ จะไปกัน 9 - 10  วันค่ะ

 

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

พิงค์

By กมลวรรณ (pinkdiamond66-at-gmail-dot-com)Date 2010-04-19 00:33:22


Opinion No. 4 (133603)
ขอปรบมือให้กับความสามารถในการเขียนเวปของคุณจริงๆๆๆค่ะ  ได้เข้ามาอ่านรู้สึกประทับใจทั้งรูปแบบที่สวยงามและเนื้อหาที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลคุณภาพคับจอ ขออนุญาตนำรูปแบบมาเป็นตัวอย่างในการบันทึกการท่องเที่ยวของตัวเองบ้างนะคะ  ชอบไอเดียค่ะ จะทำเก็บไว้ดูเป็นความทรงจำที่ดี เช่นเดียวกับคุณหฤทัยนะคะ แล้วจะติดตามทริปนิวซีแลนด์ที่เหลืออยู่ พร้อมกับทริปอื่นๆที่จะตามมานะคะ  ขอบคุณสำหรับเวปสวย+ข้อมูลดีๆ  ขอให้สนุกกับทริปต่อๆๆๆๆไปนะคะ
By nut Date 2010-01-26 08:11:07


Opinion No. 3 (132738)

รายละเอียดเรื่องรถเช่า  เล่าไว้ตรงนี้ค่ะ http://www.banpanya.com/สารคดีเที่ยวนิวซีแลนด์/นิวซีแลนด์-ไครเชิร์ท-ตอนที่1.html  ลองอ่านดู

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายและการหาข้อมูล ตอบไว้ที่กระทู้นี้ค่ะ http://www.banpanya.com/สารคดีเที่ยวนิวซีแลนด์/MtCook-ตอนที่3.html หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยในการวางแผนเที่ยวนิวซีแลนด์

สำหรับบทความจะเป็นการเล่าเรื่องระหว่างเดินทาง คงจะมีการแทรกความรู้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเดินทางอยู่เป็นระยะ อ่านสนุกๆเพลินๆค่ะ 

By เจ้าบ้าน (seeson-at-hotmail-dot-com)Date 2009-12-05 11:26:31


Opinion No. 2 (132713)
สวยดีอ่ะ....อยากไปมั่ง???? ค่าใช้จ่ายประมาณคนล่ะเท่าไร แล้วค่าเช่ารถคิดยังไง????ตอบทีนะคะ
By aui (auimaxi-at-hotmail-dot-com)Date 2009-12-04 15:56:30


Opinion No. 1 (38440)
อ่านแล้วสนุกมากครับ  ขอขอบคุณคณะทัวร์ทุกคน มีแต่คนหน้าตาดีๆทั้งน้าน  แถมเก่งอีกต่างหาก
By คนอยากไปเที่ยวนิวซีแลนด์ Date 2009-07-14 15:25:20



[1]


Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail *
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved.

counter on iweb

Your visit