ReadyPlanet.com
dot
dot
Newsletter

dot
dot
dot
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
bulletเที่ยวเนปาล


web bord
เรื่องราว หน้าบ้าน
เพลง เพลินๆ
สารคดื เรื่องสั้น
hspace=0

เที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เที่ยวเมืองไทย

Angkor variety...เที่ยวนครวัด

โปรแจ๊ค...เชียงใหม่กอล์ฟเซอร์วิส

hotel deals in christchurch hotel deals in christchurch Submit Commission Structure Reminder (Monthly Basis) Number of Departures Booking Commission Percentage (BCP) + Cost Per Click (CPC) 1-15 4% $0.10 16-49 4.5% (after the first 15 checkouts) $0.10 50-99 5% (after the first 49 checkouts) $0.10 100-199 6% (after the first 99 checkouts) $0.10 200-999 7% (after the first 199 checkouts) $0.10 1000+ 8% (after the first 999 checkouts) $0.10


ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ -ตอน ปล่อยไก่ที่ Mt.Cook แล้วมุ่งสู่ Queentown article

FB ขับรถเที่่ยวนิวซีแลนด์

ชมภาพ ขับรถเที่ยว...Newzeland

 

 

 

 

 

หฤทัย บุญวงศ์โสภณ.....เรื่อง-ภาพ

 

ขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์.....ตอน ปล่อยไก่ที่ Mt.Cook แล้วมุ่งสู่ Queentown

 

วันนี้เราจะต้องเดินทางไปให้ถึง Queentown ระยะทางห่างจาก Tacopo 258 กม. แต่ตามแผน ต้องแวะเข้าไปเที่ยว Mt.Cook ซึ่งไม่ได้อยู่บนเส้นทางหลักด้วย...........

 

 

 

 

 

     วันนี้เราจะต้องเดินทางไปให้ถึง Queentown ระยะทางห่างจาก Tacopo 258 กม. แต่ตามแผนเราจะต้องแวะเข้าไปเที่ยว Mt.Cook ซึ่งไม่ได้อยู่บนเส้นทางหลักด้วย

......ต้องเลี้ยวแยกออกไปอีก 59 กม. รวมไป- กลับ ก็ราว 120 กม. รวมระยะทางที่ต้องเดินทางแล้วก็เกือบ 400 กม. ซึ่งก็นับว่ายาวไกลและท้าทายพอสมควร แต่เราก็ยังมีพฤติกรรมแบบคุณนายหวานเย็น ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างสบายๆ อยู่เหมือนเดิม

09.30 น. เป็นเวลาอำลาจาก เมืองแห่งทะเลสาบสี turquoise ที่แสนสวย เรา check out ออกจาก Parkhead Motel ด้วยวิธีง่ายๆ คือ เสียบลูกกุญแจติดคาไว้ที่ลูกบิดประตูเป็นอันเสร็จพิธี

“น้าจอยไม่ Say good bye กับหนุ่มคริสก่อนเหรอ” น้องแจนส่งเสียงเตือน น้าจอยสั่นหัวดิกๆ ตอบกลับ

“โผล่ไปดูที่ Office แล้วไม่อยู่จ้ะ แต่เธอบอกตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า ตอน check out ให้ทิ้งกุญแจไว้ที่ประตู ”

ช่างไว้ใจและเชื่อในความซื่อสัตย์ของนักเดินทางสัญจรเสียจริงเลย ไม่ตรวจเช็ค ไม่สอบถาม ไม่แม้กระทั่งอยู่ให้เรา check out กล่าวลา…….โอ้! High quality life จริงๆ

Motel หน้าตาภายนอกแสนธรรมดา แต่ภายในพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก สะอาด และ เป็นระเบียบ ซุกตัวอยู่ข้างถนนสายเล็กๆ ริมทะเลสาบ เป็นที่พักพิงแสนอบอุ่นของเรา  1 คืน

 

 

เราทิ้งภาพทะเลสาบสีสวย เอาไว้เบื้องหลังเดินทางมุ่งลงใต้ต่อไป ทิวทัศน์ 2 ข้างทางเริ่มเปลี่ยนไป ทุ่งหญ้าเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าแห้งสีทอง แตกต่างจาก ทุ่งหญ้า Canterbury เขียวขจี ที่ขับผ่านเมื่อวาน ต้นไม้หลากสีข้างทาง เริ่มเปลี่ยนเป็นต้นไม้สีทองทยอยกันทิ้งใบ ร่วงหล่น เติมบรรยากาศให้เหงาซึม ฝูงแกะสีขาวปุย ก็เปลี่ยนเป็นฝูงแกะสีขมุกขมอม มองผาดๆเหมือนก้อนหินกระจัดกระจายอยู่เต็มทุ่ง แต่ก้อนหินพวกนี้ก็ยังอยู่ในอริยะบทเดิม คือยืนก้มหัวกินหญ้า ไม่ว่าหญ้าจะเขียวหรือจะแห้งปานใด รถรา บ้านเรือน ผู้คนแทบไม่มีให้เห็น มองเห็นแต่ม้วนหญ้าที่สะสมเตรียมไว้เป็นอาหารสัตว์ในฤดูหนาวตามแปลงปศุสัตว์เป็นระยะๆ นานๆ จะมีรถแล่นสวนมาสักคัน ……

เหงาจัง!

ป้ายเตือนให้ระวังอย่าขับรถ เกินความเร็วจำกัด “ Slow down ” มีให้เห็นบ่อยขึ้น เพราะถนนในช่วงนี้ตัดตรงเป็นทางยาวมองไปไกลสุดตา ซึ่งอาจทำให้เราเพิ่มความเร็วในการขับรถมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำท่าจะง่วง กันทั้งคันรถ ระฆังช่วยชีวิตก็ดังขึ้น ทะเลสาบกว้างใหญ่สีเขียวอมฟ้าอีกแห่งปรากฏขึ้นตรงหน้าลิบๆ ตรงตามคู่มือเดินทางเป๊ะ แสดงว่าเรากำลังจะมาถึงทางแยก ขึ้นสู่ Aoraki อันเป็นที่ตั้งของ Mt.Cook ภูเขาที่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์ จากนี้ไปอีกราว 30 กิโลเมตร เราจะสัมผัสกับวิวสวย ของเส้นทางเลาะเรียบชายฝั่ง ทะเลสาบ Pukaki (สวยอีกแล้ว) ไปจนเกือบถึง Mt.Cook สายตาฉันเป็นประกายสลับกับอุทานชี้ชวน คนอื่นให้ดูวิวสวยบาดตา

ยิ่งรถไต่ระดับความสูงเลาะแนวเขาขึ้นไปเรื่อยๆ ภาพที่ปรากฏก็ยิ่งสวย ด้านขวาเป็นแนวผาตัดกับทะเลสาบ ด้านซ้ายเป็นทิวเขาสีทองใหญ่มหึมาปานกำแพงยักษ์ สลับกับหุบเขาที่เต็มไปด้วยลูกเบอรี่ป่าสีแดงทิ้งใบเหลือง ส่วนด้านหน้าที่เรากำลังมุ่งตรงไป เป็นแนวเขายอดสูงเสียดฟ้า บนยอดถูกปกคลุมด้วยหิมะบางๆ งดงามไม่รู้ลืม

 

จาก Lake Takapo ลงใต้มาตามถนน สาย 8 ประมาณ 40 Km จะถึงทางแยกขวามือเข้าสู่ถนนสาย 80 ไปเมือง Aoraki/Mt.Cook ระยะทาง 59 Km

 

บริเวณที่พักริมทางสำคัญแห่งหนึ่ง สถานที่ค่อนข้างใหญ่ เป็นจุดแวะพักของคณะทัวร์เกือบทุกคณะ ที่จะขึ้นสู่ Mt.Cook มีภัตตาคาร มีร้านกาแฟ มีศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว และเป็น สถานีจอดของเครื่องบินเล็กที่นำนักท่องเที่ยวขึ้นไป ชมทิวทัศน์ และย่ำหิมะบนยอดเขา เป็นกิจกรรมยอดฮิตและน่าสนใจ ของแหล่งท่องเที่ยว ในแถบนี้ รวมอาณาเขตไปถึง ทะเลสาบ Takapo ด้วย(เราพบเห็นสำนักงาน ขายกิจกรรมนี้ที่ Takapo มาแล้ว) สำหรับคณะของเราก็กล้าๆกลัวๆ อยากลองสัมผัสดูเหมือนกันแต่ เพราะค่าบริการคนละ 160 NZ$ นี่แหละทำให้การตัดสินใจของเราง่ายขึ้น

“ อันที่จริงเราต้องเดินทางอีกตั้งไกลกว่าจะถึง Queentown จะขึ้นเครื่องบินมันต้องใช้เวลาเดี๋ยวได้มืดค่ำไม่รู้อนาคตนะ” ฉันเริ่มออกความเห็น

“ อือ ใช่ ใช่ ใช่ ” เสียงประสาน ดังรับเกือบจะเป็นเสียงเดียวกันมาจาก อีก 3 สาว

“น่าหวาดเสียว ด้วยไม่รู้ อันตรายเกินไปหรือเปล่า” คุณนายเจี๊ยบเสริมอีกหน่อยเป็นอันว่าหาเหตุผลสนับสนุนที่ดี (หรือเปล่า)ได้มากกว่า 1 ข้อ แล้วไชโย! เออ…แม้มันจะดูข้างๆ คูๆ มันก็ใช้ได้น่า

แล้วเราก็เดินทางมาจนถึงชายเขา Mt.Cook ภูเขาทีมีความสูง 3,754 เมตร สูงที่สุดในนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ ชื่อเหมือนเทือกเขาแอลป์ในยุโรป แต่เป็นคนละแอลป์ ที่นี่เค้าเรียก “ Southern Alps” ทั้งที่ได้ศึกษาข้อมูลมาก่อนหน้านี้แล้ว ว่าในยามนี้ ยังไม่ใช้เวลาเหมาะที่จะมาเที่ยว Mt.Cook เพราะจะหนาวแบบเห็นหิมะปกคลุมขาวพราวตาก็ไม่ใช่ จะร้อนแบบมีสีสันดอกไม้งาม โดดเด่นด้วยทุ่งดอกลูพินก็ไม่ใช่ จะเดินชมธรรมชาติสดใสก็ไม่ใช่ จะตะกายป่ายปีนผจญภัยประสาวัยมันส์ก็ไม่ใช่ ความจริงที่เราได้เห็นและสัมผัสตรงหน้าเวลานี้ก็คือ ฝนที่ตกปรอยๆ หนาวแบบสะท้านทรวงเข้าไปถึงกระดูก รอบกายก็ซึมแบบป่วยเปลี่ยว เตรียมใจมาแล้ว แต่ก็จะมาเพราะอยากมาให้ถึง ได้เห็นกับตา

แต่แล้วก็ได้มาปล่อยไก่เล้าใหญ่ไว้ที่นี่มันเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ออกแบบไว้ก่อนเล้ย! ก็จะอะไรเสียอีกเล่า เพราะไม่รู้และสุดคาดเดา ขับรถมาจนถึงที่แล้วแต่จะดูตรงไหนเล่า ยอดเขายอดไหนเล่าคือ Mt.Cook ที่อยากเห็น มันมีตั้งหลายยอด แล้วไม่เห็นเหมือนรูปใน Postcardเลย

ขับรถวนผ่านโรงแรมหรู The Hermitage อยู่ 3 รอบ เป้าหมายก็เปลี่ยนไปจากมองหาจุดชมวิว เป็นมองหาสำนักงานของอุทยานที่จะสามารถสอบถามข้อมูลได้แทน แล้วเราก็หาสำนักงานเล็กๆนี้เจอจนได้

“ Good morning ” ฉันเข้าไปทักทายก่อน

“ Morning can I do something for you?”

“ Yep please, Is here the Mt.Cook ?”

“ Yes certainly” เจ้าหน้าที่สาวร่างบึกบึนตอบย้ำความมั่นใจ

“ Hmu….but I can’t see Mt.Cook where I can see it please show me.”

“ Oh! Come come follow me” เธออุทาน พร้อมกันเดินนำมาที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ทางขวามือ

ชี้นิ้วไปตรงหน้า โชว์รูปโปสการ์ดใบสวยประกอบ พร้อมกับ ใช้นิ้วขีดเป็นกรอบสี่เหลี่ยมบนกระจกหน้าต่าง ว่านี่ไงมุมนี้เลยที่นี่เลย แป่ว! ฉัน กับสาวจอยที่เดินเข้ามาสมบท พร้อมใจกันทำหน้าปูเลี่ยนปูเลี่ยนเกินจะบรรยายได้ เป็นไงละไก่กี่ตัวๆ ก็ถูกไข้หวัดนกเล่นงานตายสนิทหมดเล้า แต่ก็ยังฟังคำอธิบายเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่สาวต่อ ว่าต้องลงเดินไปตาม เส้นทางชมวิวที่เค้ากำหนดถึงชายเขา จึงจะเห็นภาพชัดๆ  ดูเธอจะไม่ค่อยแปลกใจกับคำถามของฉันซักเท่าไหร่ คิดว่าคงจะถูกถามแบบนี้อยู่บ่อยๆ ไม่งั้นคงไม่มีอุปกรณ์ประกอบฉาก อยู่ใกล้มือหยิบง่ายรวดเร็วปานนี้

 

ค่อยยังชั่วหน่อย ได้คำตอบประมาณนี้ เรา 2 คนก็เดินออกมารายงานสมาชิก ให้ขำก๊ากกันสนุกไป แล้วก็ตกลงกันโดยไม่มีเสียงคัดค้านเลยว่า จะไม่ลงเดินตากฝน ฝ่าอากาศหนาวในบรรยากาศแบบนี้เพื่อไปดู วิวมุมนั้นหรอก ขอถ่ายรูปกันตรงนี้แหละ เล็งฉากหลังไปที่ยอดเขาพระเอกนั่นเลยเพราะรู้แล้วนี่ว่ามันยอดไหน

แต่จะอย่างไรก็ตามนับว่าที่นี่เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมจริง ประมาณว่ามาเที่ยว เกาะใต้ นิวซีแลนด์แล้ว “ Must to ” จะต้องมาให้ถึงให้ได้ สังเกตได้จาก บรรดารถท่องเที่ยวที่เราได้พบเจอตามรายทาง แม้ไม่มากแต่ทุกคันก็มุ่งมาที่นี่ โรงแรมใหญ่หรูอย่าง The Hermitage ทีเราขับรถผ่านเสียหลายรอบ ก็ไม่ร้างผู้คน มีผู้ใช้บริการอยู่พอสมควร ประเมินได้จากการสอดส่ายสายตาผ่านกระจกใสที่รายรอบ โรงแรมเข้าไป แล้วยังมีโรงแรมขนาดเล็ก และ Motel อีกหลายแห่ง ที่ทำการอุทยานที่เราเข้าไปสอบถามข้อมูล ก็ยังมีนักไต่เขาพันธุ์อึด เตรียมพร้อมที่จะเดินสำรวจและไต่ผาท้าทายอีกจำนวนหนึ่ง คิดว่าสถานที่เที่ยวแบบมีกิจกรรม สัมผัสธรรมชาติแบบนี้ คงจะคึกคักมีสีสันสวยงามที่สุดก็ในฤดู Summer ของเค้าเป็นอย่างแท้และแน่นอน

เราก็ได้แต่จินตนาการประกอบภาพกันต่อไป แล้วจะกลับมาล้างตา อีกแล้วครับท่าน!

 

เราเดินทางกลับลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็มาถึงทางแยกเข้าสู่เส้นทางหลัก มีความรู้สึกว่าขาลงมันรวดเร็วทันใจ จากนั้นอีกไม่นานเราก็มาถึงเมือง Twizel ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี แต่ก่อนจะพากันสำรวจเมืองมองหาแหล่งเสบียง เราต้องมองหาที่เติมพลังให้กับ เจ้ารถคู่ใจเสียก่อน เพราะเกจบนหน้าปัด มันฟ้องประมาณว่าฉันหิวจนตาลายแล้วนะ ถ้าไม่จัดการป้อนข้าวปลาอาหารให้ฉันเดี๋ยวนี้ ฉันจะไม่วิ่งไปไหนๆ จะหยุดยืนมันตรงนี้แหละ

และนี่ก็เป็นการเติมน้ำมันครั้งแรก นับตั้งแต่รับรถออกจากสนามบิน Christchurch ขับกันมาตั้งไกลจนเกือบลืมแนะ ถือว่าประหยัดน้ำมันจริงๆ อาจเพราะเป็นรถญี่ปุ่นสภาพใหม่เอี่ยม ขับด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ถนนสภาพดีเยี่ยม และเราแทบไม่ได้เปิด ฮีทเตอร์ เลย ไม่ใช่เพราะงกหรอกนะ แต่เป็นเพราะใช้ฮีตเตอร์แล้วอากาศภายในรถมันจะแห้ง หายใจไม่สะดวก แค่แง้มกระจก ก็ได้รับอากาศสดชื่นถ่ายเทอยู่แล้ว (เปิดกระจกกว้างๆ ไม่ได้ มันหนาวๆๆๆ)

หาปั๊มน้ำมันเจอแล้วเราก็ต้อง งกๆ เงิ่นๆ กันการที่ต้องเติมน้ำมันด้วยตัวเอง สุดท้ายเพื่อความมั่นใจ เราก็เลยขอให้เจ้าหน้าที่ คนเดียวในปั๊มที่เป็นตั้งแต่ ผู้จัดการ แคชเชียร์ พนักงานขายของใน grocery เล็กๆ ของปั๊ม และขณะนี้เธอก็ผันมาอยู่ในตำแหน่งเด็กปั๊ม ช่วยเราด้วยความเต็มใจ น่ารักจริง ราคาน้ำมันที่แสดงอยู่บนป้ายหน้าปั๊มเป็นรูปแบบเดียวกับบ้านเรานี่แหละ บอกราคาต่อลิตร เหมือนกัน แต่เป็นจุดทศนิยมถึง 3 ตำแหน่ง ก็ค่าเงินเค้าใหญ่กว่าบ้านเราเยอะนี่เนาะ วันนี้ราคาน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 1.239 NZ$ จ่ายค่าน้ำมันครั้งแรก 55 NZ$ พอดี

Twizel เป็นเมืองเล็ก แต่ก็มีร้านรวงแบบพลาซ่า ปลูกอยู่เป็นแนว มี่ร้านอาหาร และรัานขายอุปกรณ์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความสนุกสนานกับกิจกรรมท้าทาย ท่องธรรมชาติ ก็ไม่แปลกหรอกนะ เพราะเมืองนี้ยังอยู่ในแนวของเทือกเขา Southern Alps ใกล้กับ Mt.Cook นิดเดียว นักท่องเที่ยวก็เลยใช้ที่นี่เป็นฐานสำคัญ เติมเสบียงให้เต็มพิกัด ก่อนเดินทางสู่ Mt.Cook แล้วเราก็ได้เติมเสบียงที่นี่ด้วย ซื้ออาหารง่ายๆ จำพวก พาย แซนด์วิช และน้ำดื่ม ขนมขบเคี้ยวก็หาไดัจาก Super mart ที่เราชักจะคุ้นเคยกับมันซะแล้วซิ ล่วงมาถึงเวลานี้ เราก็เริ่มจับจ่ายเงิน NZ$ แบบเงิน บาทเชียวล่ะ ไม่คิดไม่อะไรมันแล้ว นายจ๊อบ บอกว่า “คิดมากเดี๋ยวฉี่เหลือง”

ระหว่างทางที่เราเดินทางเข้ามาสู่เมืองนี้ และ กำลังจะอำลาจากไปเราเห็นป้ายโฆษณา ชวนเชิญให้แวะซื้อปลาเทราซ์ ทั้งสด และผลิตภัณฑ์จากปลาเทราซ์ ตามฟาร์มรายทางซึ่งก็เป็น กิจการสำคัญของเมืองนี้ด้วย ออกมานอกเมืองสักระยะ ก็เริ่มสอดส่ายสายตาหาที่พักริมทาง เพื่อเราจะได้จัดการกับอาหารมื้อเที่ยง ที่ล่วงเลยเวลามาจนบ่ายแล้ว

Lunch time  ในบรรยากาศที่เกิดเหตุ ....ขำๆ

“American most wanted”

ที่สุดเราก็มาถึง ที่พักริมทางใต้เงาของป่าสน ในบรรยากาศที่น้องแจน บอกว่าประมาณที่เกิดเหตุใน “American most wanted ” แต่ก็ยังใจชื้น เพราะมีเพื่อนมาจอดพักอยู่แล้ว 1 คัน  ไม่วาย นายจ๊อบยังกระซิปบอกว่านั่นแหละใช่เลย กำลังซุ่มจับเหยื่ออยู่ ให้มันได้อย่างงี้ซิ !!!!

 

จับจองได้โต๊ะไม้ใต้เงาสนก็จัดการขนเสบียงลงมาจัดการแบบรู้หน้าที่ แล้วเหตุการณ์ ก็ผ่านไป โดยไม่มี บุคคลที่ “American most wanted ” มาเยี่ยมเยือน…… โล่งอก..

 

อันที่จริงมันก็แค่ โจ๊กที่เราล้อกันเล่นหรอกนะ ไม่ได้ หมายความตามนั้นจริง ทุกที่ที่ผ่านมาเรามีความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของค่อนข้างสูง ตลอดทางของเส้นทางท่องเที่ยวใน นิวซีแลนด์ จะมีที่พักตามรายทางเป็นระยะๆ มีป้ายเป็นสัญลักษณ์บอก ชัดเจนก่อนที่จะถึงจุดพัก ซึ่งโดยมากจะจัดให้มีทางรถเข้าอยู่ห่างจากริมถนนไม่มาก และมีการจัดสถานที่ให้แบบง่ายๆ มีโต๊ะและม้านั่งยาวต่อด้วยไม้กลมกลืนกับธรรมชาติ มีถังขยะจัดเตรียมไว้รองรับเป็นอย่างดี ไม่มีสิ่งก่อสร้างให้ต้องเปลืองงบ เป็น Mega Project

 

จุดหมายต่อไปของเราคือเมือง Omarama ในระยะทางอีก ราว 25 กม.ไม่ไช่จุดจอดแวะแต่ ผู้นำทางจำเป็นอย่างฉัน ก็ต้องทำหน้าที่แจ้งให้สมาชิกได้รู้อนาคตข้างหน้าบ้าง ว่าจะพบเจอกับอะไรอีกนานแค่ไหน โดยมีสาวจอยเป็น ผู้ให้ภาพประกอบเสียง จะได้เป็นทีมหมอดูแม่นๆ ประมาณว่าเห็นมั๊ยใช่จริงๆ

“จากนี้อีก ประมาณ 25 กิโล เราจะผ่านทิวเขาและทุ่งหญ้าแห้ง เลี้ยงแกะ ไปเรื่อยๆ จนถึงเมือง Omarama นะ” นี่คือคำพยากรณ์ของแม่หมอ

สมาชิกพยักหน้ารับหราบหงึกๆ แต่ท่าทีดูเหมือนจะเตรียมตัวแปลงกายเป็น"อาหลับ"กันแล้ว โดยเฉพาะ นายจ๊อป เตรียมพร้อมกว่าเพื่อน เส้นทางที่ผ่านจากนี้มาก็เหงาๆ ซ้ำๆ น่างีบจริงๆ ภูเขาลูกใหญ่ที่ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าสีทอง มีฝูงแกะ มอมๆ และเล็มหญ้าเกลื่อนกระจาย ไปทั่วบริเวณ ไม่ว่าสภาพพื้นที่จะเป็นอย่างไร จะมองเห็นอยู่ข้างหน้าในระดับสายตา หรือจะมองสูงจนแหงนคอตั้งบ่า เราก็จะเห็นแต่ “แกะ” ต้นไม้ข้างทางก็แห้งโกร๋นอวดกิ่ง สมาชิกบนเบาะหลังก็เข้าสู่ห้วง นิทรากันถ้วนหน้า เหลือเพียงโชว์เฟอร์เจี๊ยบ และฉันที่ยังอยู่ในหน้าที่อย่างแข็งขัน แผ่น CD ที่เตรียมมาจากเมืองไทย ดูเหมือนจะไม่ช่วยให้บรรยากาศคึกคักขึ้นเลย ก็ไอ้ที่เตรียมมาล้วนเป็น เพลง Jazz เย็นๆ ซึ้งๆ และ Latin แบบบรรเลง เป็นไงล่ะทำเป็นศิลปินหัวสูง คิดถึง CD พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่มีอยู่เป็นตั้ง ตะหงิดๆ ยังดีนะที่มีแผ่น ของคุณป้ากมลา ศุภโกศล ติดมา 1 แผ่น

 “…... อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิด สติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่จริงไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำวันนี้ให้ดีที่สุด ..…”

ต้องขอบคุณคุณป้าที่ช่วยเตือนสติแบบมันๆ ไปได้ตลอดทาง ฉันเสนอที่จะเปลี่ยนหน้าที่กับเจี๊ยบ เพื่อให้เธอได้พักและผ่อนคลายบ้าง แต่เธอก็ปฏิเสธ แบบหญิงไทยใจ เหี้ยมหาญ เอ๊ย! กล้าหาญ บอกว่ายังสบาย (หรือไม่ไว้ใจฉันหว่า โธ่! แถวลาดพร้าว-โชคชัยสี่ ฉันขับมาเท่าไหร่แล้ว แค่นี้ทำเป็นไม่เชื่อใจ)

ฉันเลยหันเหความสนใจ มาใส่ใจรายละเอียดตามรายทาง ไอ้เจ้า ภูเขา ทุ่งหญ้า และฝูงแกะ ที่เราเห็น เป็นองค์ประกอบหลัก ในขณะนี้ มันไม่ได้อยู่กระจัดกระจายแบบไร้การจัดการหรอกนะ ภูเขาที่เห็นมันใหญ่โต ที่จริงมองชัดๆ จะเห็นมีแนวรั้วเป็นเสาไม้เตี้ยๆขึงด้วยลวดหนามแบบง่ายๆ แบ่งพื้นที่เป็นแปลง ไปทั่วเขา ต้องนับถือ ความพยายามของชาวฟาร์ม ในนิวซีแลนด์ แต่ยิ่งคิดลึกคำถามที่ตามมา ก็มีอีกเป็นระล